Around Town

FIRST TIME AT TALAT-NOI VEGETARIAN FESTIVAL

บทความโดย Apisorn Iamsriraksa, Staff Writer, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Around Town

FIRST TIME AT TALAT-NOI VEGETARIAN FESTIVAL

4 October 2019

ประสบการณ์ครั้งแรก ณ โรงเจเก่าแก่ริมน้ำเจ้าพระยา

Spread the words

เดือนตุลาคมเวียนมาอีกคราพร้อมกับสายฝนที่เริ่มโปรยปราย ในช่วงปลายฝนต้นหนาวท้ายเดือนเก้าต้นเดือนสิบเช่นนี้ ผู้คนในชุดขาวสะอาด ธงสีเหลือง และตัวอักษรจีนสีแดงที่มีมากเป็นพิเศษในชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนนั้นถือเป็นภาพคุ้นตาที่ทำให้อากาศหม่นๆ ในช่วงนี้ดูจะมีสีสันขึ้นมาบ้าง ใช่แล้ว นั่นคือสัญลักษณ์ที่ประกาศก้องถึงการมาเยือนของ “เทศกาลกินเจ" นั่นเอง

หากพูดกันถึงเทศกาลกินเจ สถานที่อันดับแรกที่หลายคนนึกถึง (รวมถึงตัวผู้เขียนเองด้วยก่อนจะได้มารู้จักกับตลาดน้อย) ก็คงจะหนีไม่พ้น “เยาวราช” ที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารเลิศรส และการเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ฉะนั้นเมื่ออาร์ตไดเรกเตอร์ของเราเอ่ยชื่อที่ไม่คุ้นเคยอย่าง “ตลาดน้อย” ขึ้นมา พร้อมโฆษณาเสร็จสรรพว่ามันคืออีกหนึ่งย่านเก่าแก่ใกล้ๆ ที่แม้จะจะไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่ก็อัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์อันยาวนานไม่แพ้เยาวราช แถมยังซ่อนกลิ่นอายของวิถีชีวิตดั้งเดิม รวมถึงขนมและอาหารเจสูตรลับต้นตำรับจากรุ่นสู่รุ่นที่หาที่ไหนไม่ได้ไว้ในบรรยากาศของชุมชนริมน้ำเจ้าพระยาอันเก่าแก่ เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามันคือที่ไหน หากได้ไปสัมผัสจริงๆ มันจะเป็นอย่างไร จึงถือโอกาสนี้ไปเปิดหูเปิดตาเยี่ยมเยียน “ย่านตลาดน้อย” พร้อมทดลองกินเจดูสักครั้ง
ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่า  ถึงแม้ผู้เขียนจะมีรากเหง้าบรรพบุรุษเป็นชาวจีนแท้จากแผ่นดินใหญ่ แต่ก็ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะได้ลิ้มลองประสบการณ์ของการกินเจอย่างจริงจังด้วยตนเอง อาจมีบ้างที่ได้ชิมอาหารเจจากคุณแม่ ซึ่งหากให้บรรยายคงตอบว่า ‘อร่อยดี แต่ไม่ค่อยถูกจริตนัก’ ด้วยติดภาพว่าอาหารเจมักลดทอนส่วนผสมเรื่องรสชาติจากข้อจำกัดหลายๆ ประการ (สำหรับตัวผู้เขียนเองที่ชื่นชอบเนื้อสัตว์เป็นทุนเดิม จึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าหากขาดส่วนผสมนี้ไปจะอร่อยสำหรับเราได้อย่างไร) แต่การได้มาเข้าโรงเจจริงๆ ได้ลิ้มลองรสชาติอาหารเจแบบต้นตำรับ การได้เห็น ได้สัมผัส และเป็นส่วนหนึ่งในบรรยากาศดั้งเดิมแบบแท้ๆ เช่นนี้ กลับทำให้ได้ค้นพบข้อสรุปที่ว่า อาหารเจนั้น ‘อร่อย’ ได้ และถึงแม้จะเรียกว่าการ ‘กิน’ เจ แต่เสน่ห์อันน่าดื่มด่ำของเทศกาลนี้แท้จริงแล้วกลับมีขอบเขตไกลเกินกว่าเรื่องปากท้องจะครอบคลุม
‘ตื่นตาตื่นใจ’ คงจะเป็นคำอธิบายที่เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับความรู้สึกในขณะที่ได้เหยียบชุมชนเก่าแก่แห่งนี้เป็นก้าวแรก ภาพของถนนอันคึกคักที่คลาคล่ำไปด้วยนักแสวงบุญในชุดขาวเดินกันขวักไขว่ ร้านอาหารกลิ่นหอมน่าทานใต้ไฟสว่างสีเดียวกับธงสัญลักษณ์ เสียงตะหลิวกระทบกระทะและน้ำมันที่เดือดปุดๆ โคมจีนสีเหลืองสดตัดสลับกับตัวอักษรสีแดงที่เรียงรายตลอดสองข้างทาง อาคารบ้านเรือนเก่าๆ และตึกแถวห้องเล็กๆ ที่พาให้ย้อนนึกถึงวันวานสมัยคุณแม่ยังสาว สำหรับตัวผู้เขียนเองที่เติบโตมาในเมืองกรุงท่ามกลางป่าคอนกรีตและตึกระฟ้าแล้ว น่าประหลาดใจ ที่ภาพเหล่านี้เราไม่รู้ตัวเลยว่าคิดถึงจนได้มาสัมผัสมันจริงๆ อีกครั้ง
