Arts

DANSE MACABRE

บทความโดย Oat Montien, Artist and Museologist, W.MINISTRY

Arts

DANSE MACABRE

14 March 2019

เริงระบำแห่งความตาย บทเพลงในฝีแปรงของหม่อมเจ้ามารศีฯ สู่กำมะหยี่บนแคทวอร์คของ Fly Now III

Spread the words

(1)

เรื่องเริ่มจากเหตุบังเอิญ

ดอกไม้สดหลากชนิดส่งกลิ่นหอมฉุนเข้าพุ่งชนจมูกของเราตั้งแต่ก้าวแรกผ่านประตูกระจกของหอศิลป์อย่างเร่งรีบ ห้องจัดแสดงงานหมุนเวียนที่เคยคุ้น ถูกฉาบด้วยสีแดงคริมสันเหมือนครรภ์ของมารดา ด้วยผ้ากำมะหยี่สีเดียวกันถูกขึงโยงลงจากเพดานสู่ชุดเฟอร์นิเจอร์ทรงยุโรปตรงกลางโถง และถึงแม้ว่าจะไม่มีใครนั่งอยู่บนชุดเก้าอี้นั้น เราสามารถรู้สึกได้ถึงน้ำหนักจากสายตาของหม่อมเจ้ามารศีสุขุมพันธุ์ บริพัตร จากภาพถ่ายท่านขนาดยักษ์ มองจรดลงบนบุเบาะพิมพ์ลายหลุยส์อย่างพอเหมาะพอดี ผมมองซ้ายมองขวาอย่างกระวนกระวาย ด้วยความที่ตอนแรกนึกว่าเราไปสายเสียจนเกินงาม แต่เมื่อได้พูดคนกับทีมงานที่ต้อนรับเราอย่างงงๆ ผมจึงถึงบางอ้อว่าตัวเองบังเอิญอ่านวันที่บนบัตรเชิญผิด! ผมหันไปขอโทษโจนัสที่โดนบังคับให้เหยียบคันเร่งผ่านดงรถติดมาส่งผม แต่ดันมาเร็วกว่ากำหนดไปหนึ่งอาทิตย์!

“ไม่เป็นไรนะ ถือว่าเราได้มาดูงานแบบ private view ละกัน” เขาหัวเราะ

เพื่อเป็นการทดแทนความบื้อของตัวเอง ผมพยายามอธิบายผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์หม่อมเจ้ามารศีฯ ในนิทรรศการนี้ให้เขาฟังอย่างสุดความสามารถ เริ่มจากความเห็นที่ว่า พระองค์ท่านเป็นหนึ่งในศิลปินไทยระดับโลกที่ถูกมองข้ามอย่างน่าเสียดาย อาจเป็นเพราะพื้นเพที่ทรงเป็นพระธิดาองค์เดียวที่ทรงได้รับการเลี้ยงดูในพระราชวงศ์ ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในสยาม ผลงานของท่านจึงได้รับทั้งการยกย่องและดูแคลนจากผู้คนในวงการศิลปะขณะนั้น ถึงกระนั้นท่านยังทรงวาดภาพสร้างงานจากประสบการณ์ของตนอย่างต่อเนื่องด้วยพระองค์เอง เกิดเป็นสไตล์แฟนตาซี เซอร์เรียล อันเป็นเอกลักษณ์ มีแรงบันดาลใจจากชีวิตในตำหนักที่ประเทศฝรั่งเศส ล้อมรอบไปด้วยพรรณไม้ พฤกษาหลากสีสันและสัตว์เลี้ยงนานาชนิด

อย่างไรก็ดี เมื่อเราเดินไปเรื่อยๆ ผมเริ่มสังเกตุเห็นความดาร์คที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆบนผืนผ้าใบบนผนัง ภาพของหัวกะโหลก ร่างกายที่เหี่ยวย่น สัตว์ป่าดุร้าย ความตาย และความน่าเกลียดน่ากลัว เหมือนจะแทรกซึมอยู่ภายใต้สีที่สดใสแฟนตาซี บอกใบ้ถึงคอนเซปท์ที่ลึกมากกว่าแค่ความโรแมนติก ในภาพจำจากนิทรรศการก่อนๆของท่าน

