Silver Screens

ETERNAL SUNSHINE OF THE SPOTLESS MIND: 
ความทรงจำที่เลวร้ายควรเก็บไว้หรือลบทิ้ง

บทความโดย Apisorn Iamsriraksa, Staff Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Silver Screens

ETERNAL SUNSHINE OF THE SPOTLESS MIND: 
ความทรงจำที่เลวร้ายควรเก็บไว้หรือลบทิ้ง

20 March 2020

บทเรียนจากหนังเก่าเรื่องโปรด ที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็ยังทันสมัย

 

วันวาเลนไทน์ปี 2004 ‘โจเอล’ (รับบทโดยจิม แครี่) ตัดสินใจที่จะโดดงานในนาทีสุดท้ายและขึ้นรถไฟไปชายหาดทั้งๆ ที่วันนั้นเป็นวันหิมะตก เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงทำแบบนั้น รู้เพียงแค่ว่าไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องไปที่ ‘หาดมอนทอค’ ในวันนี้ให้ได้ และที่นั่นเอง เขาได้พบกับ ‘คลีเมนไทน์’ (รับบทโดยเคท วินสเลต) หญิงสาวผมสีฟ้าที่เติมเต็มให้วันหม่นๆ ดูจะสดใสขึ้นมาอย่างพอดิบพอดีราวกับถูกกำหนดไว้ ทั้งสองเริ่มทำความรู้จักกัน พูดคุย ออกเดท ตกหลุมรัก เหมือนกับคู่ทั่วๆ ไป แต่ไม่นานก็ได้มาค้นพบความจริงที่ว่า ‘ความถูกชะตาตั้งแต่แรกพบ’ จากทั้งสองฝ่ายนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะจริงๆ พวกเขาเคยรักกัน แต่ดันลืมมันไปแล้วต่างหาก!

 

** บทความส่วนต่อจากนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาในภาพยนตร์ **

 

Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ภายใต้ฝีมือกำกับของ Michel Gondry เป็นเรื่องราวในโลกเสมือนจริงเกี่ยวกับ ‘การลบความทรงจำ’ ของตัวเอกทั้งสองที่คลินิก ‘เฉพาะทาง’ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการกำจัดความทรงจำที่ไม่ต้องการ เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นไปตามหวัง หลังจากความรักที่ล้มเหลว คลีเมนไทน์ ซึ่งเป็นคนที่ออกจะหุนหันพลันแล่นจึงเลือกที่จะ ‘ลืม’ และลบทุกทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับโจเอลออกไปให้หมด เช่นเดียวกับโจเอลที่ตัดสินใจทำแบบเดียวกันหลังจากเห็นว่าเธอจำเขาไม่ได้ ตัวหนังได้พาเราเดินทางย้อนเวลาผ่านความทรงจำของโจเอลเกี่ยวกับหญิงสาวที่เขาหลงรัก ทั้งสุขและเศร้าปะปนกันไป ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงจุดแตกหัก แม้สุดท้ายเขาจะอยากกลับตัวเพื่อเก็บเธอไว้แม้แค่ในความทรงจำ แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว…

 

 

สำหรับผู้เขียนที่เป็นหนึ่งในแฟนตัวยงของหนังเรื่องนี้ นอกจากความรู้สึกประทับใจที่มันได้ทิ้งไว้ ทั้งในเรื่องของภาพ สี การแสดง และซาวด์แทรคทั้งหลาย  อีกหนึ่งสิ่งที่วนอยู่ในหัวตลอด (และเชื่อว่าหลายๆ คนที่ดูจบแล้วคงจะเป็นเช่นเดียวกัน) คือคำถามที่ว่า “หากมีคลินิกแบบในหนังที่สามารถลบความทรงจำได้อยู่จริง เราจะเลือกไปใช้บริการหรือไม่” และสุดท้ายแล้ว “ความทรงจำแย่ๆ ที่ทำร้ายเรานั้น ควรจะเก็บมันไว้เป็นบทเรียนหรือกำจัดมันออกไปเพื่อให้ลืมความเจ็บปวดดี”

 


 

Are Memories Important  ?

คำถามแรกที่ต้องตอบให้ได้ก่อนก็คือ ‘ความทรงจำนั้นเป็นสิ่งสำคัญหรือไม่’

 

