The Read

BOOKS TO KICK START THE NEW YEAR

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

The Read

BOOKS TO KICK START THE NEW YEAR

17 January 2020

หนังสือ 5 เล่ม ที่จะเสริมภูมิต้านทานให้คุณตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้งก็สามารถบอกตัวเองให้สู้ต่อไปได้

คุณแค่เปิดหนังสือคุณก็ได้เดินทางแล้ว เดินทางในโลกของตัวอักษร – หนุ่ม อำนาจ รัตนมณี เจ้าของร้าน Passport Bookshop ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยากลำบากของธุรกิจหนังสือทั่วโลก ความคิดดังกล่าวเป็นเหมือนธงหัวเรือชูเด่นของร้านหนังสือแห่งนี้ลอยฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวในมหาสมุทร ทุกอย่างเกิดจากการที่คุณหนุ่มเชื่อว่าเหตุผลที่คนเราออกเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ถูกกระตุ้นจากข้อมูลชุดหนึ่ง ซึ่งหนังสือก็เป็นแหล่งข้อมูลชั้นยอดที่จะช่วยสานฝันผู้คนเหล่านั้น เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่เก็บตัวละครตัวเอกในวรรณกรรมโปรดนำมาเป็นแรงไฟบันดาลให้พวกเขานั้นกล้าที่จะออกเดินทางไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ ที่ไม่ได้จำกัดว่าเป็นพื้นที่ทางกายภาพเท่านั้น

 

เราทุกคนควรจะใช้ชีวิตให้เป็นตำนานของตัวเอง  ประโยคที่คุณหนุ่มชอบที่สุดจาก The Alchemist หนังสือที่อยู่กับเขาในช่วงเวลาที่สำคัญของการก่อตั้งร้านหนังสือเดินทาง มันไม่ใช่เรื่องของพรหมลิขิต แต่เป็นความตั้งใจจริงที่เชื่อในพลังของตัวเอง คุณหนุ่มบอกกับเราว่าตัวเขานั้นไม่ได้คลุกคลีอยู่กับหนังสือตั้งแต่เด็ก เพราะตอนนั้นการอ่านหนังสือไม่ใช่กิจกรรมหลักของครอบครัว หนังสือกับตัวเขานั้นเพิ่งจะได้มารู้จักกันอย่างเข้มข้นเลยก็ตอนเรียนมหาวิทยาลัย สำหรับเขาคงเปรียบช่วงเวลานั้นเหมือนอยู่ในดินแดนมหัศจรรย์ ที่ถูกห้อมล้อมด้วยวรรณกรรมชั้นครูมากมายและพร้อมจะขัดเกลาจิตสำนึกและตัวตนของเด็กวัยรุ่น ยังไม่รวมถึงหนังสือในหมวดอื่นๆ อย่างปรัชญาและสังคมศาสตร์ที่เหมือนเป็นดาวเคราะห์น้อยใหญ่ ที่โคจรรอบตัวเรา สร้างแรงดึงดูดให้กับมนุษย์ทุกคนที่ได้อ่าน นิสัยรักการอ่านของเขาในตอนนั้นเป็นแก่นสำคัญที่ทำให้เรามานั่งพูดคุยเขาในร้านหนังสือแห่งนี้ตอนนี้
ก่อนที่จะไปพบกับหนังสือที่เป็นไฮไลท์ของบทความนี้ อยากให้เข้าใจถึงธรรมชาติของการอ่านหนังสือว่าหนังสือก็เหมือนกับหลายสิ่งที่พอเวลาเปลี่ยน บริบทเปลี่ยน หนังสือที่เราอ่านก็เปลี่ยนตามไปด้วย เช่นเดียวกับคุณหนุ่มที่ปัจจุบันเขามีความสนใจต่อหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวการบาลานซ์ชีวิต ให้เราค้นหาความหมายที่แท้จริงว่าชีวิตที่ดีคืออะไร เพราะด้วยมนุษย์วัยสี่สิบที่เจอบททดสอบในชีวิตมาไม่น้อย แม้บางทีอาจจะเจอความหมายของสิ่งที่ตามหาแล้ว แต่การไขว่คว้าเพื่อเตรียมตัวรับมือต่อไปก็คือสิ่งที่พึงกระทำ เพราะเหตุการณ์หลายๆ อย่างสอนเราว่า ชีวิตนี้ไม่แน่นอน