“ในนิทรรศการนี้ผมพยายามเลือกชิ้นงานที่ยังไม่เคยจัดแสดงมาก่อน และพยายามมองภาพรวมของงานทั้งหมดที่มีว่าท่านต้องจะสื่ออะไร ซึ่งเราจะเห็นว่า ในงานของท่านจะมีทั้งรายละเอียดที่วิจิตรงดงาม ผสมอยู่กับภาพของความเสื่อมสลาย โดยเฉพาะในผลงานช่วงหลังๆ ทำให้ตั้งออกมาเป็นชื่อนิทรรศการว่า Beauty and Ugliness: Aesthetic of Marsi”

ผศ. ดร. ศุภชัย อารีรุ่งเรือง ภัณฑารักษ์ประจำนิทรรศการบังเอิญผ่านมาพอดี และได้ให้เกียรติแวะเข้ามาอธิบาย อีกทั้งชี้ชวนเราให้ลองดูงานของหม่อมเจ้ามารศรีฯ ในมุมมองใหม่ ไม่เพียงผ่านตัวผลงานภาพวาดเท่านั้น แต่ผ่านการนำเสนอในแต่ละห้องที่ชูแนวคิด การใช้ชีวิตส่วนพระองค์ สภาพแวดล้อม รวมไปถึงเบื้องหลังกระบวนการทำงาน และทัศนคติต่อศิลปะของท่านด้วย

ดังนั้นนอกจากภาพจิตรกรรมที่สวยงามแล้ว เราจึงได้เห็นคลังแสงแห่งแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือวรรณกรรมสยองขวัญ และภาพกายภาพของโครงกระดูก ที่จัดแสดงเคียงกับภาพที่ว่าด้วยความตาย ในห้องธีม “Ugliness”, หรือในห้องธีม “Truth” ก็มีการจัดแสดงปูนปั้นสิ่งสะสมส่วนพระองค์ และ ภาพร่างที่ถูกเสก็ตช์ด้วยดินสอ ก่อนที่จะนำไปทาบลงสีบนผ้าใบ เป็นต้น

ที่สำคัญเลยคือมีมุมตู้โบราณที่จัดแสดงแผ่นเสียงและโน้ตดนตรีของท่านจำนวนมากมาย: The Seasons, Op.8 ของ Vivaldi, Requim Allemano ของ Brahms, โอเปร่า Madame Butterfly ของ Puccini, La Traviata ของ Verdi, โน้ตเพลง Nocturnes ของ Chopin ฯลฯ แน่นอนว่ามันเป็นส่วนที่โจนัสให้ความสนใจเป็นพิเศษในฐานะนักเปียโน

“She had a great taste!”

นอกจากนี้เขายังสังเกตเห็นว่าหลายๆภาพเขียนของท่าน บังเอิญมีการตั้งชื่อเป็นชื่อเพลงบรรเลงฝรั่งเศส อย่าง Danse Macabre, Noah’s Ark, Death and The Maiden เป็นต้น

“มันคงเยี่ยมไปเลย ถ้ามีโอกาสทำให้รูปภาพเหล่านี้ให้กลับฟื้นคืนชีวิตด้วยบทเพลงที่ท่านทรงโปรด” โจนัสพูดอย่างตื่นเต้น

ในห้องสุดท้าย มีวีดีทัศน์ The Day The Piano Arrives โชว์ซีนสั้นๆในวันที่เปียโนหลังใหญ่ถูกนำมาส่งในตำหนักของหม่อมเจ้ามารศีฯ พระพักตร์ของท่านส่องสว่างด้วยความสุข ขณะที่ปลายนิ้วพระหัตถ์เริงระบำอย่างแช่มช้าบนแป้นคีย์บอร์ด บรรเลงเมโลดี้สั้นๆที่เปี่ยมไปด้วยความรัก

ด้านหน้าวิดีทัศน์นั้น ผมหลับตาแล้วอธิฐาน…
(2)

ไม่กี่วันหลังจากนั้น ทีมงานทาง Fly Now III โทรมาหาผมเพื่อคอนเฟิร์มการว่าจ้าง ให้โจนัสทำเพลงสำหรับแฟชั่นโชว์เสื้อผ้า Haute Couture 14 ชุดที่ได้แรงบันดาลใจจากอัจฉริยภาพของแนวคิดและผลงานของท่านหญิงมารศีฯ โดยเขามีเวลาแต่งเพลงและฝึกให้เพอร์เฟคเพียง 5 วันเท่านั้น

“ต้องทำให้ปังมากๆนะ” ปลายสายเน้นย้ำ

งานนี้ผมจึงต้องรับบทมากกว่าเพื่อน กลายมาเป็นกึ่งผู้จัดการที่ต้องอธิบายคิวงาน ลำดับการเปลี่ยนคิวทั้ง 6 ช่วง ช่วงละ 3 นาที

