Silver Screens

BOJACK HORSEMAN: ซีรีส์ที่บอกว่า “ประสบการณ์ในวันวานคือจิ๊กซอว์ที่ประกอบเป็นเราในวันนี้”

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

Silver Screens

BOJACK HORSEMAN: ซีรีส์ที่บอกว่า “ประสบการณ์ในวันวานคือจิ๊กซอว์ที่ประกอบเป็นเราในวันนี้”

28 September 2020

Back in the '90s, I was in a very famous TV show

 

ไม่ว่าตัวคุณเอง หรือหันไปมองคนอื่นๆ รอบตัว พวกเขาอาจจะกำลังหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ฉีกยิ้มกว้างให้กับมุกตลก สนุกสนานท่ามกลางเสียงเพลงและแสงไฟในงานปาร์ตี้ แต่เชื่อเถอะภายใต้ความสุขที่ฉาบไว้เบื้องหน้าเหล่านั้น…ทุกคนมีความแตกสลายซ่อยอยู่ภายใน ราวกับแผลเป็นที่ฝังอยู่ในหัวใจอย่างไม่มีวันจางหาย เป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนอย่างไม่รู้จบ 

บางคนโชคดีอาจใช้เวลาไม่นานในการก้ามข้ามผ่านมันมาได้ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่บาดแผลนั้นสาหัสเกินกว่าจะเอาชนะ โดนกัดกร่อนทั้งร่างกายและจิตใจจนแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ รู้ตัวอีกทีชีวิตก็หลงทางอยู่ในวังวนมืดมิดไร้ทางออก 

“บางครั้งชีวิตมันก็เฮงซวย แต่เราก็ต้องอยู่ต่อไป”

โบแจ็ค ฮอร์สแมน ตัวละครเอกจากซีรีส์เรื่อง Bojack Horseman รวมถึงเพื่อนๆ ของเขาสอนให้เรารับรู้ถึงเรื่องนี้ นี่คือหนึ่งในซีรีส์ที่เล่าเรื่องการแตกสลาย ความเจ็บปวดได้อย่างขื่นขมที่สุด ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ตัวละครต้องประสบกับชะตาชีวิตที่ราวกับพระเจ้ากำลังกลั่นแกล้ง 

พวกเขาไม่มีคำปลอบใจให้คนดู มีแต่การตบไหล่เบาๆ แล้วบอกว่า  “นี่แหละชีวิต”

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของซีรีส์เรื่อง Bojack Horseman

 


 

The Horse from Horsin’ Around

 

“Back in the 90s, I was in a very famous tv show

I’m BoJack the Horse, BoJack the Horse”

เนื้อท่อนหนึ่งจาก Back in the 90’s เพลงธีมของ Bojack Horseman ซีรีส์การ์ตูนจิกกัดสังคมรอบด้าน และดำดิ่งถึงการค้นหาคำตอบของชีวิต ผลงานคุณภาพล้นแก้วจากการสร้างสรรค์ของ ราฟาเอล บ๊อบ-วักสเบิร์ก เข้าฉายทางแพลตฟอร์ม Netflix ในช่วงปี 2014-2020 บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

นั่นก็เพราะ โบแจ็ค ฮอร์สแมน ตัวละครเอกของซีรีส์เรื่องนี้ ในอดีตเขาคือสตาร์ดังจาก Horsin’ Around ซิทคอมที่เข้าฉายในช่วงทศวรรษที่ 80-90 (Horsin’ Around ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งที่ผู้เขียนบทสมมติขึ้นมา) เป็นเรื่องราวของเด็กกำพร้า 3 คนที่ไม่มีความผูกพันใดๆ ทางสายเลือด แต่ต้องอาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันโดยมีตัวละคร The Horse เจ้าม้าวัยกลางคนที่รับบทโดย โบแจ็ค ฮอร์สแมน คอยเป็นผู้ดูแล ให้คำปรึกษาเด็กๆ ในด้านต่างๆ เพื่อการเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดี

ถึงแม้เนื้อเรื่องจะไม่มีอะไรแปลกใหม่ไปกว่าการเป็น “ซิทคอมตลกสำหรับเด็ก” ทั่วๆ ไป แต่ด้วยเคมีนักแสดงที่ลงตัวก็ทำให้ Horsin’ Around ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีการผลิตต่อเนื่องยาวนานนับ 10 ซีซั่น ก่อนที่สุดท้ายจะปิดฉากลงพร้อมการมาถึงของสหัสวรรษใหม่

และ Horsin’ Around ก็เป็นผลงานของ โบแจ็ค ฮอร์สแมน เพียงเรื่องเดียวที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าประสบความสำเร็จ….