พี่รู้สึกว่าบททดสอบในชีวิตแต่ละช่วงเนี่ยหนัก บางทีเราอาจจะไม่ได้เจอเพียงพอ ถ้าไม่เพียงพอเนี่ยสิ่งหนึ่งที่คุณต้องมีคือเครื่องมือในการรับมือเหล่านั้น คุณคิดว่าคุณมีพร้อมแต่บทมันจะมาจริงๆ คุณต้องการความพร้อมมากกว่านั้น คุณต้องอ่านไปเรื่อยๆ อันนี้พี่ยืนยัน
และแล้วช่วงเวลาที่ถูกต้องก็พาเรามาบรรจบกันอีกครั้ง ความรู้สึกของ ‘การพบเจอกันอีกครั้ง’ ทำให้เรานึกถึงเพื่อนสนิทหรือคนรู้จัก ที่แต่ละครั้งการพบเจอกันในช่วงเวลาที่แตกต่างก็สร้างความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันหรืออาจจะเป็นรสชาติคุ้นลิ้นเหมือนเดิมก็เป็นได้ แต่สิ่งอื่นนอกจากมิตรแท้ที่จะชวนให้เราใช้วลีดังกล่าวก็คือ ‘หนังสือ’ หนังสือเล่มเดิม ที่ตัวอักษรแต่ละตัวจะอยู่ครบถ้วน ไม่เคลื่อนตามเวลาที่หมุนไป แต่จิตใจของผู้คนต่างหากที่ผลัดใบเปลี่ยนตามฤดูกาล คือสาเหตุหลักที่ทำให้เนื้อความในวันนั้นกับวันนี้ต่างกัน นำมาสู่เรื่องที่เราจะมาคุยกับคุณหนุ่มเกี่ยวกับหนังสือเล่มเดิมที่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีก็หยิบมาอ่านซ้ำสร้างพลังบวกให้กับตัวเองต่อได้

นับเป็นโอกาสที่ดีที่เราอยากจะแนะนำหนังสือที่จะเป็นเพื่อนที่คอยประคับประครองจิตใจของคุณให้ไปถึงตลอดรอดฝั่งในปีนี้หรือปีต่อๆ ไป เพราะเราเชื่อหนังสือมันทำงานกับเราตลอดไม่ว่าจะหยิบมันขึ้นมาอ่านในช่วงเวลาไหน
พบกับหนังสือ 5 เล่มที่ถูกคัดสรรจากคุณหนุ่ม เรื่องราวที่จะช่วยลดแรงเสียดทานกับปัญหาที่คุณเผชิญอยู่ตอนนี้ เครื่องมือที่จะช่วยให้ลุกได้เร็วขึ้นจากกับดักหรือความล้มเหลวในชีวิตและใช้ถ้อยคำเหล่านั้น เป็นหมัดฮุคเตือนสติในเวลาที่เราสูญเสียความเป็นตัวเองไป ทั้งหมดนี้เรารวบรวมมาให้แล้ว

เจ้าชายน้อย

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ผลงานของอองตวน เดอ แซงเตกซูเปรี เรื่องนี้คือหนึ่งในวรรณกรรมที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในศตวรรษ ด้วยความสนุกสุดผจญภัยแฟนตาซีทำให้ใครต่อใครก็สามารถเข้าถึงเจ้าชายน้อยโดยง่าย แต่แท้จริงแล้วเนื้อหาเหล่านั้นล้วนแฝงไปด้วยปรัชญาลับคมความคิดและมักชวนตั้งคำถามกับตัวเองตลอดการเดินทางของเจ้าชายน้อย และนี่คือหนึ่งในไม่กี่เล่มที่คุณหนุ่มหยิบขึ้นมาอ่านซ้ำเสมอ และเนื้อหาของหนังสือยังคงทำให้เขาสะเทือนใจเสมอ

พี่รู้สึกว่าถ้าเป็นเด็กอ่านก็จะได้อีกแบบนึง ผู้ใหญ่แต่ละช่วงวัยอ่านก็จะได้อีกแบบนึง พี่ว่าถ้าเริ่มต้นได้ทบทวน ได้อ่านหนังสือเล่มนี้พี่ค่อนข้างมั่นใจว่าเราจะเจอสารอีกสารนึง พี่เจอลูกค้าคนนึงเป็นตำรวจแกเคยอ่านเล่มนี้ตอนเด็กๆ จากนั้นแกแต่งงาน ภรรยาแกเสียชีวิตไป ตอนหลังที่แต่งงานไม่กี่ปี จากนั้นแกมาพูดกับพี่เองว่าแกอ่านเล่มนี้หลังจากที่ภรรยาแกเสียไป แกเข้าใจชีวิตขึ้นอีกเยอะเลยว่าชีวิตจริงๆ มันต้องการอะไร อันนี้พี่ว่ามันตอบคำถามนั้นได้แต่มันแฝงไปด้วยปรัชญา คือเด็กอ่านก็สนุก ผู้ใหญ่อ่านพี่เชื่อว่ามันจะมีท่อนที่มันกระตุก ที่มันฮุคเรา เหมือนการถูกชก และการถูกชกเนี่ยแหละพี่รู้สึกว่ามันทำให้เราได้ตั้งหลักกับชีวิตเราใหม่ว่า เหมือนเป็นการเตือนกลายๆ ว่าเราจะแฉลบซ้ายแล้วนะหรือขวารึเปล่า แล้วชีวิตที่มันควรจะเป็นคืออย่างไรหนอ พี่รู้สึกว่าเจ้าชายน้อยตอบโจทย์นั้นสำหรับพี่เป็นหนังสือที่อ่านซ้ำได้ดีเลย