ตัวหนังได้บอกกับเราเป็นนัยๆ อยู่หลายจุดว่า ‘การสูญเสียความทรงจำส่วนใดส่วนหนึ่งไป เป็นเหมือนกับการสูญเสียตัวตนไปบางส่วน’  ลองนึกดูดีๆ ว่าอะไรกันแน่คือสิ่งที่ทำให้เราเป็นตัวเองอยู่ในทุกวันนี้ สำหรับตัวผู้เขียน คงจะไม่มีคำตอบอื่นใดนอกจาก ‘ทุกทุกเรื่องราวในชีวิต’ ทุกความทรงจำที่ผ่านมา แม้จะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหน แต่ถ้าหากเราลองลากจุดเล็กๆ นั้นต่อกันดู ก็จะเห็นว่าแท้จริงแล้วทุกจุดต่างเชื่อมโยงกันเป็นอย่างเป็นเหตุเป็นผล เพราะฉะนั้น หากจุดเหล่านั้นหายไปสักจุดสองจุด แน่นอนว่าเส้นที่ลากขึ้นก็คงจะไม่สมบูรณ์ เหมือนกับ ‘ตัวตน’ หรือ ‘Self Identity’ ของเราที่หายไปบางส่วน ความรู้สึกก็คงไม่ต่างอะไรไปจากที่คลีเมนไทน์พูดไว้หลังสูญเสียความทรงจำว่า “ฉันเคว้ง ฉันกลัว รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะหายไป ไม่มีอะไรสมเหตุสมผลเลย” (I’m lost, I’m scared, I feel like I’m disappearing… Nothing make any sense to me.)

 

 

แต่นอกเหนือจากเรื่อง ‘ตัวตน’ อีกสิ่งหนึ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ ‘ความรู้’ (Knowledge) หากเราไม่รู้ว่าตนเองเคยทำพลาด เราจะแก้ไขข้อผิดพลาดตรงนั้นของตัวเองได้อย่างไร และหากเราไม่รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่นำมาซึ่งความโศกเศร้า เราจะป้องกันไม่ให้เรื่องเลวร้ายนั้นเกิดซ้ำสองได้หรือไม่

เพราะความทรงจำเปรียบเสมือนลิ้นชักในสมองที่ใช้เก็บความรู้ในเรื่องต่างๆ ไว้ การหายไปของความทรงจำบางส่วน จึงนำมาซึ่งการสูญเสียความรู้ในส่วนนั้น เหมือนอย่างในภาพยนตร์ ที่เราไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่าคำว่า ‘โอเค’ ของทั้งคู่ที่เป็นเหมือนกับการยอมรับและเริ่มต้นใหม่ในตอนจบนั้น จะนำมาซึ่งความรักที่หอมหวานหรือจุดจบที่เลวร้ายแบบเดิมกันแน่ เพราะพวกเขาต่างไม่เคยได้เรียนรู้ความผิดพลาดของตัวเอง มันอาจจะกลายเป็นลูปที่วนเกิดขึ้นซ้ำซาก ทำความรู้จัก ตกหลุมรัก ทะเลาะ เสียใจ ลบความทรงจำ และกลับมาทำความรู้จักกันใหม่อีกครั้งอย่างไม่รู้จบ

 

 

แน่นอนหากมองเช่นนี้ ความทรงจำถือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง และการเก็บความทรงจำแย่ๆ ไว้ เพื่อที่จะ ‘เรียนรู้จากความผิดพลาด’ ก็นับเรื่องถูกต้องที่ควรทำ แต่ในแง่ความรู้สึกล่ะ มันไม่ได้ง่ายเลยที่จะต้องมาทนกับความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา เพราะงั้น นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ “พูดง่าย” แต่ “ทำยาก” เพราะในความเป็นจริง มันมีเรื่องราวบางอย่างที่เราหวังอยากจะให้มันหายไปมากกว่าที่จะต้องมานั่งยอมรับความจริง เพื่อที่จะแก้ปัญหานี้ เราจึงได้ขอความช่วยเหลือเล็กน้อยจากคุณเซียจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของเรา ที่จะมาตอบคำถามว่า “เราควรจะจัดการกับความทรงจำที่เลวร้ายเหล่านั้นกันอย่างไรดี”

 


 

How to Cope with the Painful Memories ?

 

 

“คำถามคือมันมีประโยชน์ไหมดีกว่า” นี่คือสิ่งแรกที่คุณเซียพูดกับเราเมื่อถามถึงไอเดียการลบความทรงจำแบบในภาพยนตร์ เธอเล่าให้ฟังถึงเคสคนไข้ที่มี ‘กลไกรักษาตัวเอง’ โดยร่างกายได้ลบความทรงจำที่เจ็บปวดออกไปโดยไม่รู้ตัวแบบไม่ต้องพึ่งคลินิก ‘เฉพาะทาง’ ที่ไหน แต่ถึงแม้มันจะหายไปจากความทรงจำ ทุกอย่างมันฝังตัวอยู่ใน ‘จิตใต้สำนึก’ (Subconscious) เหมือนกับการดึงมีดออกจากปากแผล แม้ตัวการจะจากไปแล้วแต่รอยแผลจะยังไม่หายไปไหน ความรู้สึกแย่ที่เป็น ‘ปม’ จากความทรงจำนั้นยังคงอยู่ แม้เจ้าตัวจะไม่รู้ว่ามันเกิดไรขึ้น แต่ร่างกายจะแสดงออกของมันเอง อาจมาในรูปแบบของความเครียด วิตกกังวล การนอนไม่หลับ หรือในเชิงความสัมพันธ์ ที่อาจทำให้ปิดตัวเองหรือไม่สามารถมีความสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จได้ หากสาวไปเรื่อยๆ มันก็มีปมมาจากที่เดิม

