Arts

DIETER RAMS: ย้อนดู TP1 วิทยุและเครื่องเล่นแผ่นเสียงพกพาตัวแรกของโลก จากสุดยอดนักออกแบบแห่งศตวรรษที่ 20

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Paritat Supaporne, Senior Visual Designer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Arts

DIETER RAMS: ย้อนดู TP1 วิทยุและเครื่องเล่นแผ่นเสียงพกพาตัวแรกของโลก จากสุดยอดนักออกแบบแห่งศตวรรษที่ 20

12 May 2020

ผลงานแห่งความสมดุลที่เขาภูมิใจ ภายใต้ “Less, but better.” หนึ่งในหลักคิดของดีเทอร์ รามส์ ที่มีอิทธิพลต่อนักออกแบบรุ่นหลังมากมาย

 

บางทีใครจะไปคิดว่าประโยคที่ว่า “น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้” ที่เป็นประโยคมีมเล่นกันสนุกเมื่อสามปีก่อน อาจจะเกิดจากความคิดของนักออกแบบชาวเยอรมัน หนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดแห่งยุคโมเดิร์นกับวลีของเจ้าตัวว่า “Less, but better.” ดีเทอร์ รามส์ (Dieter Rams) ลายเซ็นของเขาประทับตราอยู่บนหลายผลิตภัณฑ์ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า Braun และ เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน Vitsoe

ผลงานต่างๆ ของเขาต่างสะท้อนถึงหลักคิด ‘10 ประการของงานออกแบบที่ดี’ (Principles of Good Design) แนวคิดของเขานั้นเป็นหัวใจของงานออกแบบหลายอย่างในยุคหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีการยึดผู้ใช้เป็นศูนย์กลางของงานออกแบบ (User-centered Design) ซึ่งบัญญัติดังกล่าวนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพูดถึงเรื่องการออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่มันคือวิธีการดำเนินชีวิตด้วย ซึ่งการใช้ชีวิตของคนในแต่ละวัน คือสิ่งที่รามส์สนใจและให้คุณค่ามากกับผลงานของเขา วิธีคิดที่ว่านี้เขาได้รับมาจาก วะบิ-ซะบิ (Wabi-Sabi 侘寂) ปรัชญาญี่ปุ่นที่พูดถึงความเป็นไปนานาที่ยึดโยงแก่นของชีวิตมนุษย์ที่หมุนตามวงล้อเวลา

 

(ซ้าย) งานพิมพ์บัญญัติ 10 ประการของงานออกแบบที่ดี (Principles of Good Design) จัดทำโดย แกรี ฮัสต์วิตต์ (ขวา) เครื่อง TP1 บนปกหนังสือ Less but better

 

ส่วนตัวผู้เขียนเพิ่งได้มีโอกาสดูสารคดี Rams (2018) ของแกรี ฮัสต์วิตต์ (Gary Hustwit) ผู้กำกับภาพยนตร์สารคดีชื่อดังหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็น Helvetica (2007) Objectified (2009) เป็นต้น โดยฮัสต์วิตต์บอกเองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีการนำบัญญัติ 10 ประการของรามส์มาประยุกต์ใช้ด้วย หลังจากที่ผู้เขียนได้ดูจบ ก็ตามอ่านบทสัมภาษณ์ของ ดีเทอร์ รามส์ของหลายสำนักมากเท่าที่จะมากได้ด้วยความปลื้มปริ่มในความคิดและผลงาน เราเรียนรู้ได้ว่าสิ่งที่ยากที่สุดของงานออกแบบคือความเรียบง่าย (Simplicity) เราจะสร้างวัตถุชิ้นนึงเพื่อมาเสิร์ฟให้กับปัจจัยของมนุษย์โดยมันไม่ก้าวล้ำเส้นอะไรบางอย่าง และให้มันเป็นสิ่งของที่คนอยากจะเก็บไว้ใช้อยู่ตลอด ซึ่งผลงานของเขาที่ผู้เขียนประทับใจและคิดว่าคือรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดของผลลัพธ์จากแนวคิดของเจ้าตัว คือ TP1 (1959) วิทยุพร้อมเครื่องเล่นแผ่นเสียงแบบพกพา แต่ก่อนที่เราจะไปชื่นชมผลงานที่ว่า ควรจะทำให้มั่นใจกันก่อนว่า ‘ความสวยงาม’ ของงานออกแบบในทัศนะของคุณและเรามีความหมายเหมือนกันไหม

