Silver Screens

COMING OF AGE: “หนังข้ามผ่านวัย” ชั้นยอด 6 เรื่อง ที่สะท้อนความเจ็บปวดวัยรุ่นแต่ละยุค

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

Silver Screens

COMING OF AGE: “หนังข้ามผ่านวัย” ชั้นยอด 6 เรื่อง ที่สะท้อนความเจ็บปวดวัยรุ่นแต่ละยุค

24 June 2020

ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยใด เป็นวัยรุ่นก็เหนื่อยด้วยกันทั้งนั้นแหละ

 

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์หลายเรื่อง

“เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย”

“วัยรุ่นคือช่วงวัยที่เจ็บปวดที่สุด”

เราในวัย 25 ที่กำลังนั่งเขียนบทความนี้อยู่รู้สึกเห็นด้วยกับประโยคนี้อย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าประสบการณ์ทำงาน 3 ปีหลังจบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยมาจะเล่นงานเราแทบปางตายหลายครั้งหลายหนอยู่เหมือนกัน แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงชีวิตวัยรุ่นที่ร่างกายยังถูกห่อหุ้มด้วยเครื่องแบบนักเรียน ความรู้สึกในตอนนั้น…เรายังคิดว่ามันหนักหนากว่าตอนนี้พอสมควร

ใช่…ปัญหาที่เผชิญในตอนนั้นมันอาจจะดูเล็กน้อยมากถ้ามองผ่านเลนส์ความเป็นผู้ใหญ่ในตอนนี้ เล็กน้อยเสียจนอยากย้อนเวลากลับไปเบิร์ดกะโหลกตัวเองสักที

“มึงจะเครียดกับเรื่องแค่นี้ทำไมนักหนาวะ”

เรื่องที่ทำให้เสียน้ำตาก็หนีไม่พ้นเรื่องความรัก, เพื่อน, ครอบครัว, หรือการเรียน ที่เมื่อนำมาเทียบกับเรื่องรายได้ลดลงเพราะวิกฤติ COVID-19 จนเหลือแทบไม่พอจ่ายค่าเช่าห้อง ช่างดูห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว

คำถามคือ…ทำไมเรื่องเล็กน้อยถึงเป็นเรื่องใหญ่เท่าชีวิตสำหรับเราในตอนนั้น

จริงอยู่ที่ปัญหาในตอนนั้นอาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าตัวเราก็เล็กไม่แพ้กัน ยังต้องแบมือขอเงินค่าขนมไปวันๆ เลี้ยงตัวเองยังทำไม่ได้เลย แต่กลับต้องแบกโลกทั้งใบเอาไว้บนบ่า นอกจากนั้นยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบอะไร ความฝันคืออะไรกันแน่ แต่กลับต้องตัดสินใจเลือกอนาคตตั้งแต่อายุยังไม่ครบ 18 

นี่แหละคือความเจ็บปวดที่วัยรุ่นต้องเผชิญ ความรู้สึกหวานอมขมกลืนก่อนที่จะกลั่นออกมาเป็นประสบการณ์ล้ำค่า ครั้งนี้เราจะพาทุกคนย้อนกลับไปหามันอีกครั้ง โดยใช้ยานพาหนะเป็นหนังข้ามผ่านวัย หรือ Coming of Ages 6 เรื่องจาก 6 ยุคสมัย 

 


 

’60s

The Graduate (1967)

 

นอกจากการแสดงอันยอดเยี่ยมถึงขั้นเข้าชิงรางวัลออสการ์ของ ดัสติน ฮอฟแมน และบทเพลง The Sound of Silence ของศิลปิน Simon & Garfunkel  ที่พาให้ผู้ชมดำดิ่งเข้าไปในห้วงอารมณ์ของตัวละครแล้ว The Graduate ยังถูกยกย่องในฐานะหนึ่งในภาพยนตร์ที่บอกเล่าการข้ามผ่านช่วงวัยได้ “จริง” และ “แยบคาย” ที่สุดอีกด้วย

ภาพยนตร์จากปี 1967 เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของ เบน เบร็ดด็อก นักศึกษาหนุ่มจบใหม่วัยเพิ่งบรรลุนิติภาวะ กับเรื่องราวที่เขาต้องเผชิญระหว่างกลับมาพักผ่อนที่บ้านในช่วงรอเรียนต่อปริญญาโท 

