The Read

BOOKS WE RECOMMEND YOU TO READ PART 3

บทความโดย Suwicha Sangkayoolakul, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chananchida Vithvatchutikul, Visual Designer, W. MINISTRY

The Read

BOOKS WE RECOMMEND YOU TO READ PART 3

16 July 2018

ตอนที่ 3 ของซีรี่ส์บทความใหม่ที่เราจะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่าน

 

กลับมาอีกครั้งกับซีรี่ส์แนะนำหนังสือน่าอ่าน 5 เล่ม ประจำสัปดาห์นี้ หลังจากที่ปล่อยบทความแนะนำหนังสือมาแล้ว 2 บทความด้วยกัน โดยในครั้งนี้ประเภทของหนังสือที่เราเลือกสรรมา มีทั้งกวีนิพนธ์เพื่อชีวิตที่ส่งเสริมการทำงานในโรงงานของกรรมาชีพ นวนิยายที่ต่อต้านระบอบเผด็จการที่ไม่เป็นธรรมของรัฐบาล กลยุทธเม็ดเด็ดที่ใช้ในการสงครามควบคู่ไปกับเรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่ถูกถ่ายทอดในอีกแง่มุมหนึ่ง ไปจนถึงนวนิยายละครชีวิตของตัวบุคคล อันอุดมไปด้วยความเศร้า ความรัก การพูกมิตรและการลาจาก หนังสือทั้ง 5 เล่ม เป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วในวงการ แต่สำหรับท่านผู้อ่านที่ยังไม่ได้ลงลึกมาในโลกแห่งตัวหนังสือมากนัก หนังสือที่เราเลือกมาก็นับเป็นการเริ่มต้นที่ดียิ่งเช่นกัน

ละครแห่งชีวิต

โดย หม่อมเจ้า อากาศดำเกิง รพีพัฒน์

หนึ่งในหนังสือดีหนึ่งร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่าน จัดอันดับโดย วิทยากร เชียงกูล โดยเน้นไปที่การใช้ภาษาวรรณศิลป์ที่ทรงคุณค่าตามแบบฉบับของวรรณกรรมสากล มีเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน หนังสือละครแห่งชีวิต เป็นหนังสือประเภทนวนิยาย ที่แต่งโดย หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง รพีพัฒน์ ในราวปี พ.ศ. 2472 (ก่อนจะมีการปฏิวัติการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2475) เนื้อหาของหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของบุคคลคือ นายแพทย์วิสูตร ศุภลักษณ์ ณ อยุธยา ที่เขียนบอกเล่าเรื่องราวชีวิตของตนเองตั้งแต่แรกเริ่มจนปิดฉากลง ชีวิตของวิสูตร พบเจอความผิดหวัง สมหวัง ความรัก ความชัง การพบเจอและการลาจาก เฉกเช่นเดียวกับชีวิตของบุคคลทั่วๆ ไปผู้หนึ่งจะพึงมีได้ แต่สาเหตุที่ทำให้ ละครแห่งชีวิต เป็นที่นิยม เนื่องจากการที่นวนิยายเรื่องนี้มีการใส่บริบทของการเป็น “นวนิยายฉากต่างประเทศ (Exotic Novel) นวนิยายสำรวจโลก (The World Survey Novel) และ นวนิยายรัก (Love Story or Romantic Novel)”, (พิเชฐ, 2548) ซึ่งถือเป็นสิ่งที่แปลกใหม่เป็นอย่างยิ่งสำหรับหนังสือไทยในสมัยนั้น โดยเฉพาะการเป็น นวนิยายฉากต่างประเทศ ที่มีปรากฏให้อ่านน้อยยิ่ง และถือว่าได้รับอิทธิพลจากการแต่งนิราศที่ใช้ฉากประต่างประเทศ อย่างเรื่องนิราศกวางตุ้ง (พระยามหานุภาพ) และนิราศลอนดอน (หม่อมราโชทัย) ผู้ที่อ่านเรื่องละครแห่งชีวิตหลายๆ ท่าน ก็อาจถือเอาว่า นายแพทย์วิสูตร ศุภลักษณ์ ณ อยุธยา คือตัวของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิงเอง เนื่องจากชีวิตของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิงทรงมีส่วนคล้ายคลึงกับของนายวิสูตรเป็นอย่างยิ่ง งานชิ้นนี้จึงถูกวิจารณ์ว่าเป็นหนังสืออัตชีวประวัติของหม่อมเจ้าอากาศดำเกิงด้วย อย่างไรก็ตามหนังสือเล่มนี้ก็ถือเป็นหนังสือที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง เพราะการอ่านหนังสือลักษณะนี้ หาได้ต่างจากการย้อนดูภาพบริบทของสังคม ชีวิต และตัวบุคคล ที่ปรากฏอยู่ร่วมสมัยกับตัวผู้แต่งอีกด้วย ดังที่ในช่วงคำนำก่อนบทปฐมวัย ที่ทรงยกพระนิพนธ์ ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรวรรณากร กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ที่ว่า

