The Read

DIARY OF AN EXTROVERT: บันทึกการตกผลึกความคิดในช่วงกักตัวของมนุษย์ผู้รักการเข้าสังคม

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

The Read

DIARY OF AN EXTROVERT: บันทึกการตกผลึกความคิดในช่วงกักตัวของมนุษย์ผู้รักการเข้าสังคม

4 May 2020

การได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้นอาจทำให้ได้ค้นพบคุณค่าของสิ่งที่เคยมองข้ามไป

 

Day 1

20 March 2020

 

ตรงตัวตามชื่อบทความด้านบน นี่คือบันทึกการใช้ชีวิตในช่วงกักตัวของมนุษย์ Extrovert ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการต้องใช้ชีวิตอยู่แค่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ขนาดไม่เกิน 35 ตารางเมตร เป็นเวลามากกว่า 1 เดือน แต่ก่อนอื่นเราขอแนะนำตัวเองคร่าวๆ ก่อน เพื่อจะได้เห็นภาพชัดขึ้น ที่บอกว่า Extrovert น่ะ มัน Extrovert ขนาดไหน

เราเป็นมนุษย์เพศชาย เพิ่งอายุครบ 25 ได้ไม่นาน ปัจจุบันเป็นนักเขียนให้กับ W.MINISTRY โดยชีวิตประจำวันของเราก่อนที่จะเกิดวิกฤติ COVID-19 หลังจากเลิกงาน เราแทบไม่เคยมุ่งตรงกลับบ้าน แต่จุดหมายปลายทางมักจะเป็นร้านเหล้า ไม่ว่าจะเป็นย่านทองหล่อ-เอกมัย อารีย์ หรือสีลม แน่นอนว่ารวมถึงวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วย

อย่าเพิ่งเข้าใจผิด เราไม่ได้ติดเหล้าขนาดนั้น เพียงแค่ชื่นชอบบรรยากาศที่ได้พูดคุยกับคนอื่นๆ เข้าสังคม ได้ทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน มันดีกว่าการต้องกลับห้องไปอยู่คนเดียวเป็นไหนๆ หรือวันที่ไม่มีปาร์ตี้ไหนให้เราไปร่วมได้ เรานี่แหละก็จะจัดปาร์ตี้ขึ้นมาเอง โดยการไล่ทักหาเพื่อนสนิททุกคนในรายชื่อ เรียกว่าถ้าเดือนหนึ่งมี 30 วัน ก็มีไม่ต่ำกว่า 20 วัน ที่เรากลับบ้านหลังเวลาเที่ยงคืน

เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า วันนี้คือวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม 2020 เป็นวันแรกที่บริษัทเราให้เริ่มทำงานแบบ Work From Home ความรู้สึกของเราก็ไม่มีอะไรมากไปว่า ก็ชิวดีนะ ได้ตื่นสายกว่าเดิมหนึ่งชั่วโมง แถมยังรู้สึกว่ามีสมาธิทำงานมากขึ้นกว่าเดิมด้วย หรือบางทีการอยู่คนเดียวก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ

ขอจบการบันทึกวันแรกไว้เพียงเท่านี้

 


 

Day 5

25 March 2020

 

การ Work From Home ผ่านมา 5 วันแล้ว เป็น 5 วันที่เราไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ตัวเป็นๆ เลยนอกจากเจ้าของร้านอาหารและพนักงานร้านสะดวกซื้อแถวบ้าน ที่เหลือเป็นการติดต่อกันผ่านเทคโนโลยีทั้งสิ้น

สิ่งที่น่าแปลกคือเรายังรู้สึกโอเคกับสถานการณ์ที่เป็น ไม่ฟุ้งซ่านเหมือนที่ผ่านๆ มา สาเหตุสำคัญอาจจะเพราะไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่ต้องทำแบบนี้ แต่ทั้งโลกก็กำลังเผชิญสิ่งเดียวกันอยู่ ยังมีคนอีกมากมายที่ลำบากกว่าเรา

อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่าการกักตัวครั้งนี้ไม่แย่จนเกินไป คือการที่เราพยายามมองหาข้อดีจากมัน และหนึ่งในข้อดีที่มองเห็นได้ชัดที่สุดคือการใช้เงินที่ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพื่อการเข้าสังคมคืนละหลายร้อยถึงหลักพันบาทเหมือนก่อนหน้านี้ นี่จึงอาจจะเป็นโอกาสดีที่จะได้มีเงินเก็บจริงๆ จังๆ เสียที