 

Bojack Horseman - 1

 

ตัดภาพกลับมาในยุคปัจจุบัน โบแจ็ค กลายเป็นอดีตซูเปอร์สตาร์ตกอับในวัย 50 แต่จะพูดว่าตกอับก็คงไม่ถูกต้องเท่าไรนัก เพราะถึงแม้เขาจะใช้ชีวิตสำมะเลเทเมาทุกวัน แทบไม่มีผลงานเรื่องใหม่ กินบุญเก่าจากอดีตที่ผ่านมา อีกทั้งยังคงหลงตัวเองว่ายังเป็นคนดังที่ต้องให้ความสำคัญ ทั้งๆ ที่ทุกคนแทบจะหลงลืมเขาไปหมดแล้ว แต่ โบแจ็ค ก็ยังคงอาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ ณ ฮอลลีวูด ขับรถซูปเปอร์คาร์คันหรู และยังคงมีเงินทองมากมายให้ใช้จ่ายได้อย่างฟุ่มเฟือย เหมือนกับที่เขาเคยบอกว่า 

“ฉันยอมทิ้งช่วงชีวิตวัยรุ่นให้กับซิทคอมเรื่องนี้ อย่างน้อยฉันก็ต้องได้อะไรตอบแทนมาบ้าง เช่นบ้านหลังนี้”

ท่ามกลางชีวิตโดดเดี่ยวไร้จุดหมายในวัย 50 โบแจ็ค ยังคงมีมิตรภาพจากผู้คนรอบข้างให้เขาได้ยึดเหนี่ยวอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็น ทอดด์ ชายหนุ่มวัยรุ่นผู้ไร้ซึ่งจุดหมายใดๆ ในชีวิต โดยเขาได้เข้ามาอาศัยนอนบนโซฟาในห้องรับแขกบ้าน โบแจ็ค หลังจากที่ออกจากบ้านมาตั้งแต่อายุ 18 

ปริ๊นเซส แคโรลิน ผู้ที่เป็นทั้งอดีตคนรัก เอเย่นต์ส่วนตัว คอยดูแลจัดการทุกสิ่งอย่างให้กับ โบแจ็ค ตั้งแต่เธอยังเป็นเพียงเด็กฝึกงานเมื่อ 20 กว่าปีก่อน, ไดแอน นักเขียนสาวที่ โบแจ็ค จ้างมาให้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของเขาเพื่อหวังกอบกู้ชื่อเสียงให้กลับมาโด่งดังอีกครั้ง ซึ่งต่อมาเธอได้กลายเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่สุดในชีวิตของ โบแจ็ค, มิสเตอร์พีนัทบัตเตอร์ อดีตดาราซิทคอมชื่อดังเช่นเดียวกับ โบแจ็ค และเป็นสามีของ ไดแอน

ในช่วงแรกของการดู Bojack Horseman เชื่อว่าผู้ชมหลายคนน่าจะมีความรู้สึกคล้ายกันคือ ไม่เข้าใจว่าซีรีส์เรื่องนี้ตองการที่จะสื่อสารอะไรกันแน่ เพราะในแต่ละตอนมีแต่การหยิบทุกอย่างรอบตัว โดยเฉพาะเรื่องราวในฮอลลีวูด มาจิกกัดเสียดสี สร้างอารมณ์ขันแบบตลกร้าย แล้วก็จบลงไป

