The Read

PAST TENSE: ทิ้งความรุ่งโรจน์ในวันวาน ตรึกตรอง ยอมรับ แล้วทำปัจจุบันให้ดี

บทความโดย Korakot Unphanit, Contributing Editor, W. MINISTRY

The Read

PAST TENSE: ทิ้งความรุ่งโรจน์ในวันวาน ตรึกตรอง ยอมรับ แล้วทำปัจจุบันให้ดี

26 October 2020

ความสำเร็จเก่าๆ มันปรากฏตัวในรูปแบบของความสุขวันวาน ชวนจดจำ นึกทีไรก็ยิ้ม แต่การเสพติดความสุขนั้นมากเกินไป มักทำให้ผมรู้สึกกลัว

 

 

ขออภัยที่บทความนี้อาจไม่พูดถึงเสื้อผ้าตรงๆ แต่สัญญาว่าจะพูดถึงสไตล์และตัวตน ซึ่งเป็นรากฐานการเลือกใส่เสื้อผ้า กับคำถามที่ว่า ทำไมเราจึงต้องก้าวข้ามความสำเร็จและล้มเหลวในอดีต

ผมมักถามตัวเองซ้ำๆ เมื่ออายุมากขึ้นอีกปี จริงๆ แล้ว ผมถามมันทุกลมหายใจ ยิ่งถ้าอยู่ในระหว่างการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ หรือต้องการการตัดสินใจอันแรงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง หรือผลักดันความเปลี่ยนแปลงสู่สังคม ผมจะยิ่งถามตัวเองหนักๆ โชคยังดีที่อายุที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้เพิ่มแค่รอยตีนกา เพราะประสบการณ์ชีวิตที่ติดพ่วงมานั้นมีเมตตาพอที่จะแบ่งปันรอยหยักให้สมองผมได้บ้าง

สำหรับผม เรื่องในอดีต ไม่ว่าจะเป็นความล้มเหลว หรือความสำเร็จ คือความทรงจำแสนหวานทั้งนั้นครับ มันสอดแทรกบทเรียนเสมอ เหมือนหนังสือดีๆ ที่แม้จะอ่านจบไปหลายรอบแล้ว แต่แค่สุ่มเปิดสักหน้าและอ่านแค่บางบรรทัด (เดิมๆ) ผมกลับได้บทเรียนใหม่ อาจเป็นได้ว่ายิ่งแก่ตัว เลนส์สายตาที่ชื่อว่า ‘ประสบการณ์ชีวิต’ นั้นทำให้เห็น ‘ความจริง’ ได้ชัดเจนขึ้น (หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นกันนะครับ ไม่ใช่กลับกัน) อดีตที่ล้มเหลว แน่นอน ผมอยากลืม และมักจะลืมไม่ลง ส่วนอดีตที่สำเร็จ แน่นอน ผมจำได้ และจำได้ดีเกินไป

 

อดีตมันหลอกหลอนยิ่งกว่าผีก็ตรงนี้แหละ

ถ้าเป็นอดีตที่ล้มเหลว ผีตนนั้นอัปลักษณ์จนผมต้องร้องกรี๊ดปิดตา แต่เมื่อโตขึ้น ผมพบว่า ผีที่น่ากลัวกว่าคือความสำเร็จเก่าๆ มันปรากฏตัวในรูปแบบของความสุขวันวาน ชวนจดจำ นึกทีไรก็ยิ้ม แต่การเสพติดความสุขนั้นมากเกินไป มักทำให้ผมรู้สึกกลัว

กลัวทำไม่ได้อย่างเก่า

กลัวการเริ่มต้นใหม่

กลัวที่จะอยู่กับปัจจุบัน

อย่างผมมีอาชีพเป็นนักเขียน ในแวดวงนี้ คำที่เราๆ ได้ยินและขนลุกคือ writer’s block แปลอย่างที่เข้าใจคือสภาวะเขียนไม่ออก ผมไม่รู้หรอกครับว่านักเขียนท่านอื่นประสบปัญหานี้อย่างไร และนานแค่ไหน รู้แค่ว่ามันไม่ตลก นักเขียนชั้นยอดบางท่านตกอยู่ในสภาวะนี้เป็นปีๆ และมักจะเป็นหลังจากสร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกที่ได้รับการตอบรับล้นหลาม

 

The Passion of Creation painting by Leonid Pasternak

ภาพจิตรกรรม The Passion of Creation สร้างสรรค์โดย Leonid Pasternak (1862-1945) ศิลปิน post-impressionist ชาวรัสเซีย