อย่างไรก็ตามความคิดเรื่องการเรียนต่อปริญญาโทนั้นเป็นความคิดที่ครอบครัวและคนรอบข้างของ เบน  คาดหวังว่าเขาจะต้องทำ ในขณะที่ตัวเขาเองนั้นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เขาไม่ได้อยากเรียนต่ออีกแล้ว โดยสิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องในฉากงานเลี้ยงต้อนรับกลับบ้าน เบน โดนรัวคำถามเรื่องอนาคตใส่แบบไม่ยั้งจากเหล่ามิตรสหายของพ่อกับแม่ที่เขาเองยังแทบจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำ

นอกจากนั้นหนังยังบอกกับคนดูอย่างชัดเจนถึงความคิดของ เบน ในช่วงเวลาดังกล่าว ที่เรียกได้ว่าอยู่ในช่วงสับสนตัวเอง เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาทำตามคำสั่งของคนอื่นมาตลอด ใช้ชีวิตตามครรลองที่ครอบครัวต้องการโดยไม่บิดพริ้ว แต่ในตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่แล้ว ชีวิตต่อจากนี้อยากจะกำหนดมันด้วยตัวเอง แต่เขาก็ยังไร้เดียงสาเกินไปที่จะรู้ว่าตัวเองจะเดินไปในทิศทางไหน 

ความสับสนในตัวของ เบน นำไปสู่พฤติกรรมก้าวร้าว ต่อต้านสังคม ที่เขาค่อยๆ เผยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มสูบบุหรี่ หรือแม้แต่การเป็นชู้กับภรรยาคนอื่น ราวกับ เบน ต้องการบอกกับโลกใบนี้ว่า

“นี่แหละคือตัวตนของผม เลิกยุ่งกับผมสักที เลิกบอกว่าผมควรจะทำอะไรได้แล้ว!”

 

60s coming of age movie, The Graduate (1967)

 

ในช่วงครึ่งแรกของภาพยนตร์ ข้อความที่ผู้กำกับ ไมค์ นิโคล ต้องการจะส่งผ่านให้ผู้ชมรับรู้คือการที่ตัวละคร เบน หลงอยู่ในโลกแห่งความคาดหวังของผู้ใหญ่ เหมือนเป็นเครื่องจักรที่คอยแต่ป้อนคำสั่งให้ทำตามตลอดเวลา นั่นทำให้ไม่มีตัวละครไหนเลยที่อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับ เบน 

จนกระทั่งภาพยนตร์ดำเนินไปจนถึงช่วงกลางเรื่อง เอเลน โรบินสัน อีกหนึ่งตัวละครสำคัญ ก็ปรากฏตัวขึ้น เอเลน เป็นหญิงสาวที่อยู่ในวัยเดียวกับ เบน นอกจากนั้นทั้งคู่ยังมีปูมหลังที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย นั่นคือการที่เป็น “เครื่องจักรรับคำสั่ง” ของผู้ใหญ่มาตั้งแต่จำความได้

เบน กับ เอเลน ตกหลุมรักกันอย่างรวดเร็ว ราวกับทั้งคู่เป็นชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ต่างเติมเต็มช่องว่างที่เว้าแหว่งในจิตใจซึ่งกันและกัน โดยในประเด็นนี้เมื่อผู้ชมทุกคนมองย้อนมาที่ตัวเองสมัยอดีตก็คงไม่ต่างกันนัก ในวัยเรียนความรักคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าโลกทั้งใบ นั่นก็เพราะนี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่มีคนมองเราอย่างที่ตัวเราเองเป็นจริงๆ ไม่ใช่อย่างที่สังคมต้องการให้เป็น การถูกยอมรับคือเรื่องที่วัยรุ่นทุกคนโหยหาเสมอ

อย่างไรก็ตามความรักระหว่าง เบน กับ เอเลน ก็ต้องพบเจอกับอุปสรรคสำคัญ ซึ่งก็หนีไม่พ้นเรื่องครอบครัว และมันก็นำไปสู่ฉากจบซึ่งถือเป็นหนึ่งในฉากจบที่ดีที่สุดในโลกภาพยนตร์ 