จนกระทั่งผ่านไปสักระยะจึงได้รู้ว่าการจิกกัดเสียดสีเหล่านั้นเป็นเพียงน้ำตาลไอซซิ่งที่โรยหน้าซีรีส์เรื่องนี้ให้มีสีสันสวยงาม รสชาติรับประทานง่ายขึ้นเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว Bojack Horseman คือซีรีส์ที่ใช้ภาพการ์ตูนสดใส ตัวละครสัตว์นานาชนิด บอกเล่าเรื่องราว “ชีวิตมนุษย์” ที่ทั้งเข้มข้นและแสนขมขื่น

เหล่าตัวละครในเรื่องล้วนแล้วแต่เป็นผู้แตกสลายที่ต้องการการเยียวยาแทบทั้งสิ้น เพียงแต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร…นั่นแหละคือปัญหาสำคัญ

 


 

Still Broken

 

คนที่แตกสลายย่อมส่งต่อบาดแผลของพวกเขาให้กับคนอื่นๆ นั่นคือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ โบแจ็ค ฮอร์สแมน ก็เช่นกัน ถึงจะไม่ทั้งหมดแต่ก็ไม่ผิดถ้าเขาจะโทษว่าที่ชีวิตปัจจุบันของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลเช่นนี้มีสาเหตุมาจากประสบการณ์เลวร้ายในตอนที่เขายังเด็ก

เบียทริซ ฮอร์สแมน คือแม่ของ โบแจ็ค ที่ตัว โบแจ็ค เอง แทบจะไม่อยากยอมรับสถานะนี้ด้วยซ้ำ เพราะเธอเลี้ยงดูเขามาได้อย่างแย่สุดๆ ไร้ซึ่งความรัก ความเอาใจใส่ มีเพียงคำสบถด่าที่ โบแจ็ค ได้ยินอยู่แทบทุกวัน

“ที่ชีวิตฉันแย่แบบนี้ก็เพราะแก” 

“แกมันคือตัวซวย ถ้าแกไม่เกิดมาชีวิตฉันก็คงไม่เป็นแบบนี้”

นี่เป็นตัวอย่างเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะตลอด 6 ซีซั่นของ Bojack Horseman จะมีการย้อนความหลังให้เห็นชีวิตของ โบแจ็ค ในวัยเด็กอยู่บ่อยครั้ง และแทบทุกครั้งก็ไม่พ้นการโดนพ่นคำด่า พ่นวาจาลดคุณค่าในตัวเองจากผู้เป็นแม่ 

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ไม่สามารถโทษ เบียทริซ ได้ทั้งหมดเช่นกัน เพราะอย่างที่บอก การแตกสลายก็ไม่ต่างอะไรจากเชื้อโรค มันสามารถติดต่อกันได้ผ่านความสัมพันธ์ โดยถึงแม้ เบียทริซ จะเกิดมาในตระกูลเจ้าของธุรกิจผลิตน้ำตาลรายใหญ่ มีฐานะดี แต่หลังจากที่พี่ชายของเธอเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวก็แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ผู้เป็นพ่อทิ้งเธอไป ในขณะที่แม่ถึงแม้จะยังอยู่ แต่ก็เป็นเพียงร่างกาย เพราะจิตใจเธอยังคงจมอยู่กับความโศกเศร้า เบียทริซ เติบโตมาอย่างโดดเดี่ยวและบาดเจ็บสาหัส ซึ่งต่อมาเมื่อเธอให้กำเนิด โบแจ็ค ความรู้สึกเหล่านี้ก็ได้ถ่ายทอดสู่เขาโดยตรงผ่านการเลี้ยงดู

ไม่ใช่แค่ เบียทริซ แต่ บัตเตอร์สก็อตช์ ฮอร์สแมน ผู้เป็นพ่อของ โบแจ็ค ก็ไม่ได้เติมเต็มความเว้าแหว่งในจิตใจแก่ลูกชายเช่นกัน เขาเป็นชายหนุ่มจอมสำมะเลเทเมา เจ้าชู้ วันๆ เอาแต่หมกหมุ่นกับความฝันว่าตัวเองจะเป็นนักเขียนชื่อดังจนทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวไปหมดสิ้น และสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือความฝันที่ว่าไม่เคยใกล้เคียงความจริงแม้สักครั้งจนกระทั่งเขาลาจากโลกนี้ไป