 


 

Day 9

29 March 2020

 

ผ่านมาแล้ว 9 วัน สภาพจิตใจเรายังโอเคกว่าที่คิด ก็ยอมรับแหละว่ามีเหงา มีเบื่อ มีเซ็งบ้างที่ทุกวันเหมือนกันไปหมด จนตอนนี้แทบจะแยกไม่ออกแล้วว่าวันไหนคือวันไหน เพียงแต่โชคยังดีที่ปริมาณงานของเรายังเยอะพอจนไม่เหลือเวลาว่างให้ฟุ้งซ่านมากเกินไป

นอกจากการทำงานแล้ว เราก็พยายามหากิจกรรมให้ตัวเองทำตลอดเวลา เช่นการใช้ Netflix ให้คุ้มค่า 350 บาท/เดือน เสียที หลังจากที่ผ่านมาปล่อยให้มันตัดเงินจากบัตรไปเปล่าๆ โดยแทบจะไม่ได้ดูอะไรเลยมาพักใหญ่ รวมถึงการเก็บกวาด ทำความสะอาดห้อง เปลี่ยนบรรยากาศให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ทำให้เวลาในแต่ละวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อก่อนกิจกรรมเหล่านี้ไม่เคยตอบโจทย์รูปแบบความสุขของเราได้เลย แต่ตอนนี้เหมือนเรารู้สึกดื่มด่ำกับมันมากขึ้น หรือว่าการกักตัวครั้งนี้จะทำให้ความเป็น Introvert ที่ไม่เคยมีมาก่อน ค่อยๆ งอกเงยขึ้นในจิตใจของเรา?

ไม่ทราบเหมือนกัน เพียงแค่การถามตัวเองลอยๆ เท่านั้น

 


 

Day 16

5 April 2020

 

ว่ากันว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่จะปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญได้เสมอ เราเข้าใจสัจธรรมความจริงข้อนี้อย่างถ่องแท้เมื่อการกักตัวล่วงเลยเกินครึ่งเดือนมาแล้ว สารภาพตามตรงว่าก่อนหน้านี้เราแอบผยองในใจว่า

“ไม่เห็นจะรู้สึกแย่เหมือนที่คิดไว้เลย หรือว่าเราจะโตขึ้นแล้ว”

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ โดยที่สถานการณ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย ความผยองเริ่มหายไป กลายเป็นสัญชาตญาณเอาตัวรอดเข้ามาแทนที่ ซึ่งในการกักตัววันที่ 16 นี้ ความเหงาเริ่มเข้าจู่โจมอย่างหนักหน่วงมากขึ้น จนต้องทำในสิ่งที่ในชีวิตนี้ไม่คาดคิดมาก่อน นั่นคือการจัดปาร์ตี้แบบออนไลน์

หลังจากเคีลยร์งานทุกอย่างเสร็จในช่วงค่ำ เราและเพื่อนสนิทอีกประมาณ 5-6 คนนัดกันว่าจะสร้างห้องในโปรแกรม Zoom เพื่อพูดคุยพร้อมดื่มแอลกอฮอล์ไปพร้อมกัน ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้าง “ร้านเหล้าเสมือนจริง” ขึ้นมา

ผลลัพธ์คือจากตอนแรกที่คิดว่าจะพูดคุยกันขำๆ ไม่ถึงชั่วโมง กลายเป็นว่าลากยาวไปจนเกือบเช้า ไม่ใช่เพราะมันสนุกอะไรมากมายหรอก ยังไงเสียการปาร์ตี้ออนไลน์แบบนี้ก็ทดแทนการเจอกันตัวเป็นๆ ได้ไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ เพียงแต่เพื่อนก็ไม่ต่างจากเรา การกักตัวแทบจะทำให้ทุกคนกลายเป็นคนเก็บกด มีเรื่องที่อยากจะพูดเต็มไปหมด ดังนั้นเมื่อโอกาสมาถึงต่างคนต่างก็พ่นไฟแลบออกมาอย่างไม่มีใครยอมใคร