เอลเลน จำใจต้องแต่งงานกับผู้ชายอีกคนที่เธอไม่ได้รัก ในขณะที่ เบน ก็รัก เอเลน มากจนไม่อาจยอมปล่อยมือเธอไปได้ เขาจึงตัดสินใจไปชิงตัวเธอจากงานแต่งงาน เหตุการณ์วุ่นวายโกลาหล แต่สุดท้าย เขาก็ทำสำเร็จ เบน กับ เอเลน ในชุดเจ้าสาววิ่งหนีขึ้นมาบนรถบัสประจำทาง โดยในตอนแรกใบหน้าของทั้งคู่อาบไปด้วยรอยยิ้ม แต่หลังจากที่รถเคลื่อนที่ไปได้สักพักรอยยิ้มก็เริ่มหายไป เหลือไว้เพียงร่องรอยแห่งความกังวล ก่อนที่เพลง The Sound of Silence ของศิลปิน Simon & Garfunkel จะบรรเลงขึ้นมา และหนังก็ตัดจบไป 

ถึงจะไม่ได้สื่ออกมาโดยตรง แต่เราก็ค่อนข้างแน่ใจว่าข้อความที่ผู้กำกับ ไมค์ นิโคล ต้องการจะบอกกับผู้ชมก็คือ 

“แล้วยังไงต่อล่ะ”

ใช่…มันอาจจะดูเหมือนการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ ชีวิตที่อิสระเสรีของ เบน กับ เอเลน กำลังเริ่มต้นขึ้น แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าทั้งคู่เป็นแค่เด็กจบใหม่จากรั้วมหาวิทยาลัยเท่านั้น ยังหาเงินเลี้ยงตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ หลังจากนี้พวกเขาจะทำอย่างไรกับเส้นทางที่ตัดสินใจเลือกเดิน จะเข้มแข็งพอหรือเปล่ากับโลกที่ต้องอยู่ด้วยตัวเองโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแลอีกต่อไป…นี่น่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ในห้วงความคิดของทั้งคู่ขณะที่รสบัสค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป

 


’70s

Breaking Away (1979)

 

ถึงแม้จะเป็นภาพยนตร์ที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงในบ้านเราเท่าไรนัก แต่การที่ Breaking Away ภาพยนตร์จากปี 1979 ผลงานการกำกับของ ปีเตอร์ เยเตส เรื่องนี้คว้ารางวัลออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมได้สำเร็จ ก็น่าจะพอยืนยันถึงความยอดเยี่ยมของมันได้ในระดับหนึ่ง

“Breaking Away มาด้วยพล็อตเรื่องแสนเรียบง่าย แต่เลือกที่จะขับเน้นอารมณ์ความรู้สึกที่เรียกว่า ‘เมจิค โมเม้นท์’ ผ่านตัวละครและเหตุการณ์ต่างๆ แทน”  โรเจอร์ อีเบิร์ต นักวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังจาก Chicago Sun Times

Breaking Away บอกเล่าเรื่องราวช่วงชีวิตหลังเรียนจบมัธยมปลายของกลุ่มเด็ก 4 คนในเมือง บลูมมิงตัน รัฐอินเดียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ถึงแม้เวลาจะล่วงไปกว่า 1 ปีแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงใช้ชีวิตหลักลอย มักจะรวมตัวกันที่อ่างเก็บน้ำร้างในเมือง เนื่องจากยังไม่รู้ว่าชีวิตต่อจากนี้จะเดินไปในทิศทางไหนต่อดี

 

70s coming of age movie, Breaking Away (1979)

 

เรียกได้ว่าเป็นพล็อตหนังก้าวผ่านวัยแบบดั้งเดิม กับประเด็นการค้นหาตัวตนของวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่เต็มไปด้วยความฝัน โดยเฉพาะตัวละคร เดฟ หนึ่งในกลุ่มเด็กที่หลงใหลการปั่นจักรยานและวัฒนธรรมของประเทศอิตาลีแบบถอนตัวไม่ขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ เดฟ ต้องทะเลาะกับผู้เป็นพ่ออยู่บ่อยครั้ง แต่โชคยังดีที่ฝ่ายแม่ยังเข้าใจสิ่งที่ลูกต้องการ

 “เขาไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยทุกข์ร้อนอะไรเลย”

“เพราะเขายังเด็กไงล่ะ”

“ตอนที่ผมยังเด็กผมทั้งเหนื่อยและเต็มไปด้วยความเศร้าหมอง”

หนึ่งในบทสนทนาระหว่างพ่อกับแม่ที่พูดถึง เดฟ

“ความขัดแย้ง” คือประเด็นในภาพยนตร์เรื่อง Breaking Away ที่เราชื่นชอบที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการขัดแย้งระหว่างวัย ฝ่ายหนึ่งอยู่ในวัยที่เต็มไปด้วยความฝัน ส่วนอีกฝ่ายความฝันเหมือนจะดับมอดไปแล้ว และไม่เข้าใจว่าความฝันหล่อเลี้ยงชีวิตได้อย่างไร

