The Read

BETWEEN US: แค่ไหนถึงจะพอดีกับพื้นท่ีตรงกลางของความสัมพันธ์

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chanyanee Larbaram, Visual Designer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

The Read

BETWEEN US: แค่ไหนถึงจะพอดีกับพื้นท่ีตรงกลางของความสัมพันธ์

2 June 2020

เพราะบางทีก็มีคำว่า 'ใกล้กันเกินไป' สำหรับคู่รัก

 

Prologue

 

หลายคนในที่นี้คงได้รู้จักตัวเองในแง่มุมต่างๆ มากขึ้นในเวอร์ชั่นที่ไม่เคยเป็นมาก่อนระหว่างการล็อคดาวน์ ทั้งการรับบทบาทเชฟประจำบ้าน ที่ลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าให้กับครอบครัว เป็นนายช่างซ่อมแซมส่วนที่ผุพังต่างๆ ของบ้านที่เคยละเลยไป หรือบางคนอาจกำลังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะเลือกต้นไทรใบสักหรือยางอินเดียสำหรับมุมห้องนั่งเล่นดี เรียกได้ว่าสนุกกับการแต่งบ้านอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ผมคิดว่าอีกหนึ่งเรื่องที่เราได้เรียนรู้กันอย่างจริงจังไม่แพ้การทำหมูกรอบในหม้อทอดไร้น้ำมัน ก็คือ ‘บทเรียนแห่งความสัมพันธ์กับคนรัก’ เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้อาจจะทำให้บางคู่ต้องไกลกันออกไปหรือทำให้บางคู่นั้นใกล้กันยิ่งกว่าที่เคยเป็น

 

ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมามีรายงานว่า หลังจากเกิดสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ในประเทศจีน ยอดตัวเลขของจำนวนคู่รักมีการหย่าร้างกันมีสูงขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ ผู้อ่านหลายคนคงจะร้องอ๋อในใจกันเสียงดังว่า เจ้าโควิด-19 ลำพังก็ทำลายความปกติ และวิถีชีวิตของเราอย่างยับเยินแล้ว มิหนำซ้ำยังเข้ามาพังทลายความสัมพันธ์ของคนสองคนได้อีกด้วย ซึ่งผมก็คงจะปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่า นอกจากเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมที่ถูกชี้ให้เห็นชัดขึ้นกับในสภาวการณ์ปัจจุบัน ไวรัสตัวร้ายนี้ก็คือปัจจัยหนึ่งที่เข้ามาขยายช่องว่างถ่างความห่างให้กับความสัมพันธ์ของคนด้วย เรื่องของรายได้ที่ไม่แน่นอนและความมั่นคงในชีวิตหายไปก็มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมากเหมือนกัน แต่ผมอยากเรียนให้ทุกคนทราบด้วยกันว่า จริงแท้แล้วนั้นโควิด-19 เป็นเพียงแค่ ‘ตัวเร่งปฏิกิริยา’ สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ให้เกิดขึ้นเร็วกว่าเดิมเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ที่ปะทุขึ้นจนทำให้คนๆ หนึ่งจะต้องตบเท้าเดินแยกทางออกจากความสัมพันธ์นั้นมันมีเรื่องราวและที่มาที่ไปก่อนหน้าเสมอ

 

Before We Met

 

ผมเป็นคนหนึ่งที่คิดจะพลิกวิกฤตจากการล็อคดาวน์ ให้เป็นโอกาสที่จะได้อยู่บ้าน มีเวลาให้กับคนรักมากขึ้น ใช้เวลาด้วยกันมากกว่าเก่า จากที่ไม่เคยมีเวลาให้กันเพราะต่างต้องทำงานทั้งวัน และด้วยภูมิหลังที่เราทั้งคู่นั้น เคยอยู่ในความสัมพันธ์ระยะไกล (Long-Distance Relationship) จึงต้องหมั่นคอยดูแลรักษาดวงใจ การได้อยู่ใกล้กันคือสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างต้องการมากที่สุด สำหรับใครที่เคยหรือกำลังอยู่ในความสัมพันธ์หลายพันไมล์ ก็อาจจะพยักหน้าและเข้าใจเป็นแน่ แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องปกติของคนอยู่ด้วยกันที่ต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่อย่างน้อยก็ขอให้ได้มีช่วงเวลาที่แอบอิงกันสักหน่อย

 

เราสองคนเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยระยะทางที่ห่างไกลกัน ตัวผมอาศัยอยู่กรุงเทพฯ ส่วนเธออยู่บัลลารัต เมืองที่ห่างจากเมลเบิร์นออกไป 2 ชั่วโมง แต่เรื่องราวของเราก็ราบรื่นดีมาตลอด เราทั้งคู่มีหลายสิ่งที่คิดและชอบเหมือนกัน มีความฝันที่อยากจะเปิดธุรกิจเล็กๆ ในบ้านเกิด เราชอบดูหนังเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นแนวไหน ตกหลุมรักแก้มย่นๆ ของเจ้าปั๊กและมีความเห็นทางการเมืองที่ตรงกัน ที่สำคัญคือเราศรัทธาต่อความเปลี่ยนแปลง

 

I Call It Affection

 

สำหรับความสัมพันธ์ของผมกับคนรักในช่วงเวลาที่ยากลำบากกับพวกเราทุกคน หนึ่งในความทรงจำที่ดีและมีความสุขเกิดขึ้นภายในคืนวันศุกร์ต้นเดือนพฤษภาคม ขณะที่ผมกำลังหมุนปุ่มปรับอุณหภูมิของเตาอบให้ได้ความร้อนที่เหมาะแก่การทำสเต็ก เมนูอาหารจานหลักที่จะถูกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะ เพื่อฉลองร่วมกับคนรักในค่ำคืนแห่งวันคล้ายวันเกิดของตัวผมเอง เสี้ยววินาทีหนึ่งระหว่างนั้นมีภาพอดีตแล่นเข้ามาในหัวเป็นภาพของเราทั้งสองคนในวันที่ต้องอยู่ไกลกัน ห่างกันเป็นพันไมล์ การกินข้าวผ่านหน้าจอแล็ปท็อปดูเหมือนจะเป็นพฤติกรรมที่เราคุ้นชินซะมากกว่า แต่ทว่าเวลานั้นมีสเต็กเนื้อก้อนโตวางอยู่บนจานเซรามิคที่เธอเลือกมา ภายในห้องครัวอบอวลด้วยกลิ่นหอมที่โชยออกจากเตาหลังอบเสร็จ ในวินาทีนั้นสำหรับตัวผมเองแล้วความจริงกับความฝันช่างคล้ายกันจนแยกไม่ออก

 

When Is Close Too Close ?

 

การได้เข้ามาอยู่ใกล้ชิดกันมากขึ้น ดูแล้วยังไงก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีเสียจริงๆ ที่มองไปทางไหนก็เห็นแต่ด้านบวก ก้อนความสุขที่ลอยมาเป็นภาพผสมเสียงพลางให้เราเสพเพียงชั่วขณะก่อนที่มันจะจางหาย เมื่อเวลาผ่านไป เราต่างคนต่างล้ำเกินพื้นที่ของกันและกันโดยไม่ได้ตั้งใจ คำว่า ‘ใกล้กันเกินไป’ สำหรับที่เราพูดถึงในครั้งนี้อยากจะชวนให้ผู้อ่านได้คิดไตร่ตรอง ทบทวน เข้าใจทั้งเขาและเรา เพราะ ‘พื้นที่’ คือเรื่องสำคัญของการอยู่ร่วมกัน ใกล้กันไปอาจจะไม่ได้ยิ่งหวั่นไหว รังแต่จะทำให้เกิดความรู้สึกขุ่นมัวภายใต้ความสัมพันธ์อย่างไม่รู้ตัว

 

เราค้นพบความจริงของความสัมพันธ์เมื่อเราใกล้กันมากจนเกินไป เราเรียนรู้จากจุดที่ทำให้ตกผลึกหลังช่วงเวลาความหวานของน้ำผึ้งพระจันทร์แห้งเหือด ความสัมพันธ์ของเรานั้นก็เข้าสู่ช่วงที่เรียกได้ว่าทำอะไรก็ผิด เราโมโหกันง่ายกว่าเดิม มีปากเสียงกัน บรรยากาศที่เกิดขึ้นภายในห้องเหมือนเชือกที่ตึงจนจะขาด เรื่องบางเรื่องที่ไม่เคยเป็นประเด็นเลย แต่พอได้อยู่ใกล้กันมากขึ้นแล้วกลับกลายเป็นหนามทิ่มแทงกันอย่างไม่มีวันจบสิ้น โดยยิ่งมาบวกกับความวิตกเรื่องสถานการณ์โควิด-19 ยิ่งกัดกินจิตใจของเรามากเข้าไปใหญ่