“ดูหนังดูละคร
แล้วย้อนดูตัว
ยิ้มเยาะเล่นหัว
เต้นยั่วเหมือนฝัน”

เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า

โดย นายผี (อัศนี พลจันทร)

นายผี หรืออัศนี พลจันทร เป็นหนึ่งในกวีรัตนโกสินทร์ที่มีผลงานปรากฏเห็นเด่นชัดเกี่ยวกับทัศนคติทางการเมือง การต่อต้านรัฐบาล ความแร้นแค้นของผู้คน ที่เกิดจากการกดขี่ของชนชั้นนายทุน นายผีมีผลงานที่เลื่องลืออย่าง “อีศาน” ที่กล่าวถึงการปลุกเร้าจิตวิญญาณของประชาชนชาวอีสานที่ต้องอยู่อย่างยากลำบากด้วยช่องว่างทางสังคม เศรษฐกิจและการศึกษา อย่างที่ว่า

“…เขาหาว่าโง่เง่า แต่เพื่อนเฮานี่แหละหนา
รักเจ้าบ่จาง ฮา! แลเหตุใดมาดูแคลน
เขาซื่อสิว่าเซ่อ ผู้ใดเน้อจะดีแสน
ฉลาดทานเทียมผู้แทน ก็เห็นท่าที่กล้าโกง
กดขี่บีฑาเฮา ใครนะเจ้า? จงเปิดโปง
เที่ยววิ่งอยู่เทงโทง เที่ยวมาแทะให้ทรมาน…”

หนังสือเล่มที่เราเลือกหยิบมาวันนี้ เป็นผลงานอีกหนึ่งชิ้นที่ยอดเยี่ยมของนายผี “เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า” เป็นงานที่ว่าด้วยการต่อสู้ของชนชั้นกรรมกรต่อนายทุนเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม เรื่องถูกดำเนินด้วยตัวละครสามคน ได้แก่ พี่ น้อง และแม่ เนื่องจากการกดขี่ข่มเหงของนายทุน ทำให้คุณภาพชีวิตของกรรมกรตกต่ำ ยามป่วยไข้ก็ไม่มียารักษา อย่างที่ว่า “…หาหายาจะมายาแลยาก็บมียา ไยหาบ่ซื้อหา ฤๅเห็น…” ทำให้ “น้อง” ในเรื่องป่วยใกล้ตาย “พี่” ที่มีหน้าที่เลี้ยงดูน้องและแม่ ก็พยายามลุกขึ้นต่อต้านนายทุน ด้วยการหยุดทำงาน เลือกที่จะเอาชัยชนะในระยะยาวของชนชั้นกรรมชีพ ที่เห็นว่ามีค่าควรมากกว่าชีวิตน้อยๆ ของน้องตน จนในที่สุด “น้อง” ก็เสียชีวิตลง นายผี ได้บรรยายความโศกเศร้าด้วยวรรณศิลป์อันงดงามว่า