ใบไม้ไหว ใจนิ่งสงบ

ไม่บ่อยครั้งที่หนังสือแนวคติธรรมจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง แต่กับเล่มนี้คุณหนุ่มบอกว่ามันคือสิ่งที่เขาสนใจในช่วงหลังเหมาะสมกับสถานการณ์ชีวิตตอนนี้ หนังสือที่ถูกจัดอยู่หมวดธรรมะนี้เขียนโดยพระไพศาล วิสาโล ที่ได้ชวนคิดและคลี่คลายความสงสัยต่อปัญหาที่เผชิญอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงมากกว่าการใช้หลักธรรมมาอธิบายแบบที่เราคุ้นตา

พี่เองโดยส่วนตัวพี่ไม่ชอบหนังสือธรรมะที่เป็นธรรมะจ๋า ธรรมะที่เราตั้งคำถามว่าจะประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงยังไง พี่มองไม่ออกเหมือนกัน แต่ว่าเล่มนี้กับเป็นอีกด้านนึง พี่ว่าพระไพศาลเขียนบนพื้นฐานความเป็นจริงมาก สิ่งนึงที่พี่ได้จากหนังสือเล่มนี้จากถ้อยคำที่พระไพศาลเขียน ท่านยกตัวอย่างว่าทำไมเราไปปฏิบัติธรรมสิบวัน ทำไมเราถึงรู้สึกนิ่งจังเลยพอออกมาขับรถรถติดคนตัดหน้าเรา บีบแตร แป๊นๆ แล้วด่าเขา มันหมายความว่าอะไร ทำไมการปฏิบัติธรรมการนิ่งการมีวุฒิภาวะที่ดีมันถึงไม่สามารถอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันได้ มันเกิดอะไรขึ้น ถ้าอย่างนั้นการไปปฏิบัติธรรมสิบถึงสิบห้าวันมันไม่ได้เกิดประโยชน์นะ อันเนี้ยพี่รู้สึกว่ามันทำให้เราต้องตรวจสอบตัวเองใหม่แล้วล่ะ อย่างคำพูดที่พูดว่าก้อนหินก้อนเบ้อเร่อถ้าไม่ไปกำไว้มันจะหนักไหม เออพี่ว่าก็จริงหลายสิ่งหลายอย่างเราไปยึดถือมันไว้ ถ้าวางลงมันก็ไม่หนัก




ชีวิตศตวรรษ

กระแสแนวคิด Work-life balance ถูกพูดถึงติดลมบนในช่วงเวลาสองถึงสามปีมานี้  เราจะวางสมดุลให้กับชีวิตอย่างไร การมีชีวิตแบบไหนที่เรียกว่าดี แบบไหนที่เรียกว่าไม่ดี จริงๆ แล้วชีวิตที่ดีคืออะไร หนังสือ The 100 Year Life หรือ ชีวิตศตวรรษ อุดมไปด้วยข้อมูลวิชาการมากมายเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์มาช่วยประกอบการตัดสินใจของคุณสำหรับสเต็ปต่อไปที่จะเลือกเดินต่อจากนี้

หนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นว่าด้วยเครื่องมือด้วยวิทยาการทางการแพทย์เรามีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่ยืนยาวถึงร้อยปีกันเยอะมากในหลายประเทศด้วย ถ้าดูจากตัวชี้วัดทางการเจริญก้าวหน้านะ แต่คีย์เวิร์ดก็คือว่าอายุยืนอย่างเดียวเพียงพอไหม สิ่งที่จะต้องตามมาคือปัจจัยทางเศรษฐกิจ ถ้าคุณสนใจปัจจัยทางเศรษฐกิจอย่างเดียวร่างกายคุณจะป่วยนั่นคือ ชีวิตที่ดีรึเปล่า ระหว่างเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องเหตุผลกับเรื่องของจิตใจที่เป็นเรื่องของอารมณ์ เราจำเป็นต้องให้ความสำคัญมันคู่กันไหม มันคือสิ่งที่หนังสือเล่มนี้พยายามทำ ฉุดคิดแล้วก็ตั้งหลักกับมัน ถ้าเกิดว่ามีเงินแต่ร่างกายไม่ไหวเนี่ย นอนติดเตียงอยู่เนี่ยเอารึเปล่า กับการใช้ชีวิตอีกแบบนึงอาจจะสนุกมากแต่ไม่มีเงิน ไม่สามารถดูแลตัวเองได้เป็นหนี้เป็นสินแต่ว่าสนุกกับชีวิตจังเลย อันนั้นก็คือชีวิตที่ดีรึเปล่า หนังสือเล่มนี้ก็บอกว่าคุณต้องคิดดีๆ เล่มนี้พี่ว่ามันทำให้เราบาลานซ์ได้ดีขึ้น ซึ่งเขาบอกว่ามันต้องรีบคิดไม่ใช่มาคิดเอาทีหลัง มันต้องมองไว้ไกลๆ สักหน่อยเพราะว่าหลายกรณีมันไม่ทัน




วัยเยาว์อันสิ้นสูญ

Lord of the Flies มาสเตอร์พีซของโลกอีกเล่มหนึ่ง ถูกแต่งขึ้นในปี 1954 โดย วิลเลียม โกลดิ้ง นักเขียนชาวอังกฤษเจ้าของรางวัลโนเบล ภายหลังได้ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ขาวดำในปี 1963 เรื่องราวของเด็กกลุ่มนึงที่ต้องติดเกาะหลังจากเหตุการณ์เครื่องบินตกและต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเอาตัวรอดให้ได้ ซึ่งระหว่างทางก็มีหลากหลายความคิดเกิดขึ้นของกลุ่มเด็กในเรื่อง ประเด็นดังกล่าวทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจ เพราะมันไม่ใช่เพียงแค่นิยายผจญภัยแสนสนุกชวนตื่นเต้นเท่านั้น สัญญะต่างๆ ที่หลบซ่อน แฝงมาในตัวละครและคำพูด จุดไฟสว่างนำทางให้ผู้ใหญ่อย่างเราๆ เดินหน้าชีวิตได้อย่างแน่วแน่

เด็กคนหนึ่งบอกว่า วิธีที่เราจะมีชีวิตรอดเราต้องจุดไฟส่งสัญญาณเพื่อให้คนข้างนอกรู้ว่าเราอยู่ที่นี่ แต่มีอีกคนหนึ่งบอกว่าไม่จำเป็นๆ ตอนนี้ทุกคนกำลังหิวสิ่งที่เราควรจะทำคือการไปล่าหมูป่าแต่ในขณะเดียวกันที่มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่มีใครบอกว่าจุดไฟ โอเคจุดไฟ แต่พอใครบอกว่าไปล่าหมู เฮไปล่าหมู มันเป็นสัญลักษณ์ นัยยะเปรียบเทียบของสังคมผู้ใหญ่ครับ คนจุดไฟมันเหมือนคนที่เชื่อมั่นในอุดมคติบางอย่าง ว่าเนี่ยคือหลักการโดยรวมที่จะนำเราไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า แต่คนที่ล่าหมูมันเหมือนคนแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เฮ้ยตอนนี้เรื่องปากท้องเรื่องกินไปหาของกิน แต่ว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่น้อยที่เฮไหนเฮนั่นไปเหมือนคนที่มีจุดไม่มีจุดยืนที่แน่วแน่ ใครชนะฉันพร้อมที่จะเป็นพวก ตราบใดที่ฉันได้ประโยชน์ฉันพร้อมที่จะเป็นพวก

หนังสือมันยืนยันว่าสุดท้ายแล้วการยึดมั่นในหลักการ การยึดมั่นในอุดมคติต่างๆ จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีได้ มันเตือนเราว่าในการต่อสู้อันยาวไกลในบางกรณีเนี่ยมันแลกกันด้วยความเจ็บปวด แต่ว่าบางกรณีมันก็ต้องยึดมั่นในอุดมคตินั้นให้แน่วแน่ครับ เล่มนี้มันสะท้อนสิ่งเหล่านั้นเลย พี่ว่าถ้าเรากำลังสับสนในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่แล้วมันจะพาเราไปถึงตรงเป้าหมายนั้นหรือไม่ สิ่งนี้จะยืนยันว่าถึงแต่ระหว่างทางก็ถลอกปอกเปิก บาดเจ็บ แต่ว่าครั้นว่าเราจะไม่มีสิ่งนั้นซะเลยก็ติดเกาะตลอดไป




อาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้า

สิ่งเล็กสิ่งน้อยที่เราทำแล้วมีความสุขถึงแม้มันจะเป็นเพียงงานอดิเรก แต่บางทีสิ่งพวกนี้สามารถพยุงจิตใจของเราให้ข้ามผ่านวันเวลาที่ไม่เป็นใจไปได้ นี่คือใจความสำคัญที่เราได้จากหนังสืออัตชีวประวัติเล่มนี้ หลังจากฟังคุณหนุ่มนำเสนออย่างน่าสนใจ อาทิตย์อุทัยดั่งสายฟ้า เป็นเรื่องจริงจากบันทึกของเชลยคนหนึ่งที่เคยมาสร้างทางรถไฟสายมรณะที่จังหวัดกาญจนบุรี ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ชายผู้นี้ใช้พยายามบันทึกสิ่งที่เขาเผชิญเท่าที่เขาจะทำได้ในขณะนั้น ทุกสิ่งที่หาได้จากพื้นดินไม่ว่าจะเป็นเศษผ้า เศษกระดาษและเปลือกไม้และซ่อนมันไว้พอหลังสงครามจบจึงเกิดเป็นหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา

หนังสือที่เขาบันทึกขึ้นมามันมีนัยยะะ นอกจากเป็นบันทึกของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ สิ่งหนึ่งที่เป็นสารหลักของเขาบอกว่าพออยู่ในสถานการณ์ที่มันมืดไม่รู้ว่าทางออกมันจะถึงเมื่อไหร่ หลายคนหมดหวัง หลายคนทนไม่ได้ หลายคนฆ่าตัวตาย บางตอนเขาบอกว่าพอเนื้อเน่าต้องเอาช้อนไปลนไฟ แล้วก็ขูดขาตัวเองทิ้ง มันทำให้หลายคนรับสภาพแบบนี้ไม่ได้ครับเลือกที่จะจบชีวิตตัวเอง เขาบอกว่าเขาเองนั้นโชคดีที่เขานั้นมีงานวาดภาพเป็นกิจกรรมหลัก มันทำให้เขาข้ามผ่านวันต่อวันไปได้ พี่รู้สึกว่าสารของเขาจากเรื่องนี้คือว่าคนเรามันต้องหาสาระหลักสักอย่างนึงในชีวิตให้เจอ แล้วยึดถือมันไว้ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่มันต้องมี ยิ่งในภาวะที่มันมองไม่เห็นทางออกในชีวิตเนี่ย การไม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไรมันทำให้เราไม่อยากที่จะมีชีวิตอยู่

พี่อ่านเล่มนี้จบพี่ไปเมืองกาญด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเลย ยิ่งถ้าไปช่องเขาขาดเห็นหนังสือเล่มนี้วางอยู่ พี่รู้สึกว่าความรู้สึกที่ได้แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง เหมือนมีตัวละครเดินอยู่ตรงนี้เลยครับ แต่สิ่งที่พี่ได้ตกตะกอนความคิดจากเรื่องนี้คือเทียบระหว่างคนที่ไม่รอดกับคนที่รอด อะไรที่ทำให้คนเราวิกลจริตและอะไรที่ทำให้คนบางคนครองสติอยู่ได้ ในภาวะที่มองไม่เห็นทางออก ซึ่งบททดสอบมันมักชอบที่จะทดสอบเราในภาวะเช่นนี้ ภาวะที่ความเป็นความตายมาเยือน สิ่งที่เราเตรียมพร้อมมาทั้งหมดต้องขุดมันออกมาทั้งหมด



ร่วมผจญภัยและหาหนังสือเล่มโปรดของคุณในปีนี้ได้ที่นี่

Related Stories

The Read

QUALITY HOLIDAY READING LIST TO END 2019 WITH

ส่งท้ายปี 2019 อย่างสมบูรณ์แบบด้วย 5 เล่มคุณภาพที่เราอยากให้คุณได้อ่าน

Read

Out of Office

HOW BIG BAD WOLF IS MAKING BOOKS ACCESSIBLE TO ALL

ปรัชญาแนวคิดเบื้องหลังงานมหกรรมหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก The Big Bad Wolf Book Sale

Read

The Read

NOVELS TO READ DURING THE RAINY SEASON

6 วรรณกรรมคุณภาพ ที่เราอยากให้คุณได้อ่านในฤดูฝนนี้

Read

0Shares
preloader