The Read

BOOKS WE RECOMMEND YOU TO READ PART 1

บทความโดย Suwicha Sangkayoolakul, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chananchida Vithvatchutikul, Visual Designer, W. MINISTRY

The Read

BOOKS WE RECOMMEND YOU TO READ PART 1

29 June 2018

ซีรี่ย์บทความใหม่ของเราที่จะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่าน

 

เราเคยได้ยินผลของกาวิจัยค้นคว้าที่ว่า “คนไทยอ่านหนังสือปีละไม่เกินแปดบรรทัด” ซึ่งเราต้องขอยอมรับว่าค่อนข้างหงุดหงิดกับวาทกรรมดังกล่าว และรู้สึกว่าวาทกรรมนี้ เป็นเหมือนทั้งมายาคติ (Myth) และการเหมารวม (Sterotyping) ที่มองว่าคนไทยเป็นคนที่อ่านหนังสือเพียงน้อยนิด ความรู้สึกหงุดหงิดดังกล่าวของเราเกิดจากการมองว่า ความจริงแล้วคนไทยไม่ได้เป็นคนที่อ่านหนังสือน้อยขนาดนั้น และที่เราสามารถกล่าวยืนยันแบบนี้ได้ เนื่องจากเราเองและผู้คนรอบๆ ตัว แทบทุกคน เป็นผู้ที่อ่านหนังสืออยู่เป็นกิจวัตรอยู่แล้วนั่นเอง อย่างน้อยเดือนละเล่มเป็นอย่างต่ำด้วยซ้ำไป ถึงกระนั้นเราก็ไม่สามารถออกตัวได้เลยว่า คนไทยทุกคนชอบอ่านหนังสือ ดังนั้นในซีรี่ย์บทความนี้ของเรา จึงพยายามยกหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่าน มาให้ท่านผู้อ่าน ที่ใคร่ใจเริ่มจะอยากดำดิ่งลงสู่โลกแห่งตัวหนังสือ จินตนาการ ปรัชญา จิตวิญญาณ และความนึกคิดที่หามีข้อจำกัดกัน โดยในวันนี้ เราได้หยิบยกหนังสือน้ำดีห้าเล่ม มาเป็นตัวเลือกเบื้องต้น ก่อนที่จะไปทำความรู้จักเบื้องต้นกับหนังสือเหล่านี้ เราต้องย้ำเตือนไว้ก่อนว่า หนังสือแต่ละเล่มเลือกมาจากความชอบส่วนตัวของผู้เขียน ดังนั้นหากท่านผู้อ่านท่านไหนรู้สึกไม่ถูกจริตกับหนังสือที่เราเลือกมา เราต้องขออภัยไว้ก่อนด้วยเช่นกัน

ปณิธานกวี

โดย อังคาร กัลยาณพงศ์

สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับชื่อของอังคาร กัลยาณพงศ์ เราขอแนะนำตัวให้ท่านเสียเล็กน้อยว่า อาจารย์อังคาร เป็นนักกวี จิตรกร นักเขียนนักคิด และศิลปินแห่งชาติ (สาขาวรรณศิลป์ท่านเป็นเจ้าของคำพูดที่ว่าไม่ไปนิพพาน ฉันจะเป็นกวี” ด้วยความนึกคิดที่อยากจะอุทิศชีวิตของตนเองในทุกภพทุกชาติให้แก่การประพันธ์กวี ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านบทกวีของท่านที่ว่า