“…ดวงใจอันไกรเกรียง
เป็นแสนเสี่ยงอยู่รอรา
มือกำและน้ำตา
ก็ตกพรากอยู่พลั่งพรู

กัดฟันตัวสั่นเทิ้ม
เม็ดเหื่อเยิ้มอยู่ดาษดู
สองตาดังปลาทู
เข้าโป๊ะพรืดนภาดล

หน้าซีดบ่มีสี
โลหิตแล้วแลเหลืองกล
ผีตากผ้าอ้อมสน-
ธยาย้อมระยับแสง

สงสารเอยโอ้ดวงใจ
อันเกรียงไกรก็อ่อนแรง
ดุจดวงตะวันแดง
จะดับเลื่อนลงรอนรอน…”

 

นอกจากชีวิตของน้องที่สูญสิ้นแล้ว ชีวิตของ “แม่” ก็สูญชิ้นลงด้วยเช่นกัน แต่ในท้ายที่สุด กลุ่มกรรมาชีพ ก็สามารถเอาชนะนายทุนได้

“…สุดจะร่ำรำพันพรรณนา เสียดศัลย์สหสา ก็สุดสระอื้นอาลัย
ขืนคิดคิดขืนคืนไป ขืนจักเข้าใจ ว่าแม่ยังมีชีวา
เคียดคลุ้มอุ้มแม่ขึ้นมา กระซิบ… “แม่จ๋า เราชะนะแล้ว…แม่จ๋า” “

สามก๊ก ฉบับวณิพก
โดย ยาขอบ (โชติ แพร่พันธุ์)

สามก๊ก เป็นหนังสืออิงประวัติศาสตร์ ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดวรรณคดีที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสร ในด้านการเป็นสุดดยอดความเรียงประเภทนิทาน ที่มีการใช้ภาษาของผู้ประพันธ์ที่มีความ นุ่มลึก สามารถเล่าเรื่องราวได้ อย่างกระชับและครบถ้วน รวมถึงสามารถสร้างจินตภาพให้แก่ผู้อ่านได้อย่างชัดเจน หนังสือสามก๊ก ที่แปลมาเป็นภาษาไทย มีอยู่ด้วยกันหลายฉบับ เช่น ฉบับหอพระสมุด ของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ฉบับนายทุน ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ แต่เล่มที่เราเลือกหยิบมา คือสามก๊กฉบับวณิพก ของ ยาขอบ คำว่า วณิพก หมายถึง ขอทาน การเล่าเรื่องสามก๊ก ของยาขอบ จึงเป็นการเล่าตามแบบฉบับของขอทาน ที่เล่าเรื่องชวนหัวแลกกับเม็ดเงินของผู้ผ่านทางไปมา สามก๊ก ฉบับนี้ มีกลวิธีการเล่าเรื่องที่แปลกแตกต่างจากสามก๊กฉบับอื่นๆ มากที่สุด โดย ยาขอบ จะไม่เล่าเรื่องสามก๊กโดยอิงจากเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ และจะเลือกหยิบยกตัวละครหลักๆ ในเรื่องสามก๊กออกมา และเล่าเป็นชีวประวัติของแต่ละบุคคล โดยมี ขงเบ้ง (ผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร) กวนอู (เทพเจ้าแห่งความสัตย์ซื่อ) จิวยี่ (ผู้ถ่มน้ำลายรดฟ้า) ตั๋งโต๊ะ (ผู้ถูกแช่งทั้งสิบทิศ) เล่าปี่ (ผู้พนมมือให้แก่ชนทุกชั้น) จูล่ง (สุภาพบุรุษจากเสียงสาน) และ โจโฉ (ผู้ไม่ยอมให้โลกทรยศ)

 

 

แลไปข้างหน้า ภาคมัชฌิมวัย

โดย ศรีบรูพา (กุหลาบ สายประดิษฐ์)