นอกจากนี้ในวันนั้นเขาจะต้องทำการแสดงสองรอบ โดยรอบแรกจะมีผู้ชมเพียงคนเดียว นั่นคือ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์

โจนัส เลือกที่จะเล่นเพลง “Danse Macabre” หรือ “เริงระบำแห่งความตาย”

“จริงๆแล้วเริงระบำแห่งความตายถูกใช้เป็นหัวข้อของงานศิลปะมาตั้งแต่ยุคมืดของยุโรปช่วงศตวรรษที่ 15 โน้น” โจนัสอธิบาย “ในภาพเขียนมักจะปรากฏโครงกระดูกของคนต่างชั้นวรรณะ 6 ตัว ตั้งแต่สังฆราช, พระราชา ยัน กรรมกรและเด็ก พวกเขาจะกลับขึ้นมาจากหลุมเพื่อเต้นระบำ แสดงนัยยะถึงความตายที่ไม่เลือกชนชั้น และใคร่ครวญความอจิรังของชีวิตอย่างเย้ยหยัน ในงานของมารศียูก็จะเห็นตัวละครเหล่านี้เช่นกัน” เขาชี้ให้ผมดูภาพชื่อ Danse Macabre ของหม่อมเจ้ามารศีฯ ในหนังสือ ครึ่งหนึ่งของภาพถูกปกคลุมด้วยทรงของกิ่งก้านต้นไม้สีดำที่งอกออกมาจากโครงกระดูก ใจกลางภาพ ในมือของโครงกระดูกนั้นมีกุหลาบแดงที่กำลังร่วงโรยอยู่ และถ้าละลายตาลงมาตามกลีบของมัน เราก็จะเห็นร่าง 6 ร่างกำลังเต้นระบำอยู่จริงๆ

โจนัสบอกว่าเพลงนี้มีหลายเวอร์ชั่นมาก แต่หนึ่งในนั้น (ที่ดังที่สุด) บังเอิญเป็นเพลงที่เขาชอบมากที่สุด เป็นบทประพันธ์ของ Saint-Saëns แต่งขึ้นขึ้นในปี ค.ศ. 1874 ที่ปารีส เป็นเพลงลักษณะที่เรียกว่า Symphonic poem หรือบทกลอนเพื่อดุริยางค์ มีความต่างจากซิมโฟนี หรือโซนาตร้า ซึ่งมักจะเล่นกันเต็มๆสามองค์ แต่บทกลอนเพื่อดุริยางค์จะเป็นเพลงบรรเลงที่ไม่ยาวมาก มีเรื่องราวให้ติดตาม และแต่งขึ้นเพื่อความเพลิดเพลินเป็นหลัก ในเพลงพวกนี้มักจะมี เสียงประกอบที่ทำให้เห็นภาพ เช่น ใน Danse Macabre จะเริ่มด้วยเสียงนาฬิกาตีบอกเวลาเที่ยงคืน มีการแทรกเสียงไซโลโฟนที่เลียนแบบเสียงเต้นของโครงกระดูกกร็องแกร็ง มีการเทียบเคียงเสียงสูงเป็นสีโทนสว่าง เสียงต่ำเป็นสีโทนมืดมัว เป็นต้น สำหรับแฟชั่นโชว์ Marsi x Flynow III โจนัสตั้งใจที่จะผสมเพลงเวอร์ชั่นนี้ และของ Henri Cramer กับ Franz Liszt เข้าด้วยกัน และสร้างบีทขึ้นมาใหม่ต่างกัน 6 ช่วง แต่ละช่วงได้แรงบันดาลใจจากลักษณะของภาพท่านหญิง “จังหวะจากเสียงนกร้อง จังหวะWaltz จากภาพงานเต้นรำ ส่วนช่วงท้ายเป็นจังหวะร่วมสมัยแบบแฟชั่นทีวี” เขายิ้ม “งานนี้ต้องสนุกแน่ๆ”
ผมตื่นอยู่ถึงรุ่งสางเป็นเพื่อนโจนัส ขณะเขาทยอยอัดเสียงเปียโนและตัดแปะซาวนด์ต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อสร้าง Backing track เราฆ่าเวลาด้วยการพยายามเดากันว่าทำไมเพลงนี้ถึงเป็นบทเพลงที่หม่อมเจ้ามารศีฯ ทรงเลือกมาตั้งชื่อภาพ แต่มันเป็นเรื่องยากเนื่องจากงานชิ้นนี้บังเอิญเป็นหนึ่งในชิ้นงานที่ไม่ระบุปี ทำให้ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าท่านสร้างมันขึ้นในช่วงไหนของชีวิต มิหนำซ้ำ ธีมที่ว่าด้วยบทสนทนาระหว่างชีวิตและความตายของท่านยังโผล่มาให้เห็นอยู่ตลอด ตั้งแต่ช่วงแรกๆ เช่น ภาพหญิงสาวผู้สมรสกับความตายใน (Death and the Maiden I) ในปี ค.ศ. 1969, ทรงวาดภาพนาฏกรรมแห่งความตาย (Commedia della Morte) ในปี ค.ศ. 1980, ภาพกำแพงที่แบ่งแยกฝากภพของสวรรค์และนรก (Le Mur) ในปี ค.ศ. 1985, หรือแม้กระทั่งภาพท้ายๆอย่าง The Mystical Marriage of Prince Noui Noui at Vellara เราก็สามารถเห็นร่าง 6 ร่าง ละม้ายคล้ายกับในภาพ Danse Macabre กำลังเริงระบำอยู่ด้านขวาไกลๆ ซึ่งภาพนี้ถูกวาดขึ้นในปี ค.ศ. 2003 เพียงหนึ่งปีก่อนที่พระองค์ทรงประชวร ทำให้ไม่ทรงสามารถวาดภาพได้เหมือนเดิมอีก และ 10 ปีต่อมา หม่อมเจ้ามารศีฯ ก็สิ้นชีพิตักษัยอย่างสงบที่พระตำหนัก Vellara ในภาพนั่นเอง
(3)