นอกจากนั้นยังมีความขัดแย้งเรื่องชนชั้นอีกด้วย โดยในเรื่องกลุ่มตัวละครเอกนั้นจะถูกเรียกว่า “Cutters” (เป็นคำแสลงที่หมายถึงการทำงานในเหมือง) เนื่องจากพวกเขาเป็นลูกหลานของคนงานในเหมือง ไม่ได้มีฐานะดีนัก โดยในตอนแรกพวกเขาดูจะไม่ค่อยชอบใจนักกับฉายานี้

อย่างไรก็ตามในตอนท้ายเรื่อง เดฟ ได้สกรีนคำว่า Cutters ลงบนเสื้อยืดที่เขาสวมใส่เข้าแข่งขันปั่นจักรยาน เป็นการบอกทุกคนรวมถึงผู้ชมให้ได้รับรู้ว่าทุกคนไม่มีทางหนีอัตลักษณ์ต้นกำเนิดของตัวเองได้ ทางที่ดีที่สุดคือการยืดอกรับมันอย่างภาคภูมิใจเท่านั้น

เมื่อภาพยนตร์จบลง เครดิตทีมงานบนพื้นหลังสีดำเริ่มไหลไปเรื่อยๆ หนึ่งสิ่งที่ชัดเจนในความรู้สึกเราก็คือ ไม่ว่าจะกฎเกณฑ์ทางสังคมหรือความขัดแย้งใดๆ สำหรับวัยรุ่นมันช่างไร้สาระเสียเหลือเกิน เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่พันธนาการความฝันและอัตลักษณ์ในตัวเองไม่ให้สามารถ Breaking Away โบยบินได้ดั่งใจนึก

ดังนั้นตราบใดที่ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน การรู้จัก “ช่างแม่ง” ไปเสียบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย

 


’80s

The Breakfast Club (1985)

 

“และเหล่าเด็กๆ ที่คุณรังเกียจ ทั้งๆ ที่พวกเขาพยายามเปลี่ยนโลกของเขาให้มีภูมิต้านทานต่อความเห็นของคุณ พวกเขาตระหนักว่าพวกเขาจะต้องเจออะไร” – เดวิด โบวี่

The Breakfast Club ภาพยนตร์จากปี 1985 เลือกเปิดเรื่องด้วยวลีอมตะของร็อกสตาร์ชื่อก้องโลกอย่าง เดวิด โบวี่ ซึ่งถ้าดูไปจนจบผู้ชมจะเข้าใจถึงเหตุผลของผู้กำกับ เนื่องจากประโยคดังกล่าวแทบจะครอบคลุมข้อความทั้งหมดที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะสื่อ

The Breakfast Club เล่าเรื่องราวของกลุ่มเด็กมีปัญหา 5 คน ที่จำใจต้องมาทำกิจกรรมในวันหยุดสุดสัปดาห์ด้วยกันที่โรงเรียน และนับตั้งแต่วินาทีแรกของเรื่อง หนังก็ค่อยๆ พาผู้ชมไปเคาะประตูทำความรู้จักเหล่าเด็กๆ ทีละคน รับรู้ถึงปัญหาที่ซ่อนอยู่ในจิตใจ เหมือนกับการค่อยๆ ปอกเปลือกส้มออกทีละนิด

ในฐานะผู้ชมที่มีอายุมากกว่าตัวละครในหน้าจอเกือบ 10 ปี ช่วงแรกของหนังต้องยอมรับว่าเรารู้สึกรำคาญตัวละครทุกตัวในเรื่องเหลือเกิน

“เป็นอะไรกันนักหนา”

เนื่องจากพฤติกรรมบ้าหลุดโลกของแต่ละคน ที่เหมือนต้องการแหกกฎสังคม (ในที่นี้หมายถึงโรงเรียน) อยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ เรากลับรู้สึกค่อยๆ คล้อยตามตัวละครเด็กทั้ง 5 ไปทีละนิด จนสุดท้ายความคิดของเราก็มาอยู่ในฝั่งเดียวกับพวกเขาโดยไม่รู้ตัว

 

80s coming of age movie, The Breakfast Club (1985)

 