ศรีบูรพา หรือกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นนักคิดนักเขียนคนสำคัญของประเทศไทย มีผลงานที่สคัญอย่างเรื่อง “ข้างหลังภาพ” นวนิยายที่ว่าด้วยเรื่องความรัก แต่หากอ่านดูความหมายโดยนัยแล้ว ศรีบูรพากล่าวถึงปัญหาความแตกต่างทางด้านชนชั้น ที่เป็นกำแพงสูงเหนือล้ำความรักความสัมพันธ์ของคนสองคน หนังสือของศรีบูรพาที่เราเลือกมาคือ แลไปข้างหน้า ภาคมัชฌิมวัย ซึ่งถือเป็นทั้งภาคสอง และภาคจบ ต่อจากภาคปฐมวัย ในบทคัดย่อของหนังสือกล่าวเอาไว้ว่า

“แลไปข้างหน้า กล่าวกันว่าเป็นนวนิยายที่ดีที่สุดของศรีบูรพา มีความยาวแบ่งเป็นสองภาค ภาคแรกชื่อว่าปฐมวัย ภาคที่สองชื่อว่ามัชฌิมวัย เหตุการณ์ภาคปฐมวัยเกิดขึ้นก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เรื่องราวกล่าวถึงชีวิตของลูกชายชาวนาจากภาคอีสาน ชื่อจันทา โนนดินแดง ซึ่งมีโอกาสเข้ามาเรียนชั้นมัธยมที่กรุงเทพฯ โดยอยู่ในอุปการะคุณของคุณนางผู้ใหญ่ผู้หนึ่งคือ เจ้าคุณอภิบาลราชธานี

ในภาคปฐมวัย ผู้เขียนได้แสดงถึงภาพอันแตกต่างระหว่างชีวิตคนยากจนแร้นแค้นในชนบทกับคนมีอันจะกินในเมืองหลวง ผ่านสายตาและความรู้สึกนึกคิดของจันทา ที่โรงเรียนใหม่ จันทามีเพื่อนสองคน คนหนึ่งชื่อนิทัศน์ เป็นเด็กฉลาด มีความคิดเป็นของตัวเอง กล้าหาญ บิดามารดามีฐานะปานกลาง อีกคนหนึ่งชื่อเซ้ง มีนิสัยเงียบขรึม ชอบอ่านหนังสือ เก่งวิชาคณิตศาสตร์ บิดาเป็นคนจีนมีอาชีพเป็นช่างซ่อมนาฬิกา

ภาคมัชฌิมวัยกล่าวถึงเหตุการณ์หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลใหม่ให้สัญญาหลายประการแก่ประชาชน ซึ่งเบิกบานใจต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและเสรีภาพที่ได้รับ จันทาเข้ารับราชการที่กระทรวงมหาดไทย นิทัศน์เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนเก่า ทั้งคู่เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ควบคู่ไปกับการทำงาน เซ้งเป็นนักหนังสือพิมพ์ เมื่อจันทาและนิทัศน์เรียนจบธรรมศาสตร์บัณฑิต จันทากลับไปเป็นผู้ช่วยอัยการที่บ้านเกิด และแต่งงานกับพยอม น้องสาวของนิทัศน์ ส่วนนิทัศน์ได้ทุนไปศึกษากฎหมายต่อที่ประเทศอังกฤษ

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลไทยประกาศเลิกใช้รัฐธรรมนูญและประกาศใช้กฎอัยการศึก เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2484 มีการจับกุมกลุ่มคนจำนวนมากและนักหนังสือพิมพ์ เหตุการณ์ในนิยายจบลงในเดือนมกราคม พ.ศ. 2485 เมื่อเซ้งถูกตำรวจจับกุมที่บ้าน”

งานของศรีบูรพา ก็เป็นเช่นเดียวกับงานของนักคิดนักเขียนที่ร่วมสมัยกันกับเขา คือเป็นงานที่รับใช้จิตวิญญาณแห่งประชาชน โดยเฉพาะชนชั้นล่าง กรรมชีพ และคนต่างจังหวัดที่แร้นแค้น และ แลไปข้างหน้า เป็นหนึ่งในหนังสือหนึ่งร้อยเล่มที่คนไทยควรอ่านด้วยเช่นกัน