 

“เพราะตัวความทรงจำเองไม่ใช่ปัญหา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ
ความรู้สึกหรือความคิดต่อความทรงจำนั้นๆ ต่างหาก”

 

 

เพราะฉะนั้น การแก้ปัญหาต้องแก้จากความรู้สึก ไม่ใช่ตัวความทรงจำ ทุกทุกเรื่องที่เป็นเรื่องในอดีต ต้องแก้ด้วยการ ‘ยอมรับ’ คุณเซียกล่าวว่า เราไม่ได้ต้องการจะหนีหรือลบทิ้ง เพราะนั่นเท่ากับว่าสิ่งนั้นมันน่ากลัวจริงๆ เป้าหมายที่ต้องไปให้ถึงคือการรู้ว่าเรารับมือกับมันได้ เราแข็งแรงกว่านั้น อาจจะยังไม่ต้องแตะตอนที่แผลยังสดอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราต้องยอมรับให้ได้ว่ามันได้เกิดขึ้นแล้ว ผ่านไปแล้ว และเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันโดยไม่ทำให้คุณค่าของตัวตนถูกกระทบกระเทือน อาจจะผ่านการบำบัดด้วย Relaxation Technique ต่างๆ จิตบำบัด ศิลปะบำบัด การพูดคุย ระบายสิ่งที่อัดอั้นออกมา หรือจะเป็นการเติมสิ่งดีๆ ลงไป ทั้งเรื่องมุมมองต่อตัวเอง และแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นทางใด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘เวลา’ อย่าคาดหวังว่าทุกอย่างจะดีขึ้นภายในวันสองวัน เหมือนกับการรักษาอาการบาดเจ็บทางร่างกายที่ต้องใช้เวลากว่าแผลจะสมานตัวดี บาดแผลทางจิตใจก็เช่นกันที่ต้องให้เวลากับมัน

 

“การเยียวยาที่แท้จริงคือการเข้าใจตัวเอง
ยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น และเห็นคุณค่าในตัวเอง”

 

แน่นอนมันมีบางเรื่องที่เราหวังให้ไม่เกิดขึ้นจะยังดีเสียกว่า เรื่องที่หากย้อนเวลาไปได้ก็คงไม่อยากรับรู้ แต่เราต้องย้ำกับตัวเองไว้เสมอว่า การใช้ชีวิตตามเดิมและทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเป็นเพียงทางออกชั่วคราว บางทีสิ่งที่มนุษย์ต้องการอาจจะไม่ใช่ความสุขแบบเด็กไร้เดียงสาอันแสนสั้น แต่คือการเรียนรู้ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เรียนรู้จากความผิดพลาด จากเรื่องราวในอดีตของตน  โอบกอดความทรงทั้งหมดเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจ็บปวดเพียงใด เพราะสิ่งล้ำค่าเหล่านี้คือสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นตัวตนของเราในปัจจุบัน

 

 

แม้ Eternal Sunshine of The Spotless Mind จะเป็นเรื่องราวที่ถูกเขียนขึ้นจากจินตนาการมากว่าทศวรรษแล้ว (และเพิ่งจะครบรอบ 16 ปีไปเมื่อวานนี้) แต่ความสัมพันธ์ของโจเอลและคลีเมนไทน์มันกลับ ‘จริง’ และ ‘เป็นปัจจุบัน’ เสียจนน่ากลัว ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะเห็นภาพตัวเองเป็นหนึ่งในตัวละครเหล่านี้ เราสามารถเข้าใจและรู้สึกไปพร้อมๆ กับพวกเขาโดยไม่ต้องพยายาม และนี่แหละ คือเสน่ห์ของมันที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในเรื่องที่เราตกหลุมรักจนแทบจะไม่อยากลืมมันเลย

 

 

Related Stories

Silver Screens

ทำไม 500 Days of Summer จึงขึ้นหิ้งหนังรอมคอมคลาสสิกตลอดกาล

3 เหตุผลที่ทำให้ “หนังรักแต่ไม่รัก” เรื่องนี้ยังครองใจผู้คนได้เสมอ

Read

Silver Screens

THE FRENCH DISPATCH: โลกใบใหม่ลำดับที่ 10 ของ เวส แอนเดอร์สัน

ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของผู้กำกับมากฝีมือคนนี้จะแตกต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน

Read

Silver Screens

THE IRISHMAN: หนังดีที่ควรค่ากับรางวัลออสการ์สาขาเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม

คอสตูมดีไซน์ที่อาจไม่เข้าตากรรมการแต่ชนะใจเรา

Read

0Shares
preloader