Silver Screens

FEEL-GOOD FOREIGN FILMS: อบอุ่นหัวใจไปกับ 5 หนังภาษาต่างประเทศที่จะทำให้คุณต้องยิ้มตาม

บทความโดย Apisorn Iamsriraksa, Staff Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Paritat Supaporne, Senior Visual Designer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Silver Screens

FEEL-GOOD FOREIGN FILMS: อบอุ่นหัวใจไปกับ 5 หนังภาษาต่างประเทศที่จะทำให้คุณต้องยิ้มตาม

28 April 2020

ก้าวข้ามกำแพงเรื่อง ’ภาษา’ แล้วค้นพบขุมทรัพย์อีกมากมายบนแผ่นฟิล์ม

 

“หากพวกคุณสามารถก้าวข้ามกำแพงสูง 1 นิ้วที่เรียกว่าซับไตเติลได้ คุณจะพบกับหนังดีๆ อีกมากมาย”

บอง จุนโฮ ผู้กำกับ Parasite

 

เป็นเรื่องธรรมดาที่เวลาดูหนังเราก็อยากจะเข้าใจในความหมายของสิ่งที่ตัวละครพูดด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งการแปลใดๆ จึงไม่แปลกที่หลายครั้งหลายคราที่เรามองข้ามประเภทหนังอย่าง “Foreign Film” หรือ “ภาพยนตร์ต่างประเทศ” ไป เพราะเงื่อนไขที่เรียกว่า “กำแพงของภาษา” แต่ก็เหมือนกับที่ บอง จุนโฮ ผู้กำกับ Parasite ได้กล่าวไว้ ณ เวที Golden Globes ที่จริงๆ แล้ว ยังมีภาพยนตร์คุณภาพอีกมากที่รอให้เราไปชื่นชม เพียงแต่ว่าหนังเหล่านั้นอาจไม่ได้อยู่ในรูปแบบภาษาที่คุ้นเคยกันทั่วโลกอย่างภาษาอังกฤษเท่านั้นเอง

แน่นอน หากนึกถึงหนังต่างประเทศ ชื่อแรกๆ ที่ขึ้นมาในหัวก็คงจะหนีไม่พ้น Parasite, L’Amour, Life is Beautiful หรือ Rachomon ที่แม้จะยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ดี’ แต่ก็มักจะมีเนื้อหาไปในทางเสียดสีสังคมหรือสะท้อนความจริงบางอย่างที่อาจไม่ได้น่าภิรมย์ใจ ค่อนข้างตึงเครียด และใช้ความคิดมากไปเสียหน่อย ในวันนี้เราจึงอยากจะมาแนะนำอีกมุมของหนังที่ขึ้นชื่อว่า Foreign Films ว่าจริงๆ แล้วมันไม่ได้มีแต่อะไรที่ ‘หนัก’ เสมอไป แต่ยังมีมุมที่ทำให้ยิ้มได้และรู้สึกอบอุ่นหัวใจ อย่างภาพยนตร์ Feel-Good 5 เรื่องนี้ ที่เราได้เลือกมาและอยากให้คุณลองหันมาเปิดใจดูสักครั้ง

 


 

Bienvenue à Marly-Gomont  (2016)

An African Doctor

 

An African Doctor

 

หนังที่สร้างจากเรื่องจริงของคุณหมอเซโยโล เซโยโต (Seyolo Zeyoto) แพทย์จบใหม่จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของฝรั่งเศสที่ตัดสินใจไปเป็น ’คุณหมอบ้านนอก’ ในเมืองชนบทเล็กๆ ทางตอนเหนือของปารีสอย่าง Marly-Gomont แทนที่จะเลือกเส้นทางแสนสบายและกลับไปใช้ชีวิตในคองโดประเทศของตน เขาและครอบครัวจึงต้องยกสัมมะโนครัวย้ายมาปักหลักอยู่ที่เมืองที่มีแต่วัวและทุ่งหญ้าแห่งนี้ และจากที่ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว กลับกลายเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อพวกเขาเป็นคนผิวสี ทั้งตัวคุณหมอเองรวมถึงลูกๆ และภรรยาต้องเผชิญกับอคติหลายอย่างของชาวเมืองที่ทำให้ชีวิตต้องปรับเปลี่ยน แต่สุดท้ายครอบครัวเซโยโตก็ผ่านมันมาได้จนเป็นที่รักและยอมรับ ด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และกาลเวลาอันเป็นเครื่องพิสูจน์