คุณลิ้ม-สมชัย ส่งวัฒนา ให้สัมภาษณ์ว่า Flynow III กับท่านหญิงมารศีมีความเชื่อมโยงกัน “เรียกได้ว่าไม่ได้ทำงานเพื่อสนองความต้องการของตลาด แต่เป็นการทำงานจากพลังภายในใจ เป็นจิตวิญญาณของท่านจริงๆ” แต่นอกจากอินเนอร์แล้ว เราจะยังสามารถเห็นความเชื่อมโยงจากภาพวาดในนิทรรศการมาสู่ดีเทลในการตีความในแฟชั่นโชว์นี้ได้อย่างเด่นชัด ตั้งแต่พร็อพโต๊ะเก้าอี้ทรงยุโรปที่กระจายตามจุดต่างๆ หรือแม้กระทั่งตุ๊กตาสัตว์ขนาดใหญ่ที่ประดับประดาด้วยดอกไม้ประดิษฐ์ ทุกอย่างล้วนดูเหมือนหลุดออกมาจากอาณาจักรแห่งจินตนาการของหม่อมเจ้ามารศรีฯ ทั้งสิ้น

เวลา 19:40 น. เสียงนาฬิกาตีบอกเวลาดังขึ้นในหอศิลป์ มีเพียงผมและทีมงานเท่านั้นที่รู้ว่าเสียงนี้คือสัญญาณของการเริ่มโชว์ ไม่นานนักเสียงนกร้องจึงแซ่ซ้องออกมาจากลำโพง พร้อมกับเสียงเปียโนเล่นสดช้าๆ ค่อยๆปลุกให้ภาพวาดบนผนังดูเหมือนมีชีวิตขึ้นมาในบัดดล นางแบบสูงสง่าในชุดปักเลื่อมค่อยๆทยอยเดินออกมาท่ามกลางเหล่าแขกเรื่อในห้องจัดแสดง พวกเธอเดินไปยืนอ้อยอิ่งหน้าเพนท์ติ้งบ้าง เดินไปนั่งตรงเก้าอี้บ้าง ชุดของพวกเธอยาวกรุยกรายกองอยู่กับพื้นบ้าง บางคนก็มีช่างแต่งหน้าโผล่มาเติมแก้ม บ้างก็ไปนั่งกับช่างทำผม สองสามคนเดินไปหลังบานไม้ฉลุแล้วเปลี่ยนชุดกันตรงนั้นเลย! ปล่อยให้ผู้ชมถ่ายรูปสิ่งที่กำลังเกินขึ้นอย่างตื่นเต้น คอยดูพวกนางถูกแต่งตัวและค่อยๆปะติดปะต่อเหตุการณ์ “เบื้องหลัง” ที่ถูกกำลังแสดง “ต่อหน้า” พวกเรา

คอนเซ็ปต์ของโชว์นี้ล้อเลียนกับสุนทรียะของ “Beauty and Ugliness” พลางตั้งคำถามว่าอะไรคือสวย? ต้องมองอย่างไรและเมื่อไรถึงจะสวย? หรือว่า ความน่าเกลียดนั้นไม่สามารถแยกออกจากความสวยได้ ประหนึ่งหยินแหละหยาง ความตายและชีวิต?