 

The Definition of Beauty

 

 

บางช่วงบางตอนในบทสัมภาษณ์ของนิตยสาร KinFolk ที่รามส์พูดถึงเรื่องความสวยงามของการออกแบบ เขานั้นมองว่าความงามจริงๆ ของผลงานนั้นไม่ใช่เรื่องของรูปลักษณ์และเรือนร่าง แต่เป็นความสัมพันธ์ของสิ่งของที่มีต่อผู้ใช้งานในเรื่องของการช่วยเหลือและสนองต่อการใช้ชีวิตให้เกิดประโยชน์ต่อคนๆ นั้น ให้เกิดความรู้สึกดีขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อผู้ใช้งาน ความซื่อสัตย์ที่มอบให้ต่อกิจวัตรประจำวัน แน่นอนละเรื่องความสวยงามมันก็อาจจะมีเกณฑ์ทั่วไปที่ใช้วัดได้ว่าสิ่งๆ หนึ่งจะสวยงามได้ต้องให้ ความกลมกลืน มีองค์ประกอบของความตัดกันของสี และสัดส่วนที่สมดุล แต่เหนืออื่นใดนอกจากนั้นการตีค่าความสวยงาม เป็นปัญหาระดับปักเจกล้วนๆ ที่มันต้องมาจากความสนใจ การศึกษา และความรู้ต่อเรื่องนั้น เพราะความสวยงามเป็นประเด็นสามารถพูดถึงได้อย่างไม่รู้จบ อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน

จึงเป็นเหตุที่ทำให้เขาพยายามที่จะเดินออกจากวงสนทนาของประเด็นดังกล่าวและหันมาใส่ใจต่อการสร้างงานที่กระชับ สะอาดและยึดความจำเป็นของชีวิตของผู้ใช้งาน นำเสนอผ่านความเรียบง่ายที่จะดำเนินอยู่เคียงข้างไปกับผู้ใช้งานหลายชั่วยาม และความเรียบง่าย ที่พูดออกมาง่ายๆ เนี่ยแหละคือสิ่งที่ยากที่จะบรรลุไปถึงที่ขนาดเลโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci) ก็รู้ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้

 

Braun: The Early Days of Dieter Rams

 

 

ในยุค 1960s ที่เริ่มมีการผลิตสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคอย่างจริงจัง นวัตกรรมถูกนำมาปรับใช้กับชีวิตของคนธรรมดามากขึ้นกว่าเมื่อก่อน หลังจากงานนิทรรศการวิทยุของ Braun ในปี 1955 เป็นจุดเริ่มของยุคแห่งงานออกแบบของ Braun รวมถึงการเข้ามาของรามส์ในปีเดียวกัน เขามาทำงานที่ Braun ตั้งแต่ปี 1955-1995 ในปีแรกเขาเข้ามาในบทบาทของสถาปนิกได้รับหน้าที่ให้แปลงโฉมออฟฟิศ โชว์รูมและห้องรับรองแขก ซึ่งในภายหลังเขาจะบอกว่าเขาไม่ชอบมันซะเลย โดยก่อนหน้านี้นั้นเขาข้องเกี่ยวอยู่กับวงการออกแบบผลิตภัณฑ์มาก่อน