จะไม่ไปแม้แต่พระนิรพาน

จะวนว่ายวัฏฏะสังสารหลากหลาย

แปลค่าแท้ดาราจักรมากมาย

ไว้เป็นบทกวีแด่จักรวาล

เราจะขอแนะนำตัวของอาจารย์อังคารเพียงเท่านี้ เนื่องจากหากให้กล่าวต่อ วันนี้คงไม่จบไปถึงการแนะนำหนังสือเล่มอื่นๆ เป็นแน่แท้ ดังนั้นเราจะขอเข้าสู่ตัวผลงานของอาจารย์ที่เราหยิกยกมาแทน “ปณิธานกวี” แต่งในปี .. 2529 และเป็นผลงานที่ทำให้อาจารย์อังคาร ได้รับรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (SEA Write) ก่อนที่ท่านจะได้รับการยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติในปี .. 2532 รูปแบบของหนังสือเป็นกวีนิพนธ์ตามแบบฉบับของอังคารทั้งหมด 37 ชิ้น และมีความเรียงสั้นๆ ในตอนจบอีกหนึ่งชิ้น เนื้อหาส่วนใหญ่พูดถึงปรัญาความคิด ศาสนา และการไขความลับของจักรวาลผ่านตัวอักษร มีทั้งโกรธเคืองตัดพ้อและลึกซึ้งกินใจ

อาจารย์ได้กล่าวไว้ในคำนำว่า “บทกวีนิพนธ์ นั้นควรจะอยู่ในชีพจรของผู้ที่เกิดมาเป็นกวี จากมิติแท้จริงของดวงวิญญาณ เปรียบดั่งผู้สืบสายโลหิตแห่งฟ้าและดิน บทกวีนั้นสมควรจะเป็นลมหายใจเสียด้วยซ้ำไป คือทุกลมหายใจเสมอว่าจะเต็มไปด้วยบทกวี หรือมีบทกวีอยู่ทุกลมหายใจก็กล่าวได้ คงจะสร้างสมบารมีมาในการนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่หลายภพชาตินัก ในภพชาตินี้จึ่งได้เกิดมาเป็นกวี มีมโนคติเป็นแก้วสารพัดนึก จะนฤมิตสรรพสิ่งใดๆ ก็ได้สิ้น เว้นไว้แต่ทิพยญาณในโลกุตระ นิรพานแล้วไซร้ ไม่มีอะไรที่ไหน ที่มโนคติจะไม่เจาะทะลุเข้าถึงแก่นแท้…”

ความจริงแล้วงานของอาจารย์อังคารยังมีอีกมากมายหลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น “กวีนิพนธ์” หรือ “ลำนำภูกระดึง” แต่ “ปณิธานกวี” ถือเป็นชิ้นที่เรานิยมชมชอบในสำนวน การเลือกใช้คำศัพท์ที่แพรวพราว มีความอลังการและอหังการ์ในฐานะของกวีอย่างเต็มเนื้อแท้และสมบูรณ์ หนังสือที่อัดเน้นไปด้วย “มโนคติแก้วสารพัดนึก” ดังกล่าวจึงยืนหยัดอยู่เหนือกระแสแห่งการเวลา และเป็นหนึ่งในหนังสือที่เราคิดว่าคุณควรอ่านอย่างเต็มภาคภูมิ

อิเหนา

พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

แล้วว่าอนิจจาความรัก
พึ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล
ตั้งแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป
ที่ไหนเลยจะไหลคืนมา

วรรคทองจากวรรณคดีที่คุณครูวิชาภาษาไทยบังคับให้ท่องในช่วงมัธยมศึกษา บทประพันธ์ดังกล่าวมาจากวรรณคดีเรื่อง อิเหนา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสุดยอดของวรรณคดีไทย ได้รับอิทธิพลของเรื่องมาจากวัฒนธรรมชวา สำหรับธีมของเรื่อง เกี่ยวกับการผจญภัยของตัวละครระเด่นมนตรี หรือที่เรียกกันว่า อิเหนา ผู้เป็นวีรบุรุษของชาวชวา เนื้อเรื่องหลักๆ คือการตามหาคนรักของอิเหนา นามว่าบุษบา ที่ถูกองค์เทพปะตาระกาหลา ผู้เป็นต้นตระกูลของอิเหนา (วงเทวัญอสัญหยาลักพาตัวไปเพื่อทดลองใจอิเหนา