บาดแผลเหล่านี้ได้หล่อหลอมให้ โบแจ็ค เติบโตมาพร้อมกับ “รู” ขนาดใหญ่ในใจ ซึ่งถึงแม้ว่าต่อมาเขาจะกลายเป็นดาราดัง มากด้วยชื่อเสียงเงินทอง แต่มันก็ไม่เคยเติมเต็มให้ โบแจ็ค รู้สึกมีความสุขได้เลย และดูเหมือนว่า เบียทริซ ก็จะทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี โดยมีฉากหนึ่งที่ เบียทริซ ในวัยชราได้พูดกับลูกชายของเธอทางโทรศัพท์ว่า 

 

Bojack Horseman -2

 

“แกโตมาอย่างแตกสลาย นั่นคือตัวตนของแก และตอนนี้แกพยายามจะเติมเต็มตัวเองด้วยหนังสือของแก ภาพยนตร์ของแก แฟนของแก แต่มันก็ไม่ทำให้แกรู้สึกสมบูรณ์หรอก แกคือ โบแจ็ค ฮอร์สแมน ไม่มีทางที่จะรักษามันหาย”

นอกจากบาดแผลเมื่อครั้งวัยเยาว์แล้ว ชีวิตหลังจากกลายเป็นดาราดังของ โบแจ็ค ก็โหดร้ายไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการที่เขาต้องหักหลัง เฮิร์บ คาซาซ ผู้กำกับเพื่อนรักที่ช่วยกันปลุกปั้นโปรเจ็ค Horsin’ Around ขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่วันที่ยังไม่มีอะไร แต่สุดท้ายหลังจากที่ Horsin’ Around โด่งดัง เฮิร์บ ก็โดนแฉว่าเขาเป็นพวกรักร่วมเพศ ซึ่งในฮอลลีวูดยุค 90’s ประเด็นนี้ยังไม่ถูกยอมรับ ดังนั้นทางสตูดิโอจึงพยายามใช้อุบายหลอกล่อให้ โบแจ็ค ยินยอม ให้ถอดถอน เฮิร์บ ออกจากตำแหน่ง เพื่อให้ซีรีส์สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งสุดท้าย โบแจ็ค ก็หลงกล และได้กลายเป็นอีกหนึ่งบาดแผลในใจที่ไม่มีวันลืมเลือน

เมื่อ โบแจ็ค เลิกรากับ วานด้า แฟนสาวของเขาในช่วงท้ายของซีซั่นที่ 2 เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกว่างเปล่าในใจ เขาพยายามอย่างถึงที่สุดแล้วในการรักเธอ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีกต่อไป หลังจากนั้นเขาจึงตัดสินใจหนีหายไปจากฮอลลีวูด มุ่งหน้าสู่รัฐนิวเม็กซิโก เพื่อมาพบกับ ชาร์ล็อตต์ คนที่เคยรักเมื่อครั้งอดีต และยังคงรู้สึกเช่นนั้นมาจนถึงปัจจุบัน 

แต่หลังจากที่ประตูบ้านของ ชาร์ล็อตต์ เปิดออก โบแจ็ค ก็ต้องพบกับความผิดหวัง เธอแต่งงานมีครอบครัวมานานแล้ว แถมยังมีลูกสาวที่อยู่ในวัยมัธยมปลายหน้าตาน่ารักอย่าง เพนนี อาศัยอยู่ด้วย 

“คุณเข้ารถมาจากแอลเอถึงนี่เพื่อมาหาฉันเหรอ”

“เปล่า ผมมาเทศกาลประมูลเรือต่างหาก”