แม้จะเป็นประเด็นทางสังคมเรื่องสีผิวที่ถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเครียด แต่ตัวหนังกลับนำเสนอออกมาในรูปแบบติดตลก ยอมรับว่ามีบ้างที่รู้สึกตัดพ้อกับความไม่เท่าเทียมและอคติของมนุษย์ในตอนแรก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกหนักอกจนเกินไป เพราะเราจะได้เห็นการพัฒนาของตัวละครอยู่เรื่อยๆ ทั้งเหล่าชาวบ้านในเรื่อง และตัวครอบครัวของคุณหมอเอง ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะลูกชายของคุณหมอเซโยโล แรปเปอร์สายฮา Kamini ผู้เป็นหนึ่งในทีมสร้างหนังตั้งใจที่จะทำมันออกมาให้มีความ Light Hearted และอารมณ์ดีที่สุด ซึ่งก็ถือว่าความตั้งใจของเขาสัมฤทธิ์ผลจริงๆ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของการเรียนรู้ที่จะยอมรับความแตกต่าง ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นจนอดจะยิ้มตามไม่ได้ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนดูได้มากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

 


 

Amélie (2001)

สาวน้อยหัวใจสะดุดรัก

 

Amelie Film

 

หากเปรียบภาพยนตร์เรื่อง Amélie เป็นอาหาร มันก็คงจะเป็นขนมอบฝรั่งเศสรสชาติเปรี้ยวหวานหน้าตาดี ที่สวยทั้งรูปและจูบหอม แถมยังทิ้งรสหวานๆ ไว้ในปากแม้จะกินหมดไปแล้ว เพราะไม่ว่านึกถึงมันเมื่อไรก็ยังทำให้ยิ้มได้อยู่เสมอ อย่างที่เขาบอกไว้ว่าเรื่องนี้เป็น “Two hours of everything that is wonderful about life, and everything that’s wonderful about cinema” แถมยังการันตีด้วยรางวัลจากหลากเวที หนังสัญชาติฝรั่งเศสเรื่องนี้มีดีทั้งในด้านเรื่องราวและภาพสีเสียง แม้จะมีความยาวถึง 123 นาที แต่มันก็กลับตรึงสายตาของเราได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเพราะเรื่องราวที่ใครๆ ก็สามารถเชื่อมโยงกับตัวเองได้ หรือเพราะการนำเสนอภาพและมุมกล้องที่จัดวางองค์ประกอบมาแล้วอย่างดีจนทำให้รู้สึกเหมือนกำลังเดินชมงานศิลปะอยู่ในพิพิธภัณฑ์อย่างไรอย่างนั้น

ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอเรื่องราวการผจญภัยในวันธรรมดาๆ วันหนึ่งที่จะเปลี่ยนชีวิตของ ‘เอมีลี ปูแลง’ สาวน้อยปารีเซียงที่โตขึ้นมาพร้อมกับจินตนาการอันยิ่งใหญ่ แน่นอน มันอาจจะไม่ใช่การผจญภัยที่หวือหวาและมีฉากแอคชั่นอะไรมากมาย แต่สำหรับเธอที่เติบโตมาโดยการเลี้ยงที่บ้านและไม่ค่อยมีเพื่อนเล่นในวัยเดียวกันตั้งแต่เด็กแล้ว ทุกๆ อย่างเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่สามารถสร้างความสุขได้เสมอ แม้แต่อะไรเล็กน้อยอย่างความรู้สึกของการจุ่มนิ้วลงไปในกองเมล็ดพืช หรือการใช้ช้อนกระเทาะหน้าน้ำตาลไหม้ของขนม Crème Brûlée (ซึ่งหากคิดๆ ดูแล้ว เราทุกคนก็ต้องมีมุมนั้นเหมือนกัน)

ตัวหนังค่อยๆ พาคนดูเดินทางไปพร้อมกับเธอ ทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นชายหนุ่มปริศนาผู้เก็บสะสมภาพคนแปลกหน้าจากตู้ Photo Booth หญิงสาวข้างห้องที่ยังคิดถึงสามีที่จากไป หรือชายแก่เพื่อนบ้านใจดีที่ต้องเก็บตัววาดภาพอยู่แต่ในห้องเพราะเป็นโรคกระดูก เราค่อยๆ เข้าใจตัวละครมากขึ้นทีละน้อยๆ ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ และในที่สุดก็รู้สึกมีความสุขไปพร้อมกับพวกเขา จนได้มาพบกับข้อสรุปที่ว่า การทำเรื่องดีๆ กับคนรอบตัวนั้น ไม่ว่าจะดูธรรมดาหรือเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน แต่มันสามารถตอบแทนเรากลับมาด้วย ‘ความสุข’ ได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

