Out of Office

EVEREST BASE CAMP: การค้นพบคำตอบชีวิตบนความสูง 5,380 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chanyanee Larbaram, Illustrator, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Out of Office

EVEREST BASE CAMP: การค้นพบคำตอบชีวิตบนความสูง 5,380 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

31 March 2020

บันทึกการเดินทางไกล 13 วัน ก่อนที่จะค้นพบสัจธรรมของชีวิต

“กูว่าจะไป Everest Base Camp มึงไปด้วยกันป่ะ?”

“เออๆ น่าสนใจ ไปดิ”

จากบทสนทนาในวงสุราที่เหมือนเป็นการเพ้อเจ้อออกมาด้วยความคึกคะนองผสมกับฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่รู้ตัวอีกทีเรากับเพื่อนสนิทอีก 2 คนก็จ่ายเงินค่าเครื่องบินไป-กลับเนปาลกับค่าทริปต่างๆ รวมแล้วตกคนละสามหมื่นกว่าบาทไปเรียบร้อย

“ถอนตัวไม่ได้แล้ว”

เรามั่นใจว่าถ้าไม่จ่ายเงินไปก่อน ทริปพิชิต Everest Base Camp นี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน เพราะเรากับเพื่อนไม่ใช่นักผจญภัย ไม่ได้หลงรักการนอนกลางดินกินกลางทราย หรือมีแพชชั่นในการอยากเอาชนะตัวเองอะไรมากมาย ตรงกันข้ามพวกเรากลับรักแสงสีในเมืองใหญ่ ชอบการสังสรรค์ปาร์ตี้ ยามว่างก็เปิดแอร์เย็นๆ นอนบนเตียงนุ่มๆ แล้วเปิด Netflix ดู ดังนั้นการจ่ายเงินก้อนใหญ่ไปก่อนจึงเหมือนการบังคับตัวเองไปในตัว

นับตั้งแต่วันที่จ่ายเงิน ถึงวันต้องออกเดินทาง เหลือระยะเวลาประมาณ 2 เดือนครึ่งในการเตรียมตัว ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งใหญ่ เพราะปกติแล้วพวกเรากับการออกกำลังกายนั้นอยู่ขั้วตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การทำลายสุขภาพเสียมากกว่า แต่ปรากฏว่าในช่วงระยะเวลา 2 เดือนครึ่งนั้น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 วันที่พวกเราต้องออกมาวิ่งวันละ 5-10 กิโล เพื่อสร้างความฟิตให้ร่างกาย ไม่อย่างนั้นเรารู้ดีว่าไม่มีทางจะพิชิตความสูง 5,380 เมตรเหนือระดับน้ำทะลได้แน่ และในที่สุดวันออกเดินทางก็มาถึง

 


 

 Everest Base Camp

 

วิหคเหล็กที่พวกเรานั่งมาจากกรุงเทพร่อนลง ณ ท่าอากาศยานเมือง กาฐมาณฑุ เมืองหลวงของประเทศเนปาลในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมของปี 2017 เป็นช่วงที่อากาศกำลังเย็นสบาย อุณหภูมิประมาณ 15-27 องศาเซลเซียส

กาฐมาณฑุ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสีสันและวัฒนธรรมที่เราไม่คุ้นเคย แต่น่าเสียดายว่าพวกเรามีเวลาอยู่ที่นี่เพียงแค่ 1 คืน ก่อนที่รุ่งเช้าจะต้องรีบขึ้นเครื่องบินออกเดินทางสู่ “ลุคลา” เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ตีนเทือกเขาหิมาลัย และเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเดินทางไกลพิชิต Everest Base Camp ในครั้งนี้

พวกเรามาถึง ลุคลา ตั้งแต่เช้าตรู่ และเพียงแค่วินาทีแรกที่มาถึง เมืองแห่งนี้ก็สร้างความประทับใจให้เราได้ทันที เนื่องด้วยสนามบินที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครของที่นี่ รันเวย์ที่มีระยะทางเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อสุดขอบรันเวย์ไปคือหุบเหวที่ดิ่งลึกลงไปจนแทบจะมองไม่เห็นพื้นด้านล่าง ทำให้ตอนที่เครื่องบินกำลังจะลงจอด ถึงกับต้องกลั้นหายใจพลางสวดภาวนา