การเดินทางผ่านย่านตลาดน้อยโดยมี “ศาลเจ้าโจวซือก๋ง” และโรงเจริมน้ำเป็นจุดหมายนั้น คล้ายกับการฉายม้วนฟิล์มที่ไม่น่าเบื่อเลย ตลอดทางเราได้พบกับผู้คนมากหน้าหลายตา ได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ตั้งแต่ธูปสีแดงอันใหญ่เท่าเสาบ้าน ขนมอบแบบจีนที่ชื่อไม่คุ้นหูและรูปลักษณ์ดูไม่คุ้นตา ตลอดจนลุงป้าน้าอาที่เชิญชวนให้ชิมของกินสูตรต้นตำหรับอย่างใจดี ดังที่ได้กล่าวไปว่า ‘ความสนุก’ ของเทศกาลเจนั้นเลยไกลไปกว่าเรื่องอาหารการกิน เราไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่กินเจอย่างเคร่งครัดก็สามารถสนุกไปกับเทศกาลนี้ได้ เพราะมันคือแสงสี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนอันน่าหลงใหล ที่ฉายผ่านบรรยากาศความคึกคักที่ไม่ได้มีมาให้เห็นกันบ่อยๆ ต่างหาก
เราเดินมุ่งหน้าตามทางพร้อมชิมนู่นชิมนี่ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นหมี่กระเฉดไร้ชื่อเจ้าเด็ด (ถึงจะไม่มีชื่อร้าน แต่หากถามใครแถวนั้นก็ต้องรู้จัก) เย็นตาโฟเจ ของทอดทั้งหลาย ขนมถ้วย ฯลฯ จนเกือบถึงศาลเจ้าเป้าหมาย แต่กลิ่นที่ลอยมาเตะจมูกพร้อมกับเสียงตุ้บตั้บที่ดึงความสนใจไปได้อย่างจังทำให้เราต้องหยุดฝีเท้าลง ถั่วที่เพิ่งคั่วใหม่สดๆ นั้นหอมฟุ้งจนยากจะห้ามใจไม่ให้ลิ้มลอง ‘พี่ปุ๊ก' อาร์ตไดเรกเตอร์ของเราผู้คุ้นเคยกับย่านตลาดน้อยบอกว่า “ขนมตุ้บตั้บ" หรือ “ขนมไหมฟ้า" (ที่เรียกเช่นนี้เพราะมันนุ่มละลายในปากได้เหมือนสายไหม) นั้นไม่ได้หากินกันได้ง่ายๆ ยิ่งวิธีทำด้วยแล้วยิ่งแล้วใหญ่ แต่ที่ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้ เขาคั่วถั่วและน้ำตาลกันตรงนั้น ทุบกันสดๆ ให้เห็น และร้านตรงหน้าศาลเจ้าร้านนี้ถือเป็น ‘ร้านเด็ด’
ถึงแม้จะเกือบถอดใจเมื่อเห็นความยาวของแถวต่อคิว แต่เมื่อพี่ปุ๊กเสริมขึ้นมาว่าสูตรของทางร้านเป็นสูตรที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นและไม่เคยหลุดไปที่ไหน ผู้เขียนจึงต้องตัดใจเดินไปต่อท้ายแถวที่ยาวเป็นหางว่าว รอทางร้านทุบขนมลอตใหม่ จนในที่สุดก็ได้ขนมตุ้บตั้บที่ยังอุ่นๆ มาถือไว้ในอุ้งมือ ถึงมันจะใช้เวลาไม่กี่นาทีก็มลายหายไปในท้องของพวกเราจนหมด แต่รสหวานๆ ของน้ำตาล สัมผัสนุ่มๆ และกลิ่นหอมๆ ของถั่วที่ยังฟุ้งอยู่ปลายลิ้นนั้นถือว่าคุ้มค่าแก่การรออย่างแท้จริง
หลังจากได้กินขนมสมใจจุดหมายต่อไปก็คือ “ศาลเจ้าโจวซือก๋ง” หรือ “วัดซุนเล่งยี่” ที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบปลายราชวงศ์ชิง ศาลเจ้าแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดของชาวฮกเกี้ยนในประเทศไทย ด้วยอายุถึง 215 ปี และเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้าหลายองค์ที่ชาวจีนนับถือ เช่น เทพเจ้ากวนอู เจ้าแม่ทับทิม หรือเจ้าพ่อเสือ จึงไม่แปลกนักหากจะกลายเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวจีนและคลาคล่ำไปด้วยผู้คนในเทศกาลกินเจเช่นนี้