 


 

Be With You (2004)

ปาฏิหาริย์ 6 สัปดาห์ เปลี่ยนฉันให้รักเธอ

 

Be-With-You 2004

 

“บางเรื่องในชีวิต ต่อให้รู้ว่าตอนจบต้องจากลา เราก็ยังตัดสินใจจะเลือกเดินเส้นทางเดิมอยู่วันยังค่ำ เพราะระหว่างทางมันช่างสวยงามและคุ้มค่าเสียเหลือเกิน” นี่อาจเป็นนิยามของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่แม้จะเรียกว่า Feel-Good ได้ไม่เต็มปาก (จากน้ำตาที่หลายๆ คนต้องเสียไป) แต่เราก็ยังอยากใส่มันเข้ามาในลิสต์ เพราะ ‘ความรู้สึกปลื้มปริ่มและอบอุ่นหัวใจ’ ที่มันได้ทิ้งไว้ให้กับคนดูในตอนจบนั้น สำหรับผู้เขียนแล้ว ยังไม่มีเรื่องไหนที่สามารถมาเทียบเคียงได้เลย

เรื่องราวของ ‘มิโอะ’ หญิงสาวที่ให้คำสัญญาไว้กับ ‘ทาคุมิ’ และ ‘ยูจิ’ สามีและลูกชายว่า “ถ้าเธอตายไป ปีหน้าในที่วันฝนตก พวกเขาจะได้พบกันอีกครั้ง” และเมื่อวันนั้นมาถึงพวกเขาก็ได้พบกันจริงๆ เพียงแต่เธอกลับไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับลูกและคนรักเลยเท่านั้น เนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ เป็นเหมือนการเริ่มต้นซ้ำใหม่ของความสัมพันธ์ทั้งหมดที่เต็มไปด้วยช่วงเวลาแห่งความสุข มันคือโอกาสที่สองที่พวกเขาจะได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ทำความรู้จักกันอีกครั้ง ตกหลุมรักอีกครั้ง และได้ใช้ชีวิตเป็นครอบครัวด้วยกันอีกครั้ง ตัวหนังได้พาเราดำดิ่งลงไปในเรื่องของ ‘ความรัก’ และ ‘ความสัมพันธ์ในครอบครัว’ รวมถึงการพัฒนาของตัวละครแต่ละตัว จากคุณพ่อที่รู้สึกว่าตัวเองทำหน้าที่พ่อและสามีได้ไม่เต็มที่ ลูกที่รู้สึกว่าตนเองคือสาเหตุทำให้แม่ต้องจากไป พวกเขาได้กลับมาแก้ไขปมในอดีตที่เคยมี และสร้างความทรงจำที่งดงามร่วมกันอีกครั้ง แม้ไม่รู้ว่าฤดูฝนครั้งนี้จะยาวนานแค่ไหน แต่ตลอดช่วงเวลาที่หยาดฝนยังคงอยู่ พวกเขาก็ได้ใช้มันอย่างคุ้มค่ามากที่สุดไปด้วยกันแล้ว

 


 

La Famille Bélier (2014)

ร้องเพลงรักให้ก้องโลก

 

La-Famille-Belier Film

 

อีกหนึ่งภาพยนตร์จากแดนน้ำหอม เรื่องราวของ ‘พอลลา เบลิเย่’ หญิงสาวที่เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการร้องเพลงในครอบครัวที่หูหนวกโดยกำเนิดทั้งตระกูล ทั้งพ่อ แม่ และน้องชาย เธอเป็นเพียงคนเดียวในบ้านที่สามารถพูดและฟังได้ปกติ พอลลาจึงถือเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวในการสื่อสารทำมาหากินและใช้ชีวิต เมื่อวันหนึ่งโอกาสในการแสดงความสามารถของเธอมาถึง แต่สิ่งที่เธอรักกลับเป็นสิ่งที่ครอบครัวไม่สามารถเข้าใจหรือสัมผัสถึงความงามนั้นได้ สถานการณ์จึงเหมือนกับบังคับให้เธอต้องตัดสินใจในสิ่งที่ยากที่สุดในชีวิต คือ ‘เลือก’ ระหว่างการเดินตามความฝันของตัวเองไปให้สุดหรืออยู่กับครอบครัวที่เธอรัก