ไม่นานหลังจากมาถึง ลุคลา พวกเราก็เริ่มต้นการออกเดินทางในวันแรก สารภาพตามตรงว่าจนถึงตอนนี้เราก็ยังไม่ได้มีอุดมการณ์ใหญ่โต ฟังดูเท่ เช่นการเอาชนะตัวเอง หรือได้รับบทเรียนชีวิตจากการเดินทางครั้งนี้ อาจจะฟังดูตลก แต่สิ่งที่เราคิดตอนนั้นเป็นแค่เพียงอะไรง่ายๆ เช่นการได้กลับไปอวดคนอื่นว่าพิชิต Everest Base Camp สำเร็จพร้อมรูปถ่ายเท่ๆ เท่านั้นเอง

การเดินทางวันที่ 1 สิ้นสุดลงอย่างสบายๆ ใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 4 ชั่วโมง ด้วยเส้นทางที่ยังไม่สูงชัน รายล้อมด้วยทัศนียภาพสวยงาม จนเราแอบนึกผยองในใจว่า…ก็ไม่เห็นเท่าไรเลยนี่

 


 

 Everest Base Camp

 

ด้วยที่ทริปนี้เป็นการเดินทางไกลที่กินระยะเวลายาวนานกว่า 13 วัน ดังนั้นทำให้แต่ละวันของเราจึงไม่ต่างกันนัก ทุกวันมีแค่การเดิน แวะพัก เดิน แวะพัก นอน วนเวียนอยู่อย่างนี้ มีเพียงแค่ระดับความสูงชัน ทัศนียภาพ และความหนาแน่นของออกซิเจนเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ

เมื่อเข้าสู่ช่วงวันที่ 5 ของการเดินทาง ความหยิ่งผยองที่เคยมีในวันแรกๆ หายไปโดยสิ้นเชิง เหลือแค่เพียงความเหนื่อยล้า ความอ่อนแอของจิตใจ ที่มาพร้อมกับความคิดที่ว่า

“กูมาทำอะไรที่นี่”

แต่ถึงจะเหนื่อยล้าเพียงไร ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าต่อไป จะบ่นให้คนอื่นฟังก็ไม่ได้เพราะสภาพของเพื่อนเราแต่ละคนก็ไม่ต่างกับเรานัก คิดๆ ไปก็เหมือนกับชีวิต การที่เราวางเป้าหมายอะไรไว้สักอย่าง และมุ่งจะพิชิตมันให้ได้นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือตัวเราเอง มีเพียงตัวเราเท่านั้นที่จะพาไปถึงมัน ไม่มีใครช่วยเราได้ ต่อให้จะเคลื่อนที่ได้ช้าสักแค่ไหน แต่ถ้าเรายังมุ่งมั่น ค่อยๆ ก้าวไปแม้จะทีละนิด สักวันเราจะไปถึงมันแน่นอน

ในช่วงหนึ่งของการเดินทาง ถ้าจำไม่ผิดในตอนนั้นระดับความสูงน่าจะเกิน 3,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลมาแล้ว ขณะที่อยู่ในเส้นทางกลางช่องเขาแคบๆ เราเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า สายตาทอดเห็นภูเขาลูกใหญ่ที่ปลายยอดถูกบดบังด้วยก้อนเมฆ แล้วอยู่ๆ ก็มีความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เรารู้สึกว่าธรรมชาติช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน จักรวาลก็ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก ส่วนเราเป็นเพียงละอองฝุ่นเล็กๆ ในความไร้ที่สิ้นสุดนี้เท่านั้น ดังนั้นปัญหาต่างๆ ที่เราต้องเผชิญในชีวิต ก็เป็นเพียงปัญหาเล็กๆ อย่าไปยึดติดกับมันให้มากเลย อย่าเสียเวลาทะเยอทะยานไขว่คว้าภาพฝันมายาคติ หน้าที่ของมนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราก็แค่ใช้ชีวิตให้มีความสุขไปในแต่ละวัน เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว

เรายิ้มรับกับห้วงความคิดตัวเอง ก่อนจะก้มหน้าก้าวเท้าเดินต่อ

 


 

 Everest Base Camp

 

เมื่อเวลาล่วงเลยไปเกินหนึ่งสัปดาห์ ร่องรอยการอาศัยอยู่ของมนุษย์ที่พบเจอมาตลอดสองข้างทางก็เริ่มหายไป จนสุดท้ายก็ถึงระดับความสูงที่ไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่อีกต่อไป มีเพียงแค่เหล่านักเดินทางที่ยังคงมุ่งมั่นเพื่อพิชิตจุดหมายในใจเท่านั้น

ความรู้สึกอยากถอดใจกลับบ้านของเรามลายหายไปพร้อมกับการมาถึงระดับความสูง 4,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ถึงแม้ร่างกายจวนเจียนจะถึงขีดจำกัด แต่เราจำได้ชัดเจนว่าตอนนั้นความคิดและจิตใจดังขึ้นซ้ำๆ เพียงว่า

“ทนไว้ อีกนิดเดียวจะถึงแล้ว จะกลับตอนนี้ไม่ได้”

จนกระทั่งเรามาถึง Rainbow Graveyard หรือ สุสานสายรุ้ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีการนำร่างผู้ที่เสียชีวิตระหว่างการเดินทางพิชิต Everest Base Camp มาฝังเอาไว้ เนื่องจากอุปสรรคต่างๆ ที่ไม่สามารถนำร่างนั้นลงไปให้กับญาติพี่น้องเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้

ร่างไร้วิญญาณจำนวนมากถูกนำมาฝังเอาไว้ และมีการก่อหินขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ รวมถึงการสลักชื่อ ด้านบนมีผ้าสีสันสดใสแขวนประดับไว้เรียงราย

พวกเราหยุดพักกันที่นี่ครู่หนึ่ง เราจึงได้มีโอกาสยืนพินิจหลุมศพเหล่านี้อย่างใกล้ชิด พลางเกิดคำถามขึ้นในใจว่า…ความฝันของมนุษย์นั้นยิ่งใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ ยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่ว่าต้องยอมเสี่ยงเอาชีวิตของตัวเองมาแลก ถ้าพวกพวกเขารู้ว่ามาแล้วมีโอกาสต้องจบชีวิตลงที่นี่ พวกเขาจะยังมาอยู่หรือเปล่า เป็นคำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบ และก็คงไม่มีใครสามารถตอบมันได้

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อหายเหนื่อย เราก็มุ่งหน้าเดินทางต่อไป

 


 

 Everest Base Camp

 

ในวันที่ 8 ของการเดินทาง เหลือระดับความสูงอีกเพียงไม่กี่ร้อยเมตรก็จะถึงจุดหมายทาง Everest Base Camp แล้ว แต่ดูเหมือนพระเจ้าจะคิดว่าการเดินทางของเราครั้งนี้ยังยากไม่พอ จึงได้โยนอีกหนึ่งอุปสรรคชิ้นโตลงมาขัดขวาง

ร่างกายเราที่เหนื่อยล้ามาตลอด อยู่ๆ ก็โดนอาการของโรค Acute Mountain Sickness หรือ AMS เข้าเล่นงาน โดยโรคนี้เป็นโรคที่นักปีนเขาต้องเผชิญเป็นประจำ สาเหตุเกิดจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ เพราะอยู่ในพื้นที่ที่ระดับออกซิเจนเบาบางติดต่อกันเป็นเวลานาน

เริ่มจากอาการเวียนหัว แน่นหน้าอก ตัวชา หายใจไม่สะดวก และจบด้วยการอาเจียน ทำให้พวกเราจำเป็นต้องหยุดพักเป็นเวลานาน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่ต้องตัดสินใจว่าจะทำยังไต่อไป