เราเดินชมศิลปกรรม สถาปัตยกรรม ลายปูนปั้น และการวางผังอาคาร ทุกๆ รายละเอียดยังคงไว้ซึ่งรูปแบบสมัยราชวงศ์ชิงได้อย่างเด่นชัด ตั้งแต่ลานด้านหน้าศาลเจ้าที่ยังรักษาพื้นแผ่นหินตั้งแต่สมัยโบราณ ลายปูนปั้นบนสันหลังคาที่เล่าเรื่องราวของวรรณกรรมจีนเป็นตุ๊กตาสามมิติ ผนังกรอบปูนปั้น ประตูไม้แต่ละบ้าน รายละเอียดยิบย่อยเหล่านี้ประกอบกับบรรยากาศของเทศกาลกินเจ เหล่าผู้คนในชุดขาวที่กำลังสักการะเทพเจ้าที่ตนนับถือ ควันธูปฟุ้งๆ เปลวเทียนที่ขยับไหวๆ ตามแรงลม โคมสีเหลืองที่เรียงรายแขวนอยู่บนเพดานจนไร้ช่องว่าง และอุปรากรณ์จีนหรือ ‘งิ้ว’ ที่กำลังเล่นอยู่ตรงข้ามแท่นบูชาริมน้ำ ถือเป็นภาพอันไร้ที่ติที่ไม่ได้หาได้บ่อยๆ เราหยุดสักพักเพื่อดื่มด่ำบรรยากาศเหล่านี้ให้เต็มอิ่มก่อนจะแยกย้ายไปทำกิจกรรมตามความศรัทธาของตน
ระหว่างทางกลับขณะเดินออกจากศาลเจ้า พี่ปุ๊กได้ชี้ให้เราดูห้องตึกแถวไม้เก่าๆ ห้องหนึ่ง พร้อมบอกว่านี่คือ “โรงน้ำชาเก่า” ที่ปัจจุบันร้างไปแล้ว ผู้เขียนยังจำได้ว่าคุณแม่เคยเล่าให้ฟังถึงอากง ว่าชอบไปเจอเพื่อนที่โรงน้ำชาบ่อยๆ และมันคือสถานที่พบปะสังสรรค์ของชาวจีนอันเป็นเอกลักษณ์ของสมัยนั้น ก็ได้แต่นำภาพร่างในหัวที่เคยจินตนาการถึงสถานที่ที่แม่เล่ามาประกอบกับภาพของห้องไม้เก่าๆ ตรงหน้า พลางคิดไปว่าน่าเสียดายที่มันไม่มีของจริงให้เห็นอีกแล้ว บรรยากาศเก่าๆ และเสน่ห์แบบดั้งเดิมของชุมชนหลายๆ แห่งได้หายไป ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติตามกงล้อของกาลเวลา แต่หากมองมาที่ปัจจุบัน ก็อดสงสัยไม่ได้เช่นกัน ว่าจะมีอีกสักกี่สถานที่ สักกี่วัฒนธรรมและเสน่ห์เล็กๆ ที่เราหลงรักในตอนนี้ ที่จะต้องจืดจางหายไปตามกาลเวลาอีกบ้าง และบางทีสิ่งที่ดีที่สุดที่เราทำได้ในฐานะปัจเจกคนหนึ่ง อาจเป็นเพียงการดื่มด่ำบรรยากาศเหล่านี้ให้เต็มที่ขณะที่มันยังคงอยู่ เก็บเอาไว้เป็นประสบการณ์ และความทรงจำอันมีค่าที่ติดตัวไปตลอดก็เป็นได้

Related Stories

Around Town

STEP INSIDE “CHU” HONG KONG STYLE RESTAURANT AND BAR

ตีสนิทร้านอาหารและบาร์สไตล์ฮ่องกง ที่อร่อยทั้งรูป รส กลิ่น เสียง

Read

The Big Kitchen

CHINESE PASTRY 101

Read

0Shares
preloader