ในไม่ช้าเขาก็สร้างชื่อให้กับตัวเองภายใต้บริษัทแห่งนี้ ในปี 1956 เขาเริ่มนับหนึ่งกับผลงานสุดคลาสสิกอย่าง SK 4 หรือ “Snow White’s Coffin” ที่เขากับ ฮันส์ กูเกลอท (Hans Gugelot) ร่วมกันออกแบบ เครื่องเสียงตัวนี้ไม่เพียงมีรูปร่างหน้าตาที่ดึงดูดใจเท่านั้น แต่มันยังเป็นผลลัพธ์ของการปฏิวัติวงการอุตสาหกรรมโดยการใช้วัสดุที่แตกต่างไปจากเดิม ตลอดหลายปีสิ่งที่เขาทำไว้นั้นไม่ว่าจะเป็น วิทยุ นาฬิกา เครื่องโกนหนวด เครื่องครัว เครื่องคิดเลข เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เรียกได้ว่ามันส่ง Braun เข้าไปเป็นชื่อใช้เรียกแทนมาตรฐานของงานออกแบบอุตสาหกรรมทั้งหลาย ผลงานแต่ละชิ้นมีหน้าตาที่เป็นระเบียบ มีจุดเริ่มต้นเดียวกันคือเริ่มจากฟังก์ชันแล้วจึงกำหนดรูปร่าง หลังจากนั้นไม่นาน Braun ประสบความสำเร็จและขึ้นทะยานเป็นแบรนด์ดัง และเป็นเจ้าแรกที่นำเสนอเรื่องการออกแบบที่ดี (good design) สู่ตลาด

 

TP1: The Example of Balance

 

 

รามส์เคยให้สัมภาษณ์ว่าเรือนร่างที่เราเห็นจากผลงานของเขานั้นคือสิ่งที่เป็นไปตามหน้าที่และบทบาทของสิ่งนั้น รูปร่างที่สวยงามถ้าขาดการใช้งานได้จริงแล้วจะมีประโยชน์อันใด สิ่งที่เขานำเสนอไม่ใช่เพียงรูปร่างที่ดูเรียบง่าย แต่การใช้งานต้องง่ายตามไปด้วย จริงๆ สิ่งที่ทำอยู่นั้นมันก็เข้าข่ายของคำว่า ศิลปะ ในแง่จิตวิทยามันคือศิลปะของการสร้างแรงดึงดูดกับผู้ใช้ให้เห็นคุณค่าของสิ่งของ ศิลปะนั้นเป็นคำที่กว้างมาก และศิลปะสำหรับเขานั้นคือ ‘ความสมดุล’ ที่อยู่ตรงกลางระหว่างความสุนทรียและอรรถประโยชน์ การชั่งน้ำหนักเรื่องของอารมณ์และการใช้งาน

 

 

ช่วงต้นของ ‘50s คือยุคแห่งการเติบโตของเทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ การทำให้ขนาดของวิทยุนั้นสามารถพกพาได้เป็นหัวข้อบนโต๊ะสนทนาในยุคนั้น หลังจากที่รามส์ได้เปิดเส้นทางนักออกแบบผลิตภัณฑ์กับ SK 4 ในปี 1956 แต่จุดเปลี่ยนชีวิตเขาจริงๆ เกิดขึ้นใน 3 ปีต่อมา TP1  คือหนึ่งในผลงานที่รามส์บอกเองว่านี่คือความลงตัวของสมดุลที่พูดถึงเมื่อย่อหน้าข้างบน ในสารคดีที่ผู้เขียนได้ชมจบไป จะพบว่าเขาเองนั้นอวดนักอวดหนาว่า “นี่คือวอล์คแมนตัวแรกที่มีขึ้นบนโลกใบนี้นะ” เรื่องของเรื่องคือว่าตอนนั้นเขาอยากจะฝึกภาษาอังกฤษก็เลยหาวิธีที่จะให้ตัวเองฟังบทสนทนาภาษาอังกฤษระหว่างการเดินทาง จาก pain point ในเวลานั้นได้กลายมาเป็นมาสเตอร์พีชและเป็นจุดเริ่มต้นของยุคแห่งอุปกรณ์พกพา การจับคู่และย่อขนาดของ TP1 คือสัญญะแห่งการเริ่มปฏิวัติของวงการออกแบบทอนขนาดของผลิตภัณฑ์เพื่ออุปโภคบริโภคในช่วงปลายทศวรรษ ‘50s วิทยุและเครื่องเล่นแผ่นเสียงขนาดพกพาถูกออกแบบโดยรามส์ในปี 1959 เขายกเอาสิ่งที่ไม่จำเป็นทั้งหมดออกไปจากเครื่อง มันถูกนำเสนอหน้าตาอย่างเรียบง่าย ฟีเจอร์ที่กระจายตัวอย่างเป็นระเบียบ และเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งานเป็นที่สุด