เด็กทั้ง 5 ไม่ใช่พวกไร้เหตุผล แต่มีสาเหตุที่ทำให้พวกเขาต้องแสดงพฤติกรรมดังกล่าวออกมา ซึ่งล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับ “ผู้ใหญ” แทบทั้งสิ้น บ้างก็โดนกดดัน ต้องเชื่อฟังคำสั่งมาทั้งชีวิต บ้างก็โดนเมินราวกับไม่มีตัวตน หรือบ้างก็ร้ายแรงถึงขั้นเผชิญหน้ากับความรุนแรงในครอบครัว และเพื่อโต้ตอบต่อสิ่งที่ตัวเองประสบ พวกเขาจึงเลือกวิธีการที่อาจจะดูไม่น่ารักนักในมุมมองของผู้ใหญ่ นั่นคือ “การเรียกร้องความสนใจ”  

ข้อความสำคัญที่สุดที่เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ต้องการจะบอกกับผู้ใหญ่ในเรื่อง และรวมถึงทุกคนที่รับชมภาพยนตร์เรื่อง The Breakfast Club ก็คือ

“เลิกมองพวกเราและตัดสินแค่ผิวเผินสักที พวกเราไม่ใช่แค่นักกีฬา ควีนงานพรอม อันธพาล เด็กเนิร์ด หรือตัวประหลาด ใช่…มันอาจจะง่ายที่จะจำกัดความพวกเราสั้นๆ แบบนี้ แต่พวกเราคือมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีชีวิตในหลายมิติ มีความฝัน มีความรัก เช่นเดียวกับพวกคุณ”

มุมมองที่ผู้ใหญ่มองลงมาที่เด็กเหล่านี้มีแค่มิติเดียว แต่มุมมองที่พวกเขามองด้วยกันเองนั้นครอบคลุมในทุกมิติ ดังนั้นเด็กทั้ง 5 ที่แรกเจอหน้าเกลียดกันเข้าไส้ จึงค่อยๆ ทำความเข้าใจกัน ยอมรับข้อเสียซึ่งกันและกัน ก่อนจะตบหน้าเตือนสติผู้ใหญ่ทุกคนที่กำลังชมภาพยนตร์อยู่ด้วยประโยคว่า

“อย่าโตไปเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่เราเคยเกลียด”

ในสมัยที่ทุกคนเป็นเด็กน่าจะเคยมีประสบการณ์ร่วมกับเหล่าตัวละครในเรื่อง รู้สึกรำคาญผู้ใหญ่ที่คอยเอาแต่ตัดสินและบงการ ในตอนนี้ที่คุณเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วล่ะ ลองถามตัวเองดูดีๆ ว่าจิตใจของคุณนั้นด้านชาจนกลายไปเป็นผู้ใหญ่ในแบบที่ตัวคุณเองเคยเกลียดสมัยเด็กไปแล้วหรือเปล่า

 


 

’90s

Trainspotting (1996)

 

“เลือกใช้ชีวิต เลือกงาน เลือกครอบครัว เลือกโทรทัศน์เครื่องใหญ่ เลือกเครื่องซักผ้า เลือกรถ เลืกกินอาหารขยะ….แต่ทำไมต้องเลือกสิ่งเหล่านี้ด้วยล่ะ” บางส่วนจากประโยคเปิดของภาพยนตร์เรื่อง Trainspotting

คำว่า Trainspotting นั้นเป็นคำแสลงที่หมายถึงกลุ่มวัยรุ่นที่วันๆ เอาแต่จ้องมองรถไฟวิ่งผ่านไปมา ทำตัวไร้สาระ ไร้แก่นสาร ล่องลอยไปวันๆ ซึ่งสื่อถึงกลุ่มตัวเอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน 

Trainspotting ว่าด้วยเรื่องราวของกลุ่มวัยรุ่นคะนองในประเทศสก็อตแลนด์ ที่ชีวิตส่วนใหญ่วนเวียนอยู่กับเรื่องเหล้า ยาเสพติด และเซ็กส์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไร้ซึ่งความฝันหรือความหวังในการมีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งนี่คือข้อความสำคัญที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ต้องการบอกกับผู้ชม

 

90s coming of age movie, Trainspotting (1996) 

ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร เรนตัน, ซิกบอย, หรือสปัดด์ พวกเขาต่างตระหนักรู้ว่าชีวิตของตัวเองนั้นย่ำแย่ บัดซบ ขนาดไหน และถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ จุดหมายปลายทางจะไปจบลงตรงที่ใด