หรือจะเป็นเราที่สูญหาย

โดย จเด็จ กำจรเดช

หากท่านผู้อ่านคุ้นเคยกับหนังสือ “แดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ” ที่เคยได้รับรางวัลซีไรท์ในปี พ.ศ. 2554 ชื่อ จเด็จ กำจรเดช หรือสถาพร จรดิฐ น่าจะพอคุ้นหูท่านผู้อ่านอยู่บ้าน และวันนี้เราจะมาแนะนำหนังสือดีอีกเล่มหนึ่งของเขา “หรือเป็นเราที่สูญหาย” (The Used Man) หนังสือเล่มดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยั่วล้อกับความทรงจำซึ่งเป็นสิ่งที่วิเศษและทรงคุณค่าของมนุษย์

สิ่งที่ทำให้เราตกหลุมรักกับงานของจเด็จ คือการใช้รูปคำที่ทำให้เกิดการจินตนาการภาพตามได้อย่างหลักแหลม เช่น ในตอนต้นเรื่อง ที่โลมกับโช จูบกันเป็นครั้งแรก จเด็จกล่าวเอาไว้ว่า “…จากนั้นริมฝีปากของใครคนหนึ่งก็ประทับปากอิ่มเอมเคลือบลิปสติกราคาถูก เหนียวหนึบในสัมผัสแรก สัมผัสต่อมาเป็นลิ้นเปียกชื้นที่มีรสมินท์ รสมินท์เย็นเหมือนน้ำฝน หวานเหมือนน้ำผึ้ง กลิ่นน้ำผึ้งเจือมากับกลิ่นดอกไม้ป่า เจือมากับกลิ่นดินชื้นฝน กลิ่นเหล่านั้นวาดภาพทางโคลนชื้นแฉะขึ้นในหัว มีรอยเท้าย่ำตามรอยล้อจักรยาน เสียงลม เสียงฝน เสียงหอบหายใจ ใครบางคนปั่นจักรยานอยู่ข้างหน้า พลันรสหวานก็เปลี่ยนเป็นขม ขื่นขมจนฝืนคอ ทั้งยังปวดร้าว ปวดร้าวเหมือนเข็มพิษแทง ค่อยๆ เพิ่มจากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ แปด สิบหก สามสิบสอง ที่สุดน่าจะเป็นหมื่นจุดทั่วร่าง…”

เพียงฉากจูบ ความทรงจำ การลืมเลือน การจดจำได้ใหม่ และการลืมเลือนไปอีกครั้ง ก็ทำให้ “หรือเป็นเราที่สูญหาย” มาปรากฏอยู่ในลิสต์ของเราได้อย่างเต็มภาคภูมิ

Related Stories

The Read

CUSTOMER ETIQUETTE: สบตา ขอบคุณ ทักทาย และอีกหลายมารยาทต่อคนเล็กๆ ที่เราอาจไม่เจอกันอีกเลยในชีวิตนี้

พฤติกรรมพึงปฏิบัติในฐานะผู้รับบริการ ทบทวน 9 ข้อที่เราต่างรู้จักแต่มักละเลย

Read

The Read

GETTING OVER A HEARTBREAK: 3 กฎเหล็กเยียวยาแผลใจ ฟื้นไข้จากอาการอกหัก

แล้วเราจะคิดถึงแฟนเก่าได้อย่างไม่เจ็บปวด

Read

Horology

PAUL NEWMAN & ROLEX DAYTONA: นาฬิกาที่ภรรยาใช้บอกพระเอกจอมซิ่งว่า “ขับรถช้าลงหน่อย”

ความรัก ความห่วงใย และความทรงจำที่ฝังอยู่ในเรือนเวลา

Read

0Shares
preloader