 

 

วิธีการทำงานของ TP1 จะผิดแปลกไปจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงทั่วไปที่จะเห็นหัวเข็มอยู่ด้านบนแผ่นเสียง แต่กับเจ้า TP1 เข็มจะอยู่ด้านใต้ในช่องสี่เหลี่ยมด้านซ้าย เป็นแผงเลื่อนสามารถเปิดและปิดได้โดยคันโยก ด้วยตำแหน่งของฟีเจอร์ทั้งหัวเข็มและคันโยกทำให้เครื่องนี้สามารถรองรับได้เพียงแผ่นเสียงขนาดความกว้าง 7 นิ้วและความเร็วที่ 45 rpm (รอบต่อนาที) เท่านั้น

TP1 ถูกออกแบบให้วิทยุและเครื่องเล่นสามารถใช้งานได้อย่างอิสระต่อกันโดยพวกมันสามารถเชื่อมกันได้ด้วยการใส่กรอบอลูมิเนียมสลวย มันเงาและทนทาน สะดวกต่อการพกพา โดยมีสายหนังที่เชื่อมกับตัวกรอบเครื่องเพื่อความถนัดในการหยิบจับ การเกิดขึ้นของเครื่องเล่นแบบพกพามีผลมากต่อการเกิดของดนตรีป็อปและไลฟ์สไตล์ที่เราคุ้นชินที่ถูกส่งต่อและดัดแปลงมาถึงยุคสมัยนี้

สำหรับ TP1 ทั้งในแง่ของฟังก์ชันและการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบ วัสดุ สี ทั้งหมดนี้เรียกได้ว่า เป็นแรงบันดาลใจให้กับเครื่องเล่นพกพาของนวัตกรรมที่ทุกคนต่างยกให้เป็น Disruption การฟังเพลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อย่าง iPod ที่เปิดตัวโดย Apple ในครึ่งศตวรรษให้หลัง  ผลงานที่โจนาธาน ไอฟ์ (Jonathan Ive) ได้สร้างสรรค์ขึ้นมานั้นคือการกระทำที่ยกย่องหลักคิดของรามส์อย่างแท้จริง

 


 

“I Would Not Want To Be A Designer”

 

 

หนึ่งในประเด็นที่ทำให้ฮัสต์วิตต์เลือกทำสารคดีเกี่ยวกับรามส์นั้น เพราะความคิดของรามส์ที่บอกว่าเขาเสียใจที่เป็นนักออกแบบ นี่จึงเป็นสิ่งทำให้ฮัสต์วิตต์ต้องออกค้นหาคำตอบในห้วงเหวตะกอนความคิดของรามส์ เพราะสิ่งที่รามส์เผชิญอยู่ สำหรับเขาแล้วนั้นงานออกแบบในทุกวันนี้ได้ต่างออกไปจากบริบทที่เคยเป็นอยู่ในช่วงเวลาของเขา ซึ่งออกไปในเชิงของการตลาดมากขึ้น ไม่ได้ใส่ใจถึงการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เพื่อจรรโลงโลกใบนี้เหมือนในยุคที่เขาเป็น (หลังสงครามโลกครั้งที่สอง) เขากล่าวว่ายุคนี้นั้นเป็นยุคแห่งบริโภคนิยม ทุนนิยม และวัตถุนิยม มันมีผลมากโดยเฉพาะสำหรับเขานั้นที่เรื่องของจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมคือหลักหนึ่งในการออกแบบผลิตภัณฑ์