“อยากจะหนีออกไปให้พ้น พ้นจากวงจรชีวิตแบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าว่าจะต้องหนีอย่างไร และต้องหนีไปที่ไหน”

ถึงแม้แต่ละคนจะเป็นวัยรุ่นที่มีความ “กร้านโลก” กันพอสมควร ก่ออาชญากรรมกันเป็นว่าเล่น ผ่านประสบการณ์มากมายที่หล่อหลอมให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น แต่เมื่อชะโงกหน้ามองไปยังเส้นทางสู่อนาคต พวกเขาแต่ละคนกลับเหมือนเด็กน้อยหลงทางที่ไม่รู้ว่าจะก้าวขาเดินไปในทิศไหน 

ความแตกต่างระหว่างโลกของผู้ใหญ่กับโลกของเด็กคือสิ่งที่ผู้กำกับต้องการสื่อถึงผู้ชมทุกคน และถ้าไม่มีการนำทางที่ถูกต้อง เด็กที่หลงผิดก็อาจจะต้องจมสู่ก้นบึ้งแห่งความเลวร้าย โดยที่โลกของผู้ใหญ่อาจมาไม่ถึงพวกเขาอีกเลยตลอดกาล

 


 

‘2000s

Juno (2007)

 

ความเจ็บปวดที่เหล่าวัยรุ่นต้องเผชิญนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแค่กับผู้ชาย แต่ผู้หญิงเองก็หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน และนั่นคือสาเหตุที่เราหยิบยกภาพยนตร์เรื่อง Juno จากปี 2007 เรื่องนี้ขึ้นมา

Juno ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กสาวมัธยมปลายชื่อ จูโน่ ที่ต้องเจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตแบบไม่ทันได้ตั้งตัว นั่นคือการตั้งครรภ์  อย่าว่าแต่เด็กวัยรุ่นเลย แม้แต่ผู้ใหญ่ที่ทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้แล้ว การตั้งครรภ์ก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ดังนั้นเมื่อมันเกิดขึ้นกับเด็กสาวที่อายุยังไม่ครบ 17  ความใหญ่ของมันก็ทวีเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว 

ไม่ต่างจากเด็กสาวทั่วไป ความรู้สึกแรกเมื่อรู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์คือความหวาดกลัว จูโน่ หรือแม้แต่ตัวละคร พอล บลีเกอร์ ซึ่งเป็นพ่อของเด็กเองก็เช่นกัน ที่เมื่อทราบเรื่องก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ โดยในซีนดังกล่าวผู้กำกับ เจสัน ไรท์แมน ได้สะท้อนภาพการเป็น “คนตัวเล็กกับปัญหาที่ใหญ่กว่าตัว” ของวัยรุ่นออกมาได้อย่างชัดเจน 

ถึงแม้ จูโน่ ในมุมมองผู้ชมจะดูเป็นตัวละครเด็กสาวแก่นเซี้ยว ไม่แคร์โลก ไม่แคร์คนรอบข้างเท่าไรนัก แต่เมื่อเธอทราบว่าตัวเองตั้งครรภ์ ต้องเผชิญปัญหาใหญ่ เธอเองก็มีท่าทีหวาดกลัวต่อเรื่องดังกล่าวเช่นกัน และที่สำคัญคือ “ความโดดเดี่ยว” ที่เธอต้องเผชิญ…ใช่ ถึงแม้ว่าเธอจะมีทั้งเพื่อนสนิท รวมถึงครอบครัว แต่ความโดดเดี่ยวที่ว่าคือการเก็บความลับนี้ไว้ในใจ ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรหรือหันหน้าไปปรึกษาใคร 

 

2000s coming of age movie, Juno (2007)

 

เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย โดยเฉพาะเมื่อเจอปัญหาแบบเดียวกับ จูโน่ ก็ยิ่งเหนื่อยเข้าไปใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน กล่าวคือวัยรุ่นคือวัยที่อยู่ตรงกลางระหว่างความเป็นเด็กกับผู้ใหญ่ บางจังหวะก็มั่นใจในความกร้านโลกของตัวเองเสียเต็มประดา แต่บางจังหวะกลับไร้เดียงสาอย่างน่าประหลาด จูโน่ ก็เช่นเดียวกัน เธอไม่สามารถทำใจที่จะทำแท้งได้ จึงต้องเก็บลูกในครรภ์ไว้กับตัวเอง ซึ่งนำไปสู่เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในเรื่อง 