เป็นครั้งแรกที่เราสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าทุกคนไม่เคยโหยหาการบทสนทนาธรรมดาๆ กับเพื่อนขนาดนี้มาก่อน

 


 

Day 24

13 April 2020

 

นี่คือวันสงกรานต์ครั้งแรกในรอบ 5 ปีหลังที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เพราะปกติในช่วงวันที่ 12-15 เมษายน เราจะต้องออกไปตระเวนราตรีให้ตัวเปียกปอน ไม่ว่าจะย่าน RCA หรือ ทองหล่อ แต่ในวันนี้หลังจากเคลียร์งานเสร็จเรียบร้อย เราออกไปนั่งที่ระเบียงห้องพร้อมเบียร์หนึ่งกระป๋อง จากนั้นก็เปิด Instagram ในโทรศัพท์ขึ้นมา ไล่ย้อนดูสตอรี่ที่เราเคยอัพโหลดลงไปในช่วงวันสงกรานต์ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

การทำแบบนี้เหมือนเราได้ย้อนเวลากลับไปสำรวจตัวเองที่ค่อยๆ เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี ความบ้าบอค่อยๆ ลดน้อยลงเรื่อยๆ จนเราถามคำถามกับตัวเองว่าถ้าปีนี้ไม่มีวิกฤติ COVID-19 นี้ เราในวัย 25 ปีจะยังสนุกกับปาร์ตี้วันสงกรานต์ได้มากน้อยแค่ไหน

เราเองก็ไม่รู้คำตอบเหมือนกัน สิ่งเดียวที่รู้จากการไล่ย้อนดูสตอรี่ Instagram ในครั้งนี้คือต่อให้เราจะพยายามรั้งความสนุกแบบเด็กๆ ไว้มากแค่ไหน แต่วันหนึ่งมันก็จะจากเราไปอยู่ดี โดยที่เราไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นถ้ายังมีเวลาก็จงสะสมวันไว้ให้มากที่สุด อย่างน้อยวันหนึ่งเมื่อได้กลับมาย้อนดูเหมือนที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ จะได้ไม่รู้สึกเสียดาย และยิ้มมีความสุขไปกับมัน

 


 

Day 27

16 April 2020

 

หลังจากที่ Work From Home มาเกือบหนึ่งเดือน วันนี้เป็นวันแรกที่เราได้กลับเข้าไปทำงานที่ออฟฟิศ เนื่องจากมีการประชุมสำคัญประจำเดือน ถึงแม้จะต้องตื่นเช้ากว่าทุกวันที่ผ่านมา แต่เรากลับรู้สึกลิงโลดอย่างน่าประหลาด เพราะว่าอย่างน้อยก็จะได้ออกจากกิจวัตรประจำวันซ้ำซากแบบนี้เสียที

จากที่เมื่อก่อนการต้องเข้าออฟฟิศมาทำงานตั้งแต่เช้า-ค่ำ 5 วันต่อสัปดาห์คือเรื่องน่าเบื่อที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนน่าจะเข้าใจกันเป็นอย่างดี แต่วิกฤติ COVID-19 ครั้งนี้ทำให้เรื่องสุดแสนธรรมดาที่เรามองข้ามมาโดยตลอด เช่นการพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน รับประทานข้าวเที่ยงด้วยกัน กลายเป็นเรื่องพิเศษที่ทำให้จิตใจอันเหี่ยวเฉาจากความเหงาตลอด 27 วันที่ผ่านมามีชีวิตชีวาขึ้น

อย่างน้อย COVID-19 ก็ทำให้รับรู้ว่าการทำงานที่คิดว่าน่าเบื่อแล้วนั้นยังเทียบไม่ได้เลยกับการที่ต้องแยกตัวจากสังคม ตัดขาดชีวิตแบบเดิมที่เคยทำมา ดังนั้นเมื่อสถานการณ์แบบนี้ผ่านพ้นไป เราคงกลับมาทำงานที่ออฟฟิศด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากเดิม ไม่มากก็น้อย

 


 

Day 35

24 April 2020

 