 

ผมเองเฉียดๆ กับสภาวะ writer’s block นี้อยู่เป็นพักๆ

แต่เพราะเงื่อนไขของชีวิต กิเลส ความอยากได้ เส้นตาย และข้าวสารที่กำลังจะหมดถังนั้นไม่ใคร่จะอนุญาตให้ผมสนิทกับมันนัก มันมักจะเข้ามาทักทายทุกครั้งที่ผมจะเริ่มเขียนบทความชิ้นใหม่ โดยเฉพาะถ้าบทความก่อนหน้ามียอดไลค์ ยอดแชร์ถล่มทลาย

บทความ ‘หัดอยากได้ จนไม่อยากได้’ ที่ผมเขียนนั้น เท่าที่รู้คือแชร์ไปกว่าหกร้อยครั้ง และไลค์ในจำนวนเท่าๆ กัน (ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่แล้ว) ไม่มากหรอก แต่มากพอที่จะทำให้นักเขียนเล็กๆ ที่เคยมั่นใจว่า ‘เราก็แน่พอตัว’ นั้นใจเสาะและไปไม่เป็นอยู่เหมือนกัน คือใจหนึ่ง ผมดีใจมากที่มีคนเห็นมัน ชอบมัน และอยากเผยแพร่มัน นั่นคือกำลังใจที่นึกทีไรก็ไฟลุก แต่ในทางกลับกัน การติดอยู่กับไฟที่ลุกนานเกินไป มันมอดไหม้หัวใจจนทำให้ชีพจรปลายมือและสมองเต้นช้าลง… ช้าลง… สุดท้าย ตายสนิท

และเป็นไปตามคาดครับ บทความชิ้นต่อมานั้นพังไม่เป็นท่าหากวัดความสำเร็จของมันจากยอดไลค์และยอดแชร์ นั่นคือ writer’s block ที่ผมเจอ มันทำให้ผมเรียนรู้เลยครับว่า เราควรจดจำอดีตที่ล้มเหลวไว้เป็นบทเรียน คิดถึงอดีตที่สำเร็จไว้เป็นกำลังใจ (บ้างเป็นครั้งคราว) และเมื่อจะเริ่มงานชิ้นใหม่ เราต้องลืมมันไปให้หมด และกลับไปสู่แก่นแท้ของการทำงานที่ว่า เราเขียน เพราะเราอยากเขียน เราเปลี่ยน เพราะเห็นว่าสิ่งเก่านั้นไม่เข้าท่า

 

ความสะใจเดียวที่ควรเกิดขึ้น คือตอนที่เราลงมือทำ และทำมันเสร็จแล้ว

ใช่ครับ หลังจากวันนั้น ทุกๆ ครั้งที่เขียนคำสุดท้ายของบทความจบ และอ่านแล้วอ่านอีก แก้แล้วแก้อีกจนรู้สึกว่า แก้ไม่ได้อีกแล้ว วินาทีนั้น ผมสะใจตัวเองอย่างยิ่ง และมันจบแล้วครับ ความสำเร็จนั้นจบไปแล้ว พร้อมที่จะถูกลืมและเริ่มต้นใหม่ ส่วนคนอ่านจะว่าอย่างไร นั่นเป็นกำไรที่เอาไว้คอยลุ้นเล่นๆ ก็แล้วกัน

 

 

และนั่นลามมาถึงสไตล์และการใช้ชีวิต

เพราะไม่ใช่แค่ความสำเร็จหรือความล้มเหลวหรอกครับ มันรวมถึงความรักจากคนรักเก่า ความเลวของคน ความดีของคน (ที่ต่อให้เคยทำดีแค่ไหน ก็ไม่มีวันเอาไปหักล้างความเลวได้) หรือกระทั่งความเข้าใจผิดที่เคยเห็นผิดเป็นชอบ (หรือในทางกลับกัน) ไปจนถึงตัวตนของตนเองและผู้อื่นในวันวาน การไม่ยึดติดกับอดีต เรียนรู้ที่จะ ‘อยู่กับปัจจุบัน’ นั่นคือหนทางเดียวที่จะทำให้ผม move on (ขอพูดแบบวัยรุ่นนิด) สู่อนาคต

“จำตัวเองเมื่อก่อนได้ไหม” คนรักของผมโพล่งคำถามออกมาก่อนที่เราจะหลับ ซึ่งเธอหมายถึงสไตล์ ความคิดและการใช้ชีวิต