ถ้าอ่านแค่เนื้อเรื่องย่อโดยไม่ได้เปิดดูจริงๆ เราคงคิดว่า จูโน่ ต้องเจอกับการบูลลี่มากมายแน่นอน เนื่องจากการตั้งครรภ์ในวัยเรียน ต้องแบกท้องโตย้วยไปโรงเรียนนั้นดูจะเป็นเรื่องใหญ่มากๆ สำหรับเด็กสาววัยมัธยมปลาย แต่ตลอดทั้งเรื่อง จูโน่ กลับไม่ได้โดนบูลลี่หนักอย่างที่เราคิด ซึ่งนี่แหละคือประเด็นหลักของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่เราอยากหยิบยกมาพูดถึง

“สำหรับวัยรุ่นไม่ว่าจะเจอกับปัญหาใหญ่แค่ไหน แต่ถ้ามีคนคอยเคียงข้าง ปัญหานั้นก็จะเล็กลงไปจนแทบมองไม่เห็น”

เป็นโชคดีของ จูโน่ ที่ถึงแม้เธอจะไม่ได้มีเพื่อนมากมายนัก แต่ทุกคนล้วนแล้วแต่เข้าใจสิ่งที่เธอต้องเผชิญ ไม่ทอดทิ้งไปไหน รวมถึงครอบครัวที่คอยช่วยเหลือ ให้กำลังใจโดยตลอด 

สำหรับ จูโน่ การตั้งครรภ์โดยไม่ได้ตั้งใจนั้นนำมาสู่เรื่องราวทั้งดีและร้ายที่ต้องเผชิญ ในส่วนเรื่องร้ายนั้นคงไม่ต้องพูดถึงอีกแล้ว แต่สำหรับเรื่องดี การตั้งครรภ์ครั้งนี้ทำให้เธอได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการได้เปิดใจเข้าหาครอบครัว ได้รู้ถึงความรักของเพื่อนสนิท และสำคัญเข้าใจสัจธรรมชีวิตคู่ ของคำถามที่เธอพยายามหาคำตอบมาตลอดทั้งเรื่อง 

“คนเราจะสามารถรักกันไปตลอดได้มั้ย?”

ถือเป็นการ “ข้ามผ่านวัย” ครั้งสำคัญของเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ในโลกใบใหญ่

 


‘2010s

Where We Belong ที่ตรงนั้น มีฉันหรือเปล่า (2019)

 

ขอปิดท้ายด้วยบทความนี้ด้วยภาพยนตร์สัญชาตไทยจากปี 2019 ผลงานของ คงเดช จาตุรันต์รัศมี อีกหนึ่งผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีลายเซ็นเฉพาะตัวเป็นเอกลักษณ์ชัดเจน เหตุผลที่เราเลือกเรื่องนี้ก็เพราะอยากให้บทความนี้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อให้เห็นภาพว่าไม่ว่าจะยุคไหน สมัยใด ชนชาติอะไร การเป็นวัยรุ่นนั้นก็เหนื่อยไม่ต่างกันเลย

“ที่ตรงไหนคือที่ของเรากันแน่”

คำถามสำคัญจากภาพยนตร์เรื่อง Where We Belong สำหรับเราภาพยนตร์เรื่องนี้ถ้าใครไม่ชอบ ก็น่าจะเกลียดไปเลย เพราะนอกจากลีลาการเล่าเรื่องอันเนิบช้า เน้นตั้งกล้องนิ่งๆ ไว้ ให้เรื่องราวค่อยๆ ไหลไป ของคุณคงเดชแล้ว ตลอดทั้งเรื่อง ทุกการกระทำ ทุกเหตุการณ์ ล้วนเป็นเส้นทางไปสู่การหาคำตอบของคำถามดังกล่าวแทบทั้งสิ้น ดังนั้นถ้าคุณไม่อินกับคำถามนี้ ตั้งแต่เกิดมาก็อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เข้ากับตัวเองมาตลอด มีโอกาสสูงมากที่จะรู้สึกว่า 

“ตัวละครเป็นอะไรกัน ไม่เห็นเข้าใจเลย”

แต่โชคดี (ในความโชคร้าย) ที่เราคือหนึ่งในคนที่จมกับคำถามนี้มาตลอดชีวิต ทำให้ Where We Belong คือหนึ่งในภาพยนตร์ไทยที่เราชอบที่สุดตลอดกาล