ในเรื่องมีทั้งการสงครามสู้รบ การผจญภัย อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ และมุมมองเกี่ยวกับความรัก สิ่งที่ทำให้อิเหนาได้รับความนิยม และควรค่าแก่การอ่าน เนื่องจากวรรณคดีเรื่องอิเหนา มีพื้นฐานมาจากนิทานวีรบุรุษของชวาการอ่านวรรณคดีเรื่องนี้ นอกจากจะเป็นการอ่านเพื่อความบันเทิงเริงรมย์แล้ว ยังเป็นการศึกษาศิลปะวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และขนบในด้านต่างๆ ของชาวชวา (หรืออินโดเนเซียในปัจจุบันด้วยสิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของในเรื่องของอิเหนา คือการแทรกเรื่องเควียร์ หรือการไม่จำกัดขอบของพฤติกรรมทางเพศ ที่แสดงออกจากตัวละครหลักอย่างอิเหนาเอง กล่าวคือมีบางครั้งที่อิเหนาแสดงออกถึงพฤติกรรมทางเพศร่วมกับตัวละครเพศชายด้วยกันเอง เช่นเมื่ออิเหนาได้พบกับสังคามะระตา น้องชายรูปงามของเจ้าหญิงมาหยารัศมี ซึ่งภายหลังมาเป็นมเหสีองค์แรก (ประไหมสุหรีของอิเหนา โดยในการพบกันครั้งนั้น อิเหนาตกหลุมรักกับมาหยารัศมี แต่ยังไม่สามารถครอบครองร่างกายของหล่อนได้ อิเหนาจึงเรียกสังคามะระตามาหลับนอนด้วยกันแทน

พิศดูรูปทรงส่งศรี               เหมือนมาหยารัศมีไม่เพี้ยนผิด
พระเชยปรางพลางอุ้มขึ้นจุมพิต     ฤทัยคิดสำคัญว่ากัลยา
เอวองค์อรชรอ้อนแอ้น              เหมือนแม้นพี่นางเป็นหนักหนา
พิศทรงขนงเนตรอนุชา              ละม้ายเหมือนนัยนานางเทวี
สัพยอกแย้มสรวลชวนพาที          จนเข้าที่บรรทมหลับไป”

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายครั้งที่อิเหนาแสดงความเควียร์ของตนออกมา เช่นการที่ได้พบกับสียะตรา น้องชายของบุษบา ที่อิเหนาก็ตกหลุมรักบุษบาด้วยเช่นกัน จึงใช้วิธีเดิมคือการเชิญสียะตรามานอนด้วยกัน และคิดจินตนาการว่าตนได้ร่วมหลับนอนกับบุษบา อันที่จริงแล้ววัฒนธรรมว่าด้วยความหลากหลายทางเพศ มีมาให้เห็นเรื่อยมาในหน้าประวัติศาสตร์ไทยและโลก แต่จะมีกี่คนกันที่รู้ว่าในวรรณคดีไทยอย่างอิเหนา จะมีวัฒนธรรมดังกล่าวแทรกอยู่ในเรื่องด้วย

นิทานเวตาล

พระนิพนธ์ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์

หนังสือดี 100 เล่ม ที่คนไทยควรอ่าน” เพียงคำจำกัดความบนหน้าปกเท่านี้ ก็แสดงให้เห็นถึงความคู่ควรของหนังสือเล่มดังกล่าว เวตาลเป็นนิทานที่ซ้อนอยู่ในนิทานอีกทีหนึ่ง เรื่องราวเบื้องต้นเป็นการเดินทางของพระเจ้าวิกรมาทิตย์กับพระโอรสนามว่าพระธรรมธวัช เพื่อไปตามหาอมุนษย์ที่มีลักษณะคล้ายกับศพมนุษย์ผสมกับค้างคา ที่ห้อยหัวอยู่กับต้นอโศกในป่าช้านามว่า เวตาล การเดินทางเกิดจากโยคีนามว่าศานติศีล ซึ่งมีความแค้นกับพระบิดาของพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ต้องการที่จะแก้แค้น จึงวางอุบายจะสังหารพระเจ้าวิกรมาทิตย์ในขณะที่กำลังทำพิธีบูชาเจ้าแม่กาลี โยคีกล่าวว่าต้องอาศัยตัวเวตาล จึงจะทำพิธีได้สำเร็จ พระเจ้าวิกรมาทิตย์หลงเชื่อจึงเดินทางไปหาเวตาล ตัวเวตาลเองได้บอกพระเจ้าวิกรมาทิตย์ว่า สามารถเอาตนเองไปมอบให้แก่พระโยคีได้ แต่มีข้อแม้ที่พระวิกรมาทิตย์ต้องปฏิบัติตาม

