The Read

DRESSING BURNOUT: มาจุดไฟให้การแต่งตัวอีกสักครั้งหลังจากที่เคยหมดใจ

บทความโดย Nanat Suchiva, Managing Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

The Read

DRESSING BURNOUT: มาจุดไฟให้การแต่งตัวอีกสักครั้งหลังจากที่เคยหมดใจ

29 April 2020

พูดคุยเรื่องจิตวิทยา ฝ่าทางออกให้ปัญหายอดฮิต

 

หลายคนคงจะคุ้นเคยกับเรื่องราวของการ “หมดไฟในการทำงาน” หรือ Burnout Syndrome จากบทความมากมายในท้องตลาดคอนเทนท์บ้านเราแล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยรู้จักเราจะอธิบายให้อย่างรวบรัด ว่าอาการนี้ในทางจิตวิทยาถือว่าเป็นเพียง “ภาวะ” ของคนเราที่ไม่สบอารมณ์ เบื่อหน่าย หมดใจ ซังกะตายกับงานการที่เราเคยรักและทำได้ดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปคุณภาพของงานลดลงอย่างฮวบฮาบ มีอารมณ์ฉุนเฉียวจัดเข้ามาแทนที่ บางครั้งก็อาจทึกทักว่าเราเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่าต่างๆ นานา กันไป

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้เขียนมีความสนใจเกี่ยวกับการหาคำตอบของภาวะทางอารมณ์ด้านต่างๆ และได้พูดคุยกับกลุ่มบุคคลที่อยู่ในแวดวงศาสตร์แห่งการบำบัดจิตหลายต่อหลายครั้งและพบว่าสิ่งเหล่านั้นแม้จะดูแย่ หมดอาลัยตายอยาก เหมือนอย่างที่สื่อต่างๆ ได้นำเสนอไปให้โดนใจคนอ่านราวกับหมอดูไพ่ยิปซี แต่จริงๆ แล้วอาการพวกนี้เป็นเพียงภาวะทางอารมณ์เท่านั้นซึ่งยังถือว่า “เยียวยาได้” ไม่ถึงกับขนาดเป็นความผิดปกติหรือ Disorder ที่ในวงการใช้กันอยู่เพราะนั่นคืออีกขั้นที่คุณจะไม่สามารถใช้ชีวิตปกติได้อีกต่อไปแล้ว และต้องพึ่งพาการรักษาที่ถูกต้องเท่านั้น 

แม้ภาพของ W. MINISTRY จะไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาปัญหาชีวิตในทุกด้าน แต่ผลงานการนำเสนอบทความและสื่อรูปแบบต่างๆ ที่ผ่านมาคือการเมคชัวร์ว่าผู้อ่านทุกคนจะได้หยิบเกร็ดความรู้ วิสัยทัศน์ของนักเขียนหลายๆ คนไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งในวันนี้ก็ถึงทีของเรื่อง “จิตวิทยากับการแต่งตัว” ฟังดูเริ่มน่าสนใจบ้างขึ้นหรือยัง? แน่นอนว่าผู้เขียนได้ตั้งคำถามเกี่ยวการแต่งกายในชีวิตประจำวัน โดยนำเรื่อง Burnout Syndrome มาเกี่ยวข้อง และหลังจากที่ได้รวบยอดความคิด ปรึกษาหารือกับนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญที่เคยฝากผลงานไว้กับเราแล้วในบทความชิ้นนี้อย่างคุณเซีย ณัฐนิชา กันซัน ก็ได้สิ่งที่น่าสนใจและน่าจะทำให้หลายๆ คนได้ไปปรับใช้กัน

“เพราะอะไรคนเราถึงขี้เกียจแต่งตัวลงไปทุกๆ วัน 

ทั้งที่เคยสนุกกับมันมาตลอด” 

ผู้เขียนตั้งต้นด้วยคำถามที่คาใจกับคุณ เซีย และเมื่อเริ่มปรับจูนกันได้แล้วจึงมีการสมมติสถานการณ์ขึ้น โดยมีเงื่อนไขที่ว่า

1.สมมติให้นาย A นั้นเป็นผู้ประสบภัยทางอารมณ์ของตัวเองและหมดไฟในการแต่งตัว 

2.นาย A คือคนที่ไม่ย่อหย่อนกับอะไรเลยแม้กระทั่งการแต่งตัว พูดง่ายๆ คือคนที่เป็น Perfectionist

3.นาย A ไม่ได้มีปัจจัยของ วัฒนธรรม, กฎระเบียบในสังคม, รายได้ เข้ามาเกี่ยวข้อง

หากผู้อ่านท่านไหนมีเงื่อนไขเข้าเพียง 2 ใน 3 นี้ ผู้เขียนขอยินดีด้วยเพราะบทความนี้จะช่วยให้กลับมาสนุกกับการแต่งตัวได้ไม่มากก็น้อยทีเดียว

 


 

Be True To Yourself 

ยอมรับตัวเองให้ได้

 