Where We Belong เล่าเรื่องราวทั้งหมดผ่านมุมมองตัวละครเอก 2 คน หนึ่งคือ ซู เด็กสาวลูกเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยว ที่หลังจากจบชั้นมัธยมปลาย เธอตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าจะไปศึกษาต่อยังประเทศฟินแลนด์ เนื่องจากเธอรู้สึกว่าที่ๆ เธออยู่นั้นไม่ใช่ที่ของเธอเลยแม้แต่น้อย เป็นแค่ที่ ๆ เธอบังเอิญเกิดมาเท่านั้น อีกคนคือ เบล เพื่อนสนิทของซู เป็นคนที่คอยอยู่เคียงข้างซูในทุกเรื่อง…บางครั้งอาจจะมากไปเสียด้วยซ้ำ

 

Where We Belong ที่ตรงนั้นมีฉันหรือเปล่า

 

“อะไรคือสาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าที่ตัวเองอยู่ไม่ใช่ที่ของตัวเอง”

เราไม่รู้ว่าว่าคนอื่นจะตอบคำถามนี้ยังไง แต่สำหรับเรามันคือการที่ที่แห่งนั้นไม่สามารถตอบสนองภาพฝันที่อยู่ในใจได้ เช่นเดียวกับตัวละคร ซู ที่ชีวิตเธอเหมือนโดนกำหนดมาแล้วตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลก นั่นคือการเติบโตไปเป็นทายาทสืบทอดร้านก๋วยเตี๋ยว แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ ซูมีความฝันเป็นของตัวเอง ดังนั้นเธอจึงจำเป็นต้องหนีไปจากที่ที่เธออยู่ให้เร็วที่สุดก่อนที่มันจะกลืนกินตัวตนของเธอไป

ตรงกันข้ามกับ เบล ที่ถึงแม้จะเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ทั้งคู่เหมือนเป็นเส้นขนานกันโดยสิ้นเชิง ความฝันของ เบล ช่างเรียบง่าย คือการได้อยู่เคียงคู่กับ ซู ได้ดูแลคุณยายวัยชรา เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว เธอจึงรู้สึกว่าที่ที่เธออยู่มันคือที่ของเธอแล้ว 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทั้งคู่จึงเหมือนวิ่งไล่กันเป็นวงกลม คนหนึ่งพยายามหนีไปให้ไกล ส่วนอีกคนต้องการไขว่คว้าเข้ามาในอ้อมกอด ทำให้สุดท้ายเรื่องราวนี้จึงลงเอยด้วยโศกนาฏกรรมความสัมพันธ์ ที่ไม่ถึงกับร้องไห้สะอื้นฟูมฟาย แต่ก็เป็นรสขมที่ถึงอกถึงใจพอสมควร

ถึงจะมีมุมมองที่ต่างกัน แต่ความเจ็บปวดที่ ซู กับ เบล ต้องพบเจอนั้นไม่ต่างกันเลย นั่นคือการเป็นวัยรุ่นตัวเล็กๆ ธรรมดาที่พยายามไขว่คว้าสิ่งที่อยู่ไกลสุดเอื้อมมือ…ไกลราวกับว่ามันไม่มีอยู่จริง 

Related Stories

Silver Screens

MAKOTO SHINKAI: ทบทวนคำถามว่าด้วยความสัมพันธ์มนุษย์ ในอนิเมชั่นของผู้กำกับแห่งยุค

หนึ่งในสิ่งที่อธิบายได้ยากและซับซ้อนที่สุดคือความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพราะทุกคนมีคำตอบเป็นของตัวเอง

Read

Silver Screens

ทำไม 500 Days of Summer จึงขึ้นหิ้งหนังรอมคอมคลาสสิกตลอดกาล

3 เหตุผลที่ทำให้ “หนังรักแต่ไม่รัก” เรื่องนี้ยังครองใจผู้คนได้เสมอ

Read

Silver Screens

STUDIO GHIBI: 4 อนิเมชั่นที่พิสูจน์ว่าสตูดิโอจิบลิเป็นผู้มาก่อนกาล

ความในใจของฮายาโอะ มิยาซากิ เสียงคำรามแห่งพงไพรจากยุค ‘80s - '90s ที่บอกว่าประเด็นเหล่านี้ไม่เคยเก่าเลย

Read

0Shares
preloader