เออ จริง มานึกๆ ดู ผมพอจะเห็นภาพลางๆ อยู่บ้างนะ แต่ที่น่าคิดกว่าคือ สไตล์และการใช้ชีวิตของผมเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร เรียกได้ว่ามัน ‘มาไกลมาก’ จากเด็กต่างจังหวัด ผมเผ้ารุงรัง ปล่อยผมปรกหน้า ไว้รากไทรเพราะเข้าใจผิดว่านั่นคือความเซอร์ ยังดีที่หน้าตาพอจะออกไปทางโอปป้า จึงพอจะเกาะกระแสได้บ้าง จากคนที่เมินการแต่งตัวทุกรูปแบบ ใส่กางเกงยีนส์ยังปล่อยขากองยาวอยู่เลย รองเท้าน่ะเหรอ ต้องแตะหนีบเท่านั้น ผู้ชายที่ไหนเขาแต่งตัวกัน และคนเราเขามองกันที่ภายนอกซะที่ไหน พอโตขึ้น เริ่มต้องหัดเข้าสังคม ถึงรู้ว่า จริงอยู่ที่ไม่ควรตัดสินใครแค่ภายนอก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าภายนอกคือสิ่งแรกที่คนเห็นก่อนจะเห็นหัวใจและอุปนิสัยส่วนตัว

 

เมื่อเรียนจบและต้องหัดเป็นผู้ใหญ่ ถึงได้รู้ว่ากาลเทศะคือสิ่งที่ใหญ่กว่าความเป็นตัวเอง (แบบไม่ถูกที่ ถูกเวลา)

ผมเคยแสดงทรรศนะต่อสไตล์มาหลายต่อหลายครั้ง และทุกครั้ง จะไม่ลืมหนีบอายุระบุไว้ข้างๆ ความคิดเห็นนั้นด้วย อย่างตอนนี้ ผมในวัย 30 ปี เชื่อว่า สไตล์คือการแสดงออกซึ่งความเข้าใจตนเอง มันสะท้อนว่าเราคิดกับตัวเองอย่างไร รู้สึกกับตัวเองแบบไหน และอยากให้คนอื่นรู้สึกกับเราเช่นไร ที่ต้องระบุอายุไว้ด้วยทุกครั้ง เพราะผมเชื่อว่า หากผมในวัย 35 ถามตัวเองอีกครั้งด้วยคำถามเดียวกัน คำตอบอาจจะเปลี่ยนไปจากเดิม (และควรจะเปลี่ยนไปจากเดิมด้วย) ไม่ต้องพูดถึงการย้อนเวลากลับไปช่วงวัย 25 ปี ที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้เรื่องสไตล์ รสนิยม การใช้ชีวิต และหัดทำความเข้าใจกับตัวเองใหม่ๆ ตอนนั้น ผมคงมองสไตล์เป็นแค่เสื้อผ้า ความฟุ่มเฟือย และเปลือกที่ไม่จำเป็นอย่างแน่นอน

ผมมาไกล อย่างน้อยก็ในความคิดผม เพราะผมไม่ยึดติดกับตัวตนในอดีต

นั่นคือเหตุผลยืนยันเช่นกันว่า ทำไมผมจึงเชื่อในความ ‘ร่วมสมัย’ ผมในวัยสามสิบ ยังคงเชื่อว่าป่วยการที่จะแต่งสูทในวันนี้ (ปี 2020) ด้วย silhouette, aesthetic และ styling (และที่หนักกว่านั้น ด้วยความคิด ความเชื่อ) แบบปี 1930 ซึ่งเป็นยุครุ่งเรืองของแฟชั่นแบบนั้น ยกเว้นว่าผมอยากจะไปงานคอสเพลย์ในธีมย้อนยุค หรืออยากทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกในรูปแบบนั้น ไม่ผิดนะครับ ถ้าคุณอยากทำ มันเป็นสิทธิ์ของคุณ และผมเคารพการตัดสินใจนั้น

เช่นกันกับการทำเสื้อผ้าแบบ reproduction ในทรรศนะของผม เมื่อก่อน ผมเชื่อว่า ทำไมไม่ไปซื้อของวินเทจไปเลยล่ะ ในเมื่อซื้อตัวต้นตำรับได้ จะมาซื้อตัวทำซ้ำไปทำไม พอมองในมุมกว้างขึ้นหน่อยจึงเริ่มเข้าใจว่า นั่นเป็นสิทธิ์ของผู้ผลิต และการ “รีโปร” ในความหมายว่า ได้รับแรงบันดาลใจจากของเก่าฉบับต้นตำรับ แต่ปรับโครงสร้างให้ร่วมสมัย และปรับฟังก์ชั่นให้ใช้งานได้จริงในปัจจุบัน นั่นอาจน่าสนใจกว่าของวินเทจ และเป็นการอนุรักษ์ให้ของเก่ายังคงมีลมหายใจอยู่ใน พ.ศ. นี้ ไม่ใช่เป็นได้แค่ museum pieces ที่เคยยิ่งใหญ่ แต่ไร้ฟังก์ชั่น และรอวันที่จะตายไปกับอดีต