 

ก่อนอื่นผู้อ่านทุกคนต้องเข้าใจกับเงื่อนไขที่ว่าบุคคลสมมติอย่างนาย A นี้มีความเป็น Perfectionist ค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นหากใครที่เข้าลักษณะแบบนี้ คุณเซียแนะนำว่าอย่างแรกที่ต้องทำคือการ “รู้จักและยอมรับตัวเองให้ดีว่าเราเป็นแบบไหน” คุณเซียอธิบายอย่างใจเย็นให้เราฟังว่า ตัวเราทุกคนนั้นอาจมีความคิดบางอย่างที่ทำร้ายเราอยู่ เริ่มแรกจะต้องยอมรับตัวตนที่ตัวเองเป็นอย่างสมบูรณ์ มองให้เห็นว่าจริงๆ การที่เราต้องการให้มันสมบูรณ์ก็เพราะอยากได้รับการยอมรับ อยากเป็นคนที่มีคุณค่าในสายตาตัวเองและผู้อื่น ซึ่งความปรารถนาเหล่านี้แท้จริงเป็นเรื่องดี แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงความหวังดีต่อตนเอง

กล่าวอย่างสรุปได้ว่า เพราะในโลกนี้ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบไปเสียหมด เราต้องยอมให้เกิดความผิดพลาดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และจำไว้ให้ขึ้นใจว่าเรานั้นไม่มีทางหนีพ้นความผิดพลาด และไม่มีทางที่จะสมบูรณ์พร้อมแม้กระทั่งกับเรื่องเล็กๆ อย่างการหยิบเสื้อผ้ามาประโคมตัวเราในทุกๆ เช้า เพราะนี่คือธรรมชาติของมนุษย์ หากยังไม่ยอมรับตัวเองก็จะมีแต่ความผิดหวังและทำให้หมดไฟ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนพาลไปถึงกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตของตัวเองอีกด้วย

 


 

Change Your Mindset

แก้ไขความคิดที่ไม่สมเหตุสมผล

 

 

หลังจากที่ได้พูดคุยกับคุณเซียสักพัก เราก็ได้คำตอบเกี่ยวกับนาย A ที่ชัดเจนขึ้นว่า คนๆ นี้มีความกลัวอยู่ข้างใน กลัวที่จะต้องมองตนเองในแบบไม่ดีพอ ไม่มีคุณค่า ไม่ถูกรัก เป็นคนล้มเหลวต่างๆ นานาซ่อนอยู่ เพราะจากการให้โจทย์ว่านาย A นี้เป็นคนประเภทที่มีบุคลิกภาพแบบ Perfectionist ก็มักจะมีมาตรฐานที่สูงเกินความเป็นจริง (ความจำเป็นของคนปกติ) ไปมาก ทำให้บ่อยครั้งเขาไม่รู้สึกพึงพอใจกับอะไรเลย เพราะเชื่อว่าทุกๆ อย่างมันตัองสมบูรณ์แบบแม้กระทั่งเรื่องแต่งตัวเจ้าปัญหานี้ คนประเภทนี้จึงต้องการการยอมรับว่า พวกเขามีคุณค่าพอ ดีพอ สมควรแก่การถูกรัก หรือ ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งไว้ ประมาณว่า “ไม่ว่าจะสูงแค่ไหนก็ไปถึง ไม่มีคำว่าสูง วัดได้หากใจถึง” อะไรทำนองนั้นทีเดียว

แล้วคราวนี้มันส่งผลอย่างไร? คำตอบคือก็จะทำให้เกิดภาวะหมดไฟในการแต่งตัวอย่างที่ว่า และถ้าหากเปรียบเทียบกันหมัดต่อหมัดก็คงคล้ายกับภาวะ Burnout Syndrome ในการทำงานมาก เพราะฉะนั้นทางแก้ที่คุณเซียแนะนำคือการเริ่มจากการสำรวจความเชื่อต่างๆ ของตัวเองเกี่ยวกับการแต่งตัวเพื่อให้เห็นตัวเองอย่างแท้จริง  และ “แก้ไขความคิดนั้นๆ”

แล้วเพราะอะไรเราถึงต้องแก้ไขความคิดนั้นๆ? ก็เพราะว่าการเห็นว่าที่จริงแล้วเรากลัวอะไร มันจะทำให้เข้าใจว่าความกลัวนั้นเป็นเรื่องที่ “ไม่สมเหตุสมผล” อย่างมาก (คุณเซียใช้คำว่า Irrational) ยกตัวอย่างเช่น ถ้าฉันแต่งตัวไม่สมบูรณ์แบบตามที่คิด แปลว่าฉันเป็นคนล้มเหลว การเป็นคนล้มเหลวแปลว่าฉันไม่มีคุณค่า พอเรามาถอดรหัสแก้ไขความคิดแบบนั้นก็จะเห็นเลยว่า “มันไม่เมคเซนส์” แต่เรากลับเชื่อแบบนั้นมานานแรมปี

 