ข้อแม้ดังกล่าวคือ หากระหว่างที่เดินทาง พระวิกรมาทิตย์เผลอตรัสสิ่งใดๆ เพราะเวตาลจะลอยกลับไปที่ต้นอโศกใหม่ทันที และระหว่างทางนั้นเวตาลก็จะเล่านิทานให้พระองค์ฟัง และทิ้งคำถามให้พระองค์ทายคำตอบอยู่เสมอๆ ซึ่งด้วยขัตติยมานะของพระองค์ เมื่อถูกท้าทายด้วยคำถามปัญหาต่างๆ ก็ทรงพลั้งพระโอษฐ์ตอบคำถามเหล่านั้นเสมอๆ จนถึงครั้งที่ 25 สุดท้ายพระวิกรมาทิตย์ได้รับการเตือนสติโดยพระโอรส จึงได้เงียบไม่ตอบคำถามของเวตาล เวตาลเห็นดังนั้นจึงเกิดความเลื่อมใส และเฉลยกลอุบายของโยคีให้พระวิกรมาทิตย์ฟัง และทำให้พระองค์สังหารโยคีโฉดได้สำเร็จ

จุดเด่นของนิทานเวตาล คือการเล่านิทานซ้อนอยู่ในนิทานอีกทีหนึ่ง และนิทานได้ละเรื่องที่เวตาลเลือกมาเล่า ก็ต่างมีปมปัญหาที่น่าสนใจมากมาย ในที่นี้ใคร่จะยกมาให้ท่านผู้อ่านคร่าวๆ นิทานเรื่องหนึ่งที่เวตาลเล่า มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชานามท้าวจันทรเสน และพระโอรสออกประพาสป่าล่าสัตว์ด้วยกัน ทั้งสองได้พบกับรอยเท้าของสตรีสองนาง มีขนาดใหญ่หนึ่งและเล็กหนึ่ง ทั้งสองพระองค์จึงตกลงกันว่า รอยเท้าขนาดใหญ่น่าจะเป็นของสตรีที่สูงวัยกว่า พระเจ้าจันทรเสนจะอภิเษกสมรสกับนาง ส่วนรอยเท้าขนาดเล็กเป็นของสตรีวัยเยาว์ จะให้พระโอรสอภิเษกสมรสด้วย แต่เมื่อทั้งสองพบเจ้าของรอยเท้าทั้งสอง กลับกลายเป็นว่ารอยเท้าขนาดใหญ่เป็นของสตรีวัยเยาว์ รอยเท้าขนาดเล็กเป็นของสตรีสูงวัย แต่เมื่อทั้งสองตกลงกันแล้วจึงได้อภิเษกสมรสกันตามนั้นเวตาลจึงถามพระเจ้าวิกรมาทิตย์ว่า เมื่อคู่สมรสทั้งสองมีลูกหลาน จะเรียกนับญาติกันอย่างไร ซึ่งในเรื่องเวตาลมีการเล่านิทานถึง 25 ครั้ง ถือเป็นการเล่าเรื่องซ้อนที่น่าสนใจยิ่ง