ในส่วนของแบบเสื้อผ้านั้น เห็นได้ว่าดีไซเนอร์เน้นนำภาพเขียนของหม่อมเจ้ามารศีฯ มาพิมพ์ลงผ้าเป็นหลัก ความน่าสนใจจึงไปอยู่ที่การเลือกใช้เนื้อผ้าที่ดูหรูหราอย่างกำมะหยี่ กับผ้าไหม และการปล่อยผ้าให้ทิ้งน้ำหนักตัวลงในทรงเดรสที่ร่วมสมัยแต่ก็คงความเลอค่าแบบเจ้าหญิง บวกกับสไตลิ่งเวอร์วังกึ่งแฟนตาซี นางแบบสวมหูเอลฟ์ งานเครื่องประดับปักเลื่อมสีรุ้ง ซึ่งให้กลิ่นอายความเป็น Gucci ไม่น้อย
ตลอด 15 นาทีของโชว์ บรรดาผู้ชมสามารถเดินตามการเคลื่อนไหวที่ยั่วยวนขี้เล่นของนางแบบ สำหรับผมมันเป็นการเคลื่อนไหวที่ล้อมาจากท่าทีกึ่งอิโรติคของรูปผู้หญิงนู้ดในภาพบนผนัง ชวนให้มองเห็นภาพหลอนว่านางอัปสรเหล่านั้นกลับมีชีวิตขึ้นมาในโมงยามต้องมนตร์นี้ จวบจนช่วงฟินาเล่ห้านาทีสุดท้าย จังหวะเพลงจึงเปลี่ยนไปเป็นบีทโมเดิร์นที่ดุดันขึ้น เป็นสัญญาณให้นางแบบทุกๆคนเดินเรียงแถวแล้วเดินไปที่ห้องแรกของนิทรรศการ เมื่อแขกทุกๆคนเดินตามพวกนางไปถึงห้องนั้น เราจึงได้เห็นโจนัสในเสื้อนอกสีขาวนวล นั่งบรรเลงเพลง Danse Macabre คลอไปกับซาวนด์อิเล็กทรอนิกส์อย่างละเมียดละไมบนแกรนด์เปียโนสีดำตัวใหญ่ สายตาของเขาส่งไปสู่หญิงสาวคนสำคัญตรงกลางห้อง เธอสวมหน้ากากปักเลื่อมชุดคลุมกำมะหยี่สีแดงและกระโปรงผ้าชีฟองพองโตสีดำ เราจะเห็นว่าเธอกำลังตัดแปะภาพวาดหลายสิบแผ่น ขณะที่นางแบบคนอื่นค่อยๆเดินมานั่งลงบนชุดโซฟาโบราณล้อมรอบตัวเธอ ในภาพสุดท้ายนี้เองเราถึงได้รับเฉลยว่า นางแบบสาวใต้หน้ากากนั้นเปรียบเสมือนพระปรีชาญาณของเจ้าหญิง ที่กำลังสร้างผลงานชิ้นโบว์แดงของท่านในห้องจัดแสดงแห่งนี้ (ขนลุก!)

ขณะที่ชมการแสดงฟินาเล่นั้น ผมไม่อยากจะเชื่อว่าทุกอย่างเกิดอย่างลงตัวด้วยความบังเอิญ แต่ในทางกลับกัน ผมอยากจะเชื่อว่า ท่านหม่อมเจ้ามารศีฯ คงกำลังสดับฟังอยู่ในสรวงสวรรค์สักภพภูมิหนึ่งเป็นแน่

Related Stories

Horology

BLANCPAIN AND SÜHRING CELEBRATE THE ART OF LIVING

เรื่องราวของการรังสรรค์เรือนเวลาและศาสตร์การปรุงอาหารขั้นสูง

Read

Through the Lens

THROUGH THE LENS OF FAN HO: 1950s-1960s HONG KONG

รำลึกความหลังบรรยากาศฮ่องกงในอดีต ผ่านผลงานของ “แฟน โฮ” ช่างภาพในตำนาน

Read

Query & Advice

HOW TO PULL OFF SLEEVELESS T-SHIRTS

กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ “Query & Advice” พื้นที่สนทนาที่เราจะมาไขข้อสงสัยให้คุณทุกวันศุกร์

Read

0Shares
preloader