 

Summer Has Gone

 

ในวันแรกๆ ของต้นฤดูฝนมีอยู่วันหนึ่งผมได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่าที่ผ่านมาได้เรียนรู้อะไรบ้าง หลังจากที่เธอพูดประโยคหนึ่งขึ้นมา “ทำไมเราอยู่ใกล้กันก็จริง แต่เวลาที่มีให้กันกลับน้อยลง” มีอะไรเกิดขึ้นบ้างระหว่างความสัมพันธ์ ต้นตอของปัญหาหรือความไม่ลงรอยกันเกิดขึ้นจากอะไรกันแน่ ซึ่งคำตอบที่มันออกมาค่อนข้างชัดเจนว่าที่จริงแล้วถ้าเราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการกระทำของเราสักนิดนึง ทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นเลย ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่สายไปที่จะเริ่มแก้ไขหรือทำความเข้าใจกับตัวเองและต่อคนที่คุณรัก

 

หลักสำคัญที่จะคลี่คลายเรื่องราวทั้งหมดนี้คือ ‘อย่าไปคาดหวังให้เขาหรือเธอแก้ปัญหาให้แก่เรา’ ถ้าเรารู้ว่าปัญหานั้นคืออะไร อย่างเช่นตัวอย่างใกล้ตัวในช่วงที่เราต้องทำงานอยู่ที่บ้าน ขณะที่เรากำลังทำงาน ใช้สมาธิกับงานที่อยู่ตรงหน้า การกระทำที่ไม่ตั้งใจของเขาหรือเธอนั้นอาจจะมาทำลายสมาธิเราหรือรบกวนเรา แทนที่จะหันไปหงุดหงิดใส่ สิ่งที่เราทำได้เลยตอนนั้นคือการหามุมสงบสักที่ในบ้าน สร้างพื้นที่ทำงานให้กับตัวเองเท่านี้ก็ช่วยทำให้บรรยากาศน่าอยู่ขึ้นแล้ว

 

เรื่องของตารางเวลาที่เราต้องทำขึ้นใหม่ระหว่างการ Work From Home เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะมันจะช่วยให้เราขีดเส้นแบ่งเวลาและลำดับของกิจกรรมตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี ทำให้เรามั่นใจว่าเราจะไม่หลวมตัวให้กับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษโดยเฉพาะงาน จนหลงลืมรายละเอียดบางอย่างของความสัมพันธ์ไป แม้มันจะดูเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญแต่กลับส่งผลต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวันของเราอย่างมาก

 

การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (empathy) ทำความเข้าใจว่าถึงเราสองคนจะมีสิ่งที่ชอบเหมือนกันแต่เราก็ไม่ได้เติบโตมาในแบบเดียวกัน มุมมองการใช้ชีวิตย่อมต่างกัน เราควรใส่ใจอย่ามองข้ามเรื่องเล็กน้อย รายละเอียดของการกระทำที่อาจจะตกหล่นในจิตใจและความรู้สึก แต่ก็ระวังที่จะจมลึกไปกับความจุกจิกถึงระดับที่ต้องมานั่งเช็คตลอดเวลา (micromanage) เพราะทำแบบนี้ก็มีแต่ชวนให้บรรยากาศเสียไปซะเปล่า

 

บางทีการที่เราได้มีโอกาสรู้จักกับคนเยอะ ได้เห็นได้เข้าใจความเป็นไปของหลายบทบาทเรื่องราวของชีวิตที่เราชอบและเห็นว่าดี ไม่ว่าจะผ่านการเดินทาง บทสนทนาและหนังสือ สิ่งพวกนี้อาจเติมความคาดหวังต่อการกระทำของคนที่เรารักอย่างไม่รู้ตัว เหมือนเป็นหลุมพรางที่ตบตาเราจนมืดบอด นานวันเข้าจะมีแต่บั่นทอนความสัมพันธ์ ว่าที่จริงเราเผลอลืมไปว่าคนเรามีชีวิตกันคนละแบบเติบโตกันคนละวิธี

 