โบแจ็ค ใช้ข้ออ้างโง่ๆ ในการโกหก ทำให้สุดท้ายเขาก็ได้อาศัยอยู่ร่วมชายคากับครอบครัวชาร์ล็อตต์ ในฐานะเพื่อนเก่าที่แสนดี นอกจากนั้น โบแจ็ค ก็ยังกลายเป็นเพื่อนสนิทกับ เพนนี อีกด้วย เขาช่วยสอนเธอในเรื่องต่างๆ ปลอบใจเธอยามเศร้า ดังนั้นเมื่อวันงานพรอมมาถึง เพนนี ที่โดนหักอกมาจึงอาสาชวน โบแจ็ค ให้ช่วยเป็นคู่ควงเธอไปที่งานพรอม

ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวย แต่เมื่อค่ำคืนเข้าสู่ช่วงสุดท้าย เพนนี กลับแสดงทีท่าเชิญชวนให้ โบแจ็ค มีเซ็กส์กับเธอ ในตอนแรกเขาปฏิเสธเสียงแข็ง เขารู้ดีว่ามันจะแย่แค่ไหนถ้าจากที่ตั้งใจจะมาหารักแรกอย่าง ชาร์ล็อตต์ แต่เมื่อเธอมีสามีแล้วก็กลับมีเซ็กส์กับลูกสาวของเธอ

อย่างไรก็ตามเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ในขณะที่ เพนนี รุกเข้าหาตัว โบแจ็ค อยู่นั้น ชาร์ล็อตต์ ก็เปิดประตูมาเจอพอดิบพอดี และด้วยภาพที่อยู่ตรงหน้า ต่อให้แก้ตัวยังไงก็ไม่มีทางฟังขึ้น โบแจ็ค โดนขับไล่ออกจากบ้านหลังนั้นในทันที พร้อมตัดความสัมพันธ์ทุกอย่างที่มี 

จากที่รู้สึกเหมือนว่าความสัมพันธ์กับครอบครัวนี้จะช่วยเติมเต็มเขาได้ ตอนนี้ โบแจ็ค กลับมารู้สึกว่างเปล่าอีกครั้ง พร้อมกับรอยแผลที่มากขึ้นกว่าเดิม

โบแจ็ค รู้สึกเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก แต่ถ้าเทียบกับสิ่งที่เขาต้องเจอหลังจากนั้น เรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องเล็กๆ ไปเลย เพราะสิ่งที่ทำให้ โบแจ็ค รู้สึกแตกสลายที่สุดเกิดขึ้นเพราะผู้หญิงที่ชื่อว่า ซาราห์ ลิน 

ความสัมพันธ์ระหว่าง โบแจ็ค กับ ซาราห์ ลิน ค่อนข้างเป็นอะไรที่ซับซ้อน ในอดีตพวกเขาเคยเป็นนักแสดงนำในซิทคอม Horsin’ Around ด้วยกัน โดย ลิน คือหนึ่งในเด็กกำพร้าที่มาอาศัยร่วมชายคากับตัวละคร  The Horse ของ โบแจ็ค 

ในช่วงที่ Horsin’ Around ยังเป็นเด็กน้อยที่อายุยังไม่ครบ 10 ขวบ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ โบแจ็ค จึงคล้ายๆ กับพ่อ-ลูก ทั้งในจอและนอกจอ แต่หลังจากที่ Horsin’ Around อำลาจอไป ทั้งคู่ก็ค่อยๆ ห่างเหินจากกัน

จนกระทั่ง ลิน เติบโตขึ้นเป็นป๊อปสตาร์สาวชื่อดัง แต่เธอกลับตกเป็นทาสเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์และยาเสพติดชนิดถอนตัวไม่ขึ้น โดยทุกครั้งที่เธอต้องการเสพยา คนแรกที่เธอจะโทรหาไม่ใช่ใครที่ไหน…โบแจ็ค ฮอร์สแมน 

จากพ่อ-ลูก กลายเป็นเพื่อนสนิทที่เมาไปด้วยกัน หรือถ้าจะให้ถูกต้องกว่านั้นอาจจะกล่าวได้ว่าพวกเขาเป็นภาพสะท้อนซึ่งกันและกันก็ว่าได้ เป็นคนที่เข้าใจกันมากที่สุด เป็นที่ยึดเหนี่ยวให้รู้สึกว่าชีวิตแสนเศร้านี้ก็ไม่โดดเดี่ยวจนเกินไป 