หลังจากที่ได้เข้าไปทำงานที่ออฟฟิศวันนั้น ชีวิตกลับเข้าสู่วงโคจรเดิมอีกครั้ง นั่นคือการที่ทั้งวันต้องอยู่แต่ในห้อง ซึ่งตอนนี้ถ้านับเวลาก็ล่วงเลยผ่านหนึ่งเดือนมาแล้ว ยอมรับตามตรงว่าสภาพจิตใจของเราไม่ค่อยดีนัก กิจกรรมที่เคยคิดว่าน่าจะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงนี้ไปได้เช่นการดู Netflix, การจัดปาร์ตี้ออนไลน์ ก็ดูน่าเบื่อไปหมด ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรเท่าไร

อาจจะเพราะในช่วงแรกเราอยู่ด้วยความรู้สึกที่ว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” กำลังใจจึงยังเต็มเปี่ยม แต่ในตอนนี้ต้องยอมรับความจริงแล้วว่าสถานการณ์แบบนี้น่าจะอยู่ไปอีกอย่างน้อยก็อีกหลายเดือน หรืออาจจะถึงหลักปี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะรู้สึกห่อเหี่ยว

นอกจากนั้นการเสพสื่อเยอะเกินไป และจมอยู่กับสิ่งเหล่านั้นทั้งวันยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้จิตใจเราแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เราต้องปรับสภาพจิตใจ รวมถึงวิธีคิดใหม่ทั้งหมด ยมอรับความจริงว่าสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้คือ “วิถีชีวิตแบบใหม่” ที่ต้องอยู่ร่วมกับมัน อย่างน้อยก็ตลอดปี 2020 นี้

 


 

Day 43

2 May 2020

 

วันนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 43 วันนับตั้งแต่เริ่มต้นการ Work From Home ที่เราจะได้เจอกับกลุ่มเพื่อนตัวเป็นๆ โดยนัดเจอกันที่ตอนโดแห่งหนึ่ง กิจกรรมก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเจอกันตอนบ่าย 3 โมง จิบเบียร์กันนิดหน่อย เล่น Playstation ด้วยกัน ออกไป Villa Market ซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารเย็นรับประทานร่วมกัน ก่อนจะแยกย้ายกันกลับในช่วง 3 ทุ่ม เพื่อให้ถึงบ้านก่อนเวลาเคอร์ฟิว

ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราคงบอกว่า “ปาร์ตี้นี้กร่อยมาก ไม่สนุกเลย” แต่ในตอนนี้ หลังจากผ่านการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่มา 43 วัน เรากลับรู้สึกอิ่มอกอ่มใจกับเหตุการณ์วันนี้มากๆ การได้พูดคุยกับเพื่อน หัวเราะไปด้วยกัน ที่เมื่อก่อนเคยเป็นเรื่องธรรมดา ตอนนี้มันกลับมีค่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ตอนนี้เราได้เรียนรู้แล้วว่า “ชีวิตธรรมดา” ที่เมื่อก่อนเราอาจจะรู้สึกไม่พอใจกับมันเท่าไรนัก มันคือสมบัติล้ำค่า เพียงแต่เรามองข้ามมันมาโดยตลอด ตอนนี้ก็ได้แต่หวังว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว เราทุกคนจะได้กลับไปมีความสุขกับชีวิตธรรมดาอีกครั้งหนึ่ง

ขอให้ทุกคนผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปด้วยกัน

จบการบันทึก

 


 

Related Stories

The Read

ON HAPPINESS: 4 แนวคิดของนักปรัชญาผ่านข้อถกเถียงที่ว่า ‘ความสุขคืออะไร’

จะแน่ใจได้อย่างไรว่าความรู้สึกดีที่คุณมีอยู่ตอนนี้คือ ‘ความสุขที่แท้จริง’

Read

The Read

HARUKI MURAKAMI: นักเขียนคนสำคัญแห่งโลกปัจเจกมีมุมมองต่อความเหงาของมนุษย์อย่างไร

ความเหงาคือความเจ็บปวด หรือเป็นเพียงห้วงอารมณ์ที่มนุษย์ต้องเรียนรู้

Read

The Read

RECONNECT WITH YOUR PARENTS: กระชับความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับพ่อแม่ให้เข้าใจกันยิ่งกว่าเดิม

เพราะนี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ที่จะหันกลับมาดูแล ‘รักแรก’ ของชีวิต

Read

0Shares
preloader