กามนิต

เสฐียรโกเศศ และนาคะประทีป

ความรักของฉันจะเปรียบด้วยสีดอกไม้ไรๆ ไม่ได้เพราะฉันได้ยินกล่าวกันว่าความรักที่แท้จริงไม่ใช่สีแดงย่อมมีสีดำดั่งสีนิล เหมือนดั่งสีศอพระศิวะ เมื่อทรงดื่มพิษร้ายเพื่อรักษาโลกไว้ให้พ้นภัย ความรักแท้จริงต้องสามารถต้านทานพิษแห่งชีวิตและต้องเต็มใจยอมลิ้มรสที่ขมขื่นที่สุดเพื่อเสียสละให้ผู้ที่เรารักคงชีพอยู่ และเพราะด้วยความขมขื่นที่สุดนี้ ความรักย่อมเต็มใจเลือกเอาสีนิล คือ ความขมขื่นไว้ ดีกว่าจะเลือกเอาสีอื่นๆ คือมุ่งแต่จะหาความบันเทิงสุขอย่างเดียว…”

ตอนที่ตัดมาข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ความเปรียบ (Metaphor) อันยอดเยี่ยมของหนังสือเรื่องกามนิต โดยหากฟังจากชื่อ หลายๆ ท่านคงคิดว่ากามนิต เป็นเรื่องเกี่ยวกับความใคร่และอารมณ์ตัณหา แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะกามนิตเป็นประหนึ่งวรรณกรรมพุทธศาสนาที่แท้จริงเรื่องหนึ่ง และในงานเขียนของผู้เขียนขณะที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัย เคยวิเคราะห์หนังสือเรื่องกามนิตเอาไว้ จะขอถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านแบบพอสังเขป

กามนิต ถือเป็นหนึ่งในสุดยอดหนังสือแปลชั้นยอด ด้วยความไพเราะทางภาษา เนื้อเรื่องที่ผู้แต่งแต่งไว้อย่างกินใจ แต่การแปลอันยอดเยี่ยมยากหาตัวจับเช่นเดียวกับหนังสืออย่างสามก๊ก ที่ได้รับการยกย่องจากวรรณคดีสโมสร กามนิตเป็นหนึ่งในหนังสือที่นอกจากจะมีความสำคัญต่อด้านแวดวงวรรณกรรมวรรณคดีแล้ว สำหรับด้านพุทธศาสนาก็ถือว่ามีบทบาทยิ่งต่อสังคมไทย ศิวรักษ์ ได้กล่าวเอาไว้ในคำปรารกหนังสือกามนิต – วาสิฎฐี ว่า “คุณค่าของกามนิตในทางวรรณคดี ไม่เป็นที่กังขา แต่คนส่วนใหญ่ในสมัยนี้คงไม่ทราบว่าหนังสือนี้เป็นหัวเลี้ยวที่สำคัญในทางวรรณกรรมพุทธศาสนาด้วย ผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น ปัญญาชนสมัยนั้นเริ่มรู้สึกกันแล้วว่าไม่มีหนังสือสมัยใหม่สอนพระพุทธศาสนาแก่คนรุ่นใหม่พอกามนิตเผยร่างออกมาทางสำนักไทยเขษม ปัญญาชนในสมัยนั้นก็เลยโล่งอกไปว่า ในรัชกาลที่เจ็ดมีหนังสือดีในทางพระศาสนาปรากฏออกมาแล้ว…” คำโปรยดังกล่าวถือเป็นการวิเคราะห์ความสำคัญด้านเนื้อหาของกามนิตได้อย่างดีเยี่ยม

ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต

วีรพร นิติประภา

โครงเรื่องถูกวางไว้เป็นนิยายรักน้ำเน่ามาตรฐาน เจอกัน จากกัน พบกันใหม่ ผิดใจ รักกัน สามเส้า ความจำเสื่อม แต่เล่าอีกแบบเพื่อบอกว่ามายาคติเป็นอย่าง ความจริงอาจเป็นอีกหลายอย่าง ที่ใช้เรื่องรักเล่าเรื่องความขัดแย้ง เพื่อบอกว่ามันเหมือนกันธรรมดา น้ำเน่า โรแมนติก ไม่ใช่เรื่องใหญ่” คำทิ้งท้ายที่ปกหลังของคุณวีรพร หรือที่รู้จักกันในนามพี่แหม่ม นักเขียนสาวสุดเท่ห์ที่ติดมาในลิสต์ของเราด้วยเช่นกัน เราต้องยอมรับว่า ในลิสต์หนังสือแนะนำสัปดาห์แรกนี้ ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต ดูแปลกแยกกว่าเล่มอื่นๆ อาจจะด้วยเหตุที่ว่าไม่ได้ร่วมสมัยกับอิเหนาและกามนิต และไม่ได้เป็นกวีนิพนธ์แบบงานของอังคาร แต่การอ่านงานเขียนของพี่แหม่มก็รังสรรค์สุนทรียะระคนความเศร้า ปะปนกับความเหงาหน่อยๆ ได้อย่างดีเยี่ยม และมันก็ทำหน้าที่หนังสือน้ำดีได้ดีไม่แพ้ผลงานชั้นครูด้านบนเลย