 

“เด็กหนุ่มสาวมักมองไปที่อนาคต แต่คนแก่มักคุยกันเรื่องอดีต คุณเป็นคนแก่ที่หมกมุ่นกับอดีตไหม”

ผมเคยถามนักแสดงหนุ่มใหญ่นัยย์ตาเทาหม่นด้วยคำถามนั้น ลมเย็นของเชียงใหม่ เคล้ากลิ่นอดีตและกาแฟแก้วที่สี่ของวันทำให้เขาตอบกลับมาว่า “ถ้าไม่มีใครถาม ผมก็ไม่เล่า ผมไม่รื้อฟื้น ผมอยู่กับโลกปัจจุบัน เราเก็บเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาเพื่อให้เรารู้สิ่งที่ผิด แล้วอย่าไปทำมันอีก เราแก้ไขอดีตไม่ได้ ที่ทำได้คือเราแก้ไขวันนี้ เพราะวันนี้คืออดีตของวันพรุ่งนี้” เขากล่าวอย่างองอาจต่อความทรงจำแสนหวาน และอดีตอันเจ็บปวด

ผมเห็นด้วยกับเขา หนุ่มใหญ่ผู้เจนสนามการแสดงและชีวิต

เราย้อนอดีตไม่ได้ครับ แต่เราปรับปรุงอดีตได้ ด้วยการตรึกตรองมัน ยอมรับมัน และแก้ไขปัจจุบันให้ดี เช่นกัน ไม่มีประโยชน์เลยที่เราจะยึดติดกับความรุ่งโรจน์ในวันวานจนไม่กล้าสร้างความเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายถึงทั้งในหน้าที่การงาน สไตล์และตัวตนของตนเอง

เวลาเปลี่ยน รสนิยมเปลี่ยน

เงื่อนไขเปลี่ยน ความคิดก็เปลี่ยนได้

Never say never อย่าพูดว่าไม่มีวันทำอย่างนั้น อย่างนี้ พระเจ้ายังไม่กล้าการันตีเลย

ผมเองที่พูดว่าไม่เห็นด้วยกับการใส่สูทสไตลิ่งแบบ 1930s ทั้งดุ้น วันหนึ่ง คุณอาจเห็นผมใส่ก็ได้

เขียนมาซะยาว (แต่ก็สั้นกว่าหลายๆ บทความที่เคยเขียน) แค่อยากจะบอกคนอ่านและเตือนตัวเองว่า อย่าติดอยู่กับอดีต ความเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องธรรมดา (นั่นเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต) และอย่าจำกัดกรอบตัวตนของตนเองครับ ไม่แปลกที่หากตอนยี่สิบ เชื่ออย่างหนึ่ง พอยี่สิบห้า คิดอีกอย่าง ถ้าย่างสามสิบแล้ว ทั้งสไตล์ ความคิด และตัวตนไม่เปลี่ยนไปเลย อาจมองได้สองอย่างครับ

หนึ่ง ผมยังมั่นใจในจุดยืนนั้น

หรือสอง น่าถามตัวเองเหมือนกันว่า ผมมีจุดยืนที่ชัดเจนมาก หรือจริงๆ แล้ว ผม ‘ไม่โตขึ้นเลย’ กันแน่

Related Stories

The Read

MEN’S STYLE, ELEGANCE AND MASCULINITY: สไตล์กับภาพจำของคำว่า “สุภาพบุรุษ” และ “การตัดสินความเป็นชาย”

เป็นชายหรือไม่ แมนแค่ไหน อะไรขีดเส้นความสูงส่งหรือสง่างามของผู้ชาย ที่แน่ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องเสื้อผ้า

Read

The Buyer’s Guide

TAME YOUR DESIRE: ฝึกใจให้ ‘อยากได้ จนไม่อยากได้’

เอาชนะความอยากได้ อยากมี สู่วิถีการมองเห็นคุณค่าเหนือภาพลวงตาของป้ายราคาและค่านิยม

Read

0Shares
preloader