 

Set Realistic Goals

ตั้งเป้าเท่าที่เป็นไปได้

 

 

อย่างที่รู้กันดีว่าการตั้งเป้าหมายแบบ Aim High, Fly High นั้นเป็นเรื่องที่ดี เป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะผลักดันให้เราไปสู่จุดที่ใกล้กับการประสบความสำเร็จได้ แต่! ไม่ใช่ทุกคนที่จะจดจำคำพูดที่แสนสวยหรูคำนี้มาทำได้ทุกคน ยิ่งกับคนที่เป็นประเภท Perfectionist อย่างนาย A ก็ย่อมจะต้องตั้งเป้าหมายว่าการแต่งตัวในแต่ละครั้งมันจะต้องออกมาดีที่สุด ไร้ข้อผิดพลาด ผู้คนชื่นชม แต่แล้วเขากลับต้องหันหลังให้กับตู้เสื้อผ้าเพราะรู้สึกสิ้นหวัง พลาดพลั้งกับความล้มเหลวที่แต่งตัวออกมาไม่ได้ดีดังใจไม่ว่าจะแต่งตัวขนาดไหน ก็ยังไม่ดีพอที่จะทำให้รู้สึกดีตามเพราะเหตุผลง่ายๆ คือ “เป้าหมายไม่สามารถมีได้อยู่จริง” หรือที่เรียกว่า Unrealistic Goal

ทางแก้คือการ “ตั้งเป้าเท่าที่เป็นไปได้” ยกตัวอย่างง่ายๆ คือการทำ Checklist ว่าจริงๆ แล้วเรามีเสื้อผ้าชิ้นไหนที่ชอบหรือใส่แล้วรู้สึกว่ามั่นใจทุกครั้งบ้าง หลังจากนั้นทำเครื่องหมายเอาไว้ให้ชัดเจนเพื่อเตือนสติว่าหากเราใส่ชิ้นนี้เราจะไม่ต้องมาลุ้นอีกทีว่าวันนี้จะเป็นวันที่ดีหรือไม่เพราะเสื้อผ้าพวกนี้ถูกคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่าชอบมันจริงๆ

 


 

Try Something New

มุมมองใหม่ๆ เกิดได้ด้วยความท้าทาย

 

 

สุดท้ายนี้เป็นคำแนะนำท่ีง่ายที่สุดจากคุณเซีย แต่เราคิดว่าดีไม่แพ้ข้อไหนๆ นั่นคือเรื่องง่ายแสนง่าย (แต่ทำยาก) อย่างการเริ่มท้าทายตัวเอง ท้าทายในที่นี้คงไม่ใช่การออกไปผจญภัยในการใช้ชีวิตอะไรเพราะเรากำลังพูดถึงการทำให้กลับมาสดชื่น สดใสกับการแต่งตัว คุณเซียยกตัวอย่างว่าหากปกตินาย A เจ้าปัญหาของเราคนนี้เป็นคนชอบการแต่งตัวสายคลาสสิคเมนส์แวร์สุดเนี้ยบ แต่แล้วก็กลายมาเป็นคนที่ไม่อยากแต่ตัวเพราะเจอความ Perfectionist ของตัวเองทำร้ายเข้าไป หากแก้ไขได้โดยปรับความคิดตามข้อหนึ่ง สอง สาม เรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาที่จะต้องมา “เปลี่ยนลุค” กันบ้าง

คุณเซียอยากให้ลอง “การแต่งตัวแนวใหม่ๆ” ที่ยังไม่เคยลอง หยิบนู่นผสมนี่จนออกมาในแบบที่ไม่เคยเห็นโดยยังไม่ต้องตัดสินว่าดีหรือไม่ดี เพียงแต่ทดลองให้ชีวิตได้เห็นว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง นั่นคือการตอบคำถามที่ดีที่สุดว่าคนอื่นจะมองมันเป็นเรื่องดี เรื่องไม่ดี แบบที่เราเคยคิดไหม ผลลัพธ์สุดท้ายคือการให้ตัวเราเองได้ “เห็นมุมมองใหม่ๆ ที่มาหักล้างความเชื่อเดิมๆ” อย่างแท้จริง

 

 

Related Stories

The Read

THE DIDEROT EFFECT & MARIE KONDO: เมื่อเสื้อผ้ากลายเป็นภาระ

ถอดบทเรียน The Diderot Effect และวิธีรับมือเสื้อผ้ากองโตของคนโด มาริเอะ ฉบับสธน ตันตราภรณ์

Read

The Read

WHY WE SHOULD DRESS ACCORDING TO OUR MOOD

ถอดรหัสความหมายของเสื้อผ้าที่เราสวมใส่ในทุกวัน

Read

The Style Guide

HOW TO DRESS FOR WORK IN 2020

อาชีพใหม่ๆ ในปี 2020 กับไอเดียการแต่งกายที่มากกว่าแค่เสื้อเชิ้ตและกางเกงสแล็ค

Read

0Shares
preloader