ในเวลาที่เกิดปัญหาขึ้นมาจริงๆ จะต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมตีระฆังพักยก กลับเข้าสู่มุมของตัวเอง พักบทสนทนาขณะนั้นไปก่อน หันหลังเข้าหาสิ่งที่ตัวเองชอบทำ งานอดิเรกต่างๆ ที่สร้างความสุขให้กับเราได้และเมื่อเราพร้อมจึงเริ่มถอดบทเรียนผลของการกระทำที่เกิดขึ้น

 

ถ้าทุกวันนี้เรากำลังรู้ตัวว่ากำลังเจอกับเรื่องอะไรอยู่จงแก้ไขมันด้วยตัวเอง แต่ถ้าเรื่องดังกล่าวมันไปข้องเกี่ยวกับคนที่คุณรักด้วยละก็ เราจะต้องใจเย็นและยอมรับความคิดที่ไม่ตรงกัน ความต้องการที่ต่างกัน การใช้วาจาที่ดีและแสดงความเคารพต่ออีกฝ่ายอย่างจริงใจ ซึ่งจะทำให้เขาหรือเธอเปิดรับตัวตนและความคิดของเรามากขึ้น มันจะง่ายต่อการแก้ไขปัญหา เพราะเมื่อปราศจากอารมณ์ ทิฐิและอีโก้ มันก็จะทำให้สิ่งต่างๆ นั้นง่ายขึ้น ซึ่งจะนำมาสู่การสื่อสารที่ดีภายในความสัมพันธ์ เพราะไม่มีใครหรอกที่อยากจะฟังแต่คำพูดแย่ๆ

 

ถึงท้ายที่สุดเราจะไม่สามารถแก้ไขปัญหากันได้เลยในตอนนั้นก็ต้องให้กำลังใจกันว่า เดี๋ยวเราก็จะสามารถฝ่าฟันเรื่องนี้ไปได้ด้วยกัน และถ้ามันสุดแล้วจริงๆ เหลือเพียงฟางเส้นสุดท้าย การขอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอกก็เป็นทางออกที่ดีไม่ว่าจะเป็นเพื่อนที่พร้อมรับฟังหรือนักจิตวิทยาที่สามารถเป็นที่ปรึกษาและแนะนำแนวทางวิธีการประนีประนอมความสัมพันธ์ของคนสองคนได้

 


 

ทั้งหมดที่เปลือยมานั้น ไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จในการประคับประคองชีวิตคู่ หรือคำมั่นสัญญาที่จะบอกว่าทำตามนี้แล้วความสัมพันธ์ของทุกคนจะดีไปตลอดรอดฝั่ง แต่อยากให้เป็นภาพเคลื่อนไหวตัวอย่างชีวิตความสัมพันธ์ของคนคู่หนึ่งเสียมากกว่า เพราะบางทีเราอาจจะหลงลืมและไม่ได้ระมัดระวังตัวเองในความสัมพันธ์ สิ่งที่เราคิดแน่ๆ ว่ามันจะต้องดี มันกลับกลายเป็นความปวดร้าวของอีกฝ่าย และอย่างน้อยการเริ่มที่จะศึกษาอีกคนด้วยความเข้าใจตัวตนของอีกฝ่ายจริงๆ การยอมที่จะหันหลังและใช้ความคิดกับการกระทำของตัวเองมากขึ้น และการเลือกใช้คำพูดที่ดีต่อกัน อาจจะช่วยให้เราไม่ทำร้ายจิตใจของคนที่เราพูดเต็มปากเต็มคำว่า ‘คนรัก’ อีกต่อไป

Related Stories

The Read

LONG-DISTANCE RELATIONSHIP: ดีใจหายกับเศร้าดำดิ่งเพราะดันมีรักระยะไกล

คำสารภาพจากประสบการณ์จริงของมนุษย์ Long-Distance

Read

The Read

RELATIONSHIPS DURING SOCIAL DISTANCING: รักษาความสัมพันธ์อย่างไรดีเมื่อต้องห่างกัน

บททดสอบชั้นดีที่จะทำให้คุณกลับมาใส่ใจเรื่องเล็กๆ ของคนรอบข้างแม้ยามไม่ได้พบหน้า

Read

The Read

RECONNECT WITH YOUR PARENTS: กระชับความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับพ่อแม่ให้เข้าใจกันยิ่งกว่าเดิม

เพราะนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่จะหันกลับมาดูแล ‘รักแรก’ ของชีวิต

Read

0Shares
preloader