นิ้วกลม นักเขียนที่ได้รับการยอมรับในหมู่นักอ่านปัจจุบัน พูดถึง ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต เอาไว้ว่า “ความเศร้าที่สวยงาม ชีวิตที่ไร้ทางออก ความโง่ที่ไม่มีจริง ความฉลาดที่ช่วยชีวิตใครไม่ได้ ชีวิตที่ทรยศผู้คน ลมและน้ำสิ่งจำเป็นต่อชีวิตที่พร้อมจะพรากชีวิตไปเช่นกัน ความฝันในสวนเล็กๆ ดอกไม้ ดอกไม้ ดอกไม้ นกที่เราไม่รู้จัก แมวที่ไม่ร้องไห้ให้ความตาย อาหารที่ละเมียดละไม ดนตรีประกอบความเศร้า เสียงหัวใจโหยไห้ไม่รู้จบความรักที่เต็มไปด้วยบาดแผลและรอยเข็ม เฮโรอีนไม่อาจเยียวยา ยานอนหลับที่ไม่ยอมให้ผู้กรอกเข้าปากหลับไปตลอดกาล ความรักที่พ่ายแพ้ ความกลัวตาย นิยายล้านเรื่องก่อตัวเป็นเขาวงกตไร้ทางออก ไส้เดือนตาบอดที่ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป อดีตที่หมุนวนเป็นเครื่องหมายอนันต์ ความเลวร้ายและไร้เหตุผลของชีวิต ที่มีรสนิยมของอาหารและท่วงทำนองสวยงามของดนตรีคอยประคับประคองไว้ จนกว่าเราจะหายใจไม่ไหว และตายไปในเขาวงกต อ่านสิ

เราไม่เข้าใจและไม่รู้เรื่อง ว่านิ้วกลม เขียนอะไรมายืดยาว ซึ่งคำพูดเหล่านี้ถึงจะมีความหมายในตัวเอง แต่พอจับมาไว้ด้วยกันก็หาได้มีความหมายใดๆ ไม่ รู้เพียงว่าเขาอยากให้เราลองอ่านหนังสือเล่มดังกล่าวจากคำพูดสุดท้ายในประโยคที่ว่า “อ่านสิ” และเมื่อเราได้เริ่มอ่าน ไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต เราก็เริ่มเข้าใจในอารมณ์พูดไม่ออกบอกไม่ถูกดังกล่าวของนิ้วกลม และเราจะขอทิ้งท้ายไว้แบบเดียวกันว่า “อ่านเถอะ!” (ให้ท่านผู้อ่านเปิดเพลงที่พี่แหม่มจดไว้ในบรรณานุกรมคลอไปตามแต่ละบทด้วย และจะรู้ว่าหนังหว่องกาไวที่ว่าเหงาแล้ว ไส้เดือนตัวนี้ก็เหงาไม่แพ้กัน

Related Stories

The Read

BOOKS WE RECOMMEND YOU TO READ PART 2

ตอนที่ 2 ของซีรี่ส์บทความใหม่ที่เราจะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่าน

Read

The Read

BOOKS WE RECOMMEND YOU TO READ PART 3

ตอนที่ 3 ของซีรี่ส์บทความใหม่ที่เราจะมาแนะนำให้คุณรู้จักกับหนังสือที่ควรค่าแก่การอ่าน

Read

0Shares
preloader