ต้องย้อนกลับไปเล่าก่อนว่านับตั้งแต่ก่อนออกเดินทางเรากับเพื่อนสัญญากันไว้ว่าถ้าใครคนหนึ่งไม่ไหว คนที่เหลือก็จะไม่ไปต่อและกลับพร้อมกัน ตอนนี้กลายเป็นว่าคนที่ไม่ไหวคือเราเอง แน่นอนว่าเราไม่อยากเป็นตัวถ่วงคนอื่น อยากให้ทุกคนได้พิชิตเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้ แต่อีกใจก็กลัวจะต้องตายอยู่ที่นี่

ดังนั้นทุกคนจึงตัดสินใจร่วมกันว่าจะหยุดพักสัก 2-3 ชั่วโมง ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้นก็จำเป็นต้องกลับ แต่ถ้าไหวก็ลุยต่อ

ผลสุดท้ายคือถึงแม้ว่าจะยังไม่สมบูรณ์นัก แต่อาการเราก็ดีขึ้นมาก จึงค่อยๆ พยุงร่างตัวเองขึ้นมา สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกัดฟันออกเดินทางต่อไป

 


 

 Everest Base Camp

 

จากเรื่องราวที่เหมือนฝัน แต่หลังจากผ่านการเดินทางอันทรหดตลอด 9 วันในที่สุดมันก็กลายเป็นความจริงตรงหน้าเราแล้ว แท่นหินที่สลักไว้ว่า “Everest Base Camp 5,380 Meters” คือสิ่งที่บอกว่าในที่สุดเราก็ทำได้

หลังจากชื่นชมความสำเร็จอยู่ชั่วครู่ เราก็เหม่อมองทอดสายตาไกลไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า แน่นอนว่ามันสวยงามราวกับเทพนิยาย เป็นภาพที่ถ้าไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองคงไม่เชื่อว่าจะมีสถานที่แบบนี้อยู่บนโลก อย่างไรก็ตามในใจเรากลับรู้สึกว่างเปล่า

จริงๆ แล้วควรจะต้องดีใจกว่านี้ไม่ใช่เหรอ….เราถามตัวเอง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองยอดภูเขาเอเวอร์เรสต์ที่อยู่สูงขึ้นลิบตา ซึ่งถ้าจะไปที่นั่นต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 เดือน เงินอีกนับล้านบาท รวมถึงสภาพร่างกายที่แข็งแรงกว่านี้หลายเท่า ทันใดนั้นเราก็ได้คำตอบของคำถามที่สงสัย

จริงๆ แล้วการเดินทางพิชิต Everest Base Camp ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับชีวิต ที่เรามักจะตั้งเป้าหมายไว้สูงเสมอ และคิดว่าเมื่อตัวเองไปถึงจะมีความสุข แต่ทุกคนก็คงรู้ดีว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อเราไปถึงเราจะชื่นชมกับความสำเร็จนั้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่จะรู้ตัวว่ามันมีความสำเร็จที่สูงกว่านี้ให้เราต้องไขว่คว้าต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุด จนกว่าลมหายใจสุดท้ายจะมาถึง สิ่งเดียวที่ทำได้คือการเก็บเกี่ยวความสุขระหว่างทางให้ได้มากที่สุด ชีวิตมนุษย์ก็แบบนี้แหละ

หลังจากเดินทางอย่างยากลำบากมา 9 วัน พวกเราใช้เวลาอยู่บน Everest Base Camp ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนที่จะเดินลงไปตามเส้นทางเดิม กลับสู่ชีวิตจริงที่ยังมีทั้งทุกข์และสุขให้ต้องเผชิญกันต่อไป

Related Stories

Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: PILOK ON MY MIND

เมืองเล็กกลางหุบเขา สถานที่ชำระจิตใจก่อนเริ่มต้นใหม่

Read

Out of Office

EDITOR’S JOURNAL: SIEM REAP CAMBODIA

3 วัน 2 คืนที่เสียมเรียบ การเดินทางครั้งสำคัญสู่มรดกโลกในอาณาจักรโบราณ

Read

Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: DESTINATION DETOX ON KYUSHU ISLAND

5 วันในภูมิภาคคิวชู จากเมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติสู่หมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา

Read

0Shares
preloader