หนังเรื่องนี้ทำให้เราได้เห็นถึงความรัก และการพยายามเข้าใจกันในครอบครัว การประนีประนอมและเจอกันตรงหลางของเหล่าตัวละคร เพื่อให้ตัวเองและคนที่รักได้ในสิ่งที่ทั้งคู่ต้องการ แม้แต่การยอมปรับเปลี่ยนทรรศนคติบางอย่างของตน ท่อนเพลงที่ร้องว่า “je ne m’enfuis pas je vole” จากนักแสดงนำเสียงหวานดีกรี The Voice ที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ฉันไม่ได้หนีไปไหน แต่ฉันเพียงแค่จะบิน” ยังคงติดตรึงอยู่ในหูจนถึงทุกวันนี้ ทั้งเพลงที่เพราะ เนื้อหาที่ดี และเสียงร้องที่เป็นเอกลักษณ์ หนังเรื่องนี้ทำเราตกหลุมรักได้ไม่ยากเลย แต่ก็ไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะตัวหนังยังได้พาเราไปสำรวจอีกหลายๆ ประเด็นอย่างลึกล้ำ ทั้งเรื่อง ‘ความฝัน’ ‘ครอบครัว’ ‘ความรัก’ และ ‘คนชายขอบ’ ในมุมมองที่ทั้งน่ารักและซึ้งใจไปได้ในคราเดียวกัน

 


 

The Way He Looks (2014)

มอง-เห็น-รัก

 

the-way-he-looks

 

สำหรับเรื่องสุดท้ายนี้เป็นหนังรักวัยรุ่นชั้นดีสัญชาติบราซิลเลียนที่ชื่อว่า The Way He Looks หลังจากภาพยนตร์สั้นในชื่อ I Don’t Want to Go Back Alone ที่ประสบความสำเร็จและโด่งดังอย่างมาก ผู้กำกับจึงได้นำมาขยายต่อเป็นเวอร์ชั่นยาวในครั้งนี้ เรื่องราวของ ‘ลีโอนาโด’ เด็กหนุ่มตาบอดแต่กำเนิดที่มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ ‘จิโอวานา’ เพื่อนสาวคนสนิทที่ดูจะแอบชอบลีโอนาโดอยู่และมักจะเดินเป็นเพื่อนกลับบ้านกับเขาอยู่เสมอ และ ‘กาเบรียล’ นักเรียนใหม่หน้าตาดีที่เข้ามาสนิทสนมเป็นสมาชิกใหม่ในแก๊งค์เดินกลับบ้าน

ระหว่างที่ดูเรารู้สึกว่ามันทั้งนิ่ง ทั้งเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ แต่มันกลับเต็มไปด้วยอารมณ์และความรู้สึกมากมายที่ยากจะบรรยาย ราวกับว่าเราได้ย้อนเวลากลับไปในสมัยที่การจูบใครสักคนเป็นเรื่องใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนชีวิตเราได้ ย้อนกลับไปในวัยที่ทุกอย่างดูอบอุ่น สดใส และน่าตื่นเต้นไปเสียหมด และยิ่งประกอบกับภาพ สี และซาวน์แทรคที่ส่งเสริมมาอย่างดี หนังเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในเรื่องที่ควรดูอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต และมันอาจจะทำให้เราได้รู้ว่า จริงๆ แล้วความรักมันอาจเป็นเรื่องของความรู้สึกลึกๆ ข้างใน ที่ก้าวข้ามประสาทสัมผัสพื้นฐานอย่างการมองเห็นไปแล้วก็เป็นได้

 

 

Related Stories

Silver Screens

MENSWEAR FILMS: 6 ภาพยนตร์สายเมนส์แวร์ที่จะทำให้คุณอยากลุกขึ้นมาแต่งตัว

เนื้อเรื่องเข้มข้นที่มาพร้อมสไตล์ชั้นยอด

Read

Silver Screens

AMERICAN PSYCHO: ภาพยนตร์ตลกร้ายกระแทกแนวคิดทุนนิยมของวัฒนธรรม Yuppie

"ดูสีขาว off-white ที่ล้ำลึกนั่นสิ...ความหนาของมันช่างเหมาะเจาะ โอพระเจ้า...มันมีลายน้ำด้วย"

Read

0Shares
preloader