ทุกวันนี้เขาก็ยังเป็นนักออกแบบที่ใช้เวลาทั้งหมดอยู่แต่กับงาน ตามที่ฮัสต์วิตต์ได้เคยให้สัมภาษณ์ถึงรามส์ เขาบอกว่ารามส์นั้นยังคงใช้ชีวิตเป็นนักออกแบบเหมือนยังไงก็ยังงั้น นอกจากการเล็มต้นบอนไซในสวนของเขาแล้วนั้นก็ไม่มีกิจกรรมอื่นใดเลยที่ดูเหมือนว่าเป็นงานอดิเรกของเขาอีก แม้สิ่งที่เขาทำมันจะดูสุมอยู่แต่กับงาน แต่เชื่อเถอะว่ามันดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติจริงๆ นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมจอนนี่ ไอฟฟ์ จึงได้นับถือและนำเขามาเป็นแบบอย่าง และถึงแม้รามส์จะดูเหมือนว่าเขายังอาศัยอยู่ในยุคของตัวเอง รายล้อมด้วยสิ่งของที่มาจากผลงานของตัวเขาเองหรือผลิตภัณฑ์ที่เขาชื่นชอบในยุคสมัยของเขา เขาไม่สนใจโลกดิจิทัล (มันก็เป็นเหตุผลที่ฟังดูจะเข้าใจได้อยู่) แต่นั่นไม่ได้เป็นข้อจำกัดที่ปิดกั้นการแลกเปลี่ยนในหัวข้อสนทนาที่ยืดยาวของเขากับ Tesla ได้

มันมีเหตุผลที่ว่าทำไมงานออกแบบที่เขาใช้อยู่จากในยุค ‘60s สามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้ดี  (แน่นอนว่าในเรื่องของเทคโนโลยีอาจจะไม่ได้เทียบเท่าอยู่แล้ว แต่มันมีการตอบสนองกับมนุษย์ได้อย่างเพียงพอและตรงจุดจริงๆ ) คำตอบอาจจะคือ เขาเอาชีวิตมาบรรจุไว้ในงานออกแบบการใช้ชีวิตอยู่ด้วยความสมถะ การเข้าใจตนเองจะอยู่ที่ไหนและทำอะไร ส่งผลให้สิ่งของมีอายุยืนยาว ซึ่งถ้าเราศึกษากฏ 10 ข้อของเขาก็เห็นว่าคำตอบทั้งหมดมันอยู่ในนั้นหมดแล้ว อย่างความซื่อสัตย์ของการออกแบบทำให้สิ่งของนั้นมีคุณค่าในสถานะที่ชัดเจน การเข้าใจถึงความจำเป็นอย่างไม่ฟุ่มเฟื่อยทำให้สิ่งของนั้นเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง การไม่เบียดเบียนธรรมชาติคือสิ่งควรคำนึงตลอดไม่ใช่เพียงแค่แคมเปญการตลาดที่ฉาบฉวย สุดท้ายการใส่ใจต่อวิถีชีวิตและเข้าใจรายละเอียดที่เกิดขึ้นทุกการกระทำ แม้ที่กล่าวมาจะเป็นแค่บางส่วนของหลักคิดทั้งหมด แต่ผู้เขียนคิดว่ามันเพียงพอทำให้สิ่งของนั้นมีตัวตนจริงๆ และกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนจริงๆ ไม่ใช่แค่เครื่องประดับแห่งไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา

Related Stories

Arts

BEFORE THE IPOD, THERE WAS THE WALKMAN

นวัตกรรมออกแบบญี่ปุ่นที่สะท้อนนิยามของคำว่า “ผสมผสาน” ได้ดีที่สุด

Read

Arts

THE INDUSTRIAL DESIGNS THAT MOVED THE WORLD

เรื่องราวของบุรุษนักออกแบบเชิงอุตสาหกรรม ผู้กอบกู้อเมริกาหลังวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่

Read

The Read

THE GERMAN TYPEFACE THAT HAS TRAVELED TO THE MOON

ตัวพิมพ์สัญชาติเยอรมันรูปทรงเรขาคณิต สัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้าและทันสมัย

Read

0Shares
preloader