 

Bojack Horseman - 3

 

หลังจากที่ โบแจ็ค พลาดหวังการมีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ เขาก็โทรหา ซาราห์ ลิน ให้มาปาร์ตี้ด้วยกัน และถึงแม้ว่า ลิน จะเข้าคอร์สบำบัดจนเลิกเหล้าสำเร็จไปได้กว่า 9 เดือนแล้ว แต่เมื่อคนที่ชวนเป็น โบแจ็ค เธอก็ไม่ปฏิเสธ 

ทั้งคู่ใช้เวลาอยู่ในโลกแห่งความมึนเมาด้วยกันนับเดือน เปลือกที่ห่อหุ้มตัวพวกเขาไว้ค่อยๆ เผยออกทีละนิด จนกระทั่งวันหนึ่ง โบแจ็ค ก็ค่อยๆ เกิดความรู้สึกที่ว่า…หรือ ซาราห์ ลิน จะเป็นคนที่เขาอยากอยู่ด้วยไปตลอดชีวิต คนที่จะเข้ามาช่วยเติมเต็มความเว้าแหว่งในจิตใจของเขา

“ฉันรักเธอ ซาราห์ ลิน” โบแจ็ค พูดออกไป แต่ ฝ่ายหญิงสาวอยู่ในสภาพเมาอย่างหนักจนไม่ได้ยิน 

หลังจากนั้น โบแจ็ค กับ ซาราห์ ลิน เดินทางไปยังท้องฟ้าจำลอง ซึ่งเป็นสถานที่โปรดของพวกเขาในสภาพเมายาสุดขีด ทั้งคู่นั่งดูดาวด้วยกัน และถึงแม้จะเป็นสภาพที่สติสัมปชัญญะไม่เต็มร้อย แต่จากบทสนทาของพวกเขาในตอนนั้น เราเองในฐานะคนดูรู้สึกมีความหวังขึ้นมาว่าหลังจากการเมาครั้งนี้สิ้นสุดลง ชีวิตของทั้งคู่จะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

“ฉันอยากเป็นสถาปนิก” ซาราห์ ลิน พูดออกมาราวกับเป็นการปลดเปลื้องสิ่งที่อยู่ภายในใจ เพราะที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตตามความต้องการของคนอื่นมาตลอด ไม่เคยเป็นตัวของตัวเองเลยสักครั้ง 

“ดูสิ ซาราห์ ลิน ท่ามกลางจักรวาลอันกว้างใหญ่ เราเป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่สักวันหนึ่งจะถูกลืม ดังนั้นมันไม่สำคัญว่าในอดีตเราทำอะไรหรือเราจะถูกจดจำอย่างไร สิ่งเดียวที่สำคัญคือตอนนี้ ช่วงเวลานี้ ช่วงเวลาน่าตื่นเต้นที่เราแบ่งปันร่วมกัน ใช่ไหม ซาราห์ ลิน ซาราห์ ลิน ซาราห์ ลิน” โบแจ็ค หันไปเรียก ซาราห์ ลิน ที่หลับอยู่บนไหล่ของเขา แต่ไม่ว่าจะเรียกเท่าไรเธอก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกแล้ว 

ซาราห์ ลิน จากโลกนี้ไปจากการเสพยาเกินขนาด…เป็นอีกครั้งที่ โบแจ็ค ต้องเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่จะตามหลอกหลอนเขาไปอีกนาน

ขอหยุดเรื่องราวการแตกสลายของ โบแจ็ค ไว้เพียงเท่านี้ ทั้งที่จริงๆ แล้วนอกจากบาดแผลใหญ่ที่ได้เล่าไป โบแจ็ค ยังมีบาดแผลเล็กๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ต่างฝ่ายต่างท็อกซิกซึ่งกันและกันระหว่างเขากับ ไดแอน หรือการที่ ฮอลลี่ฮอค น้องสาวซึ่งเป็นญาติทางสายเลือดเพียงคนเดียวที่เขาเหลืออยู่ก็มาตัดความสัมพันธ์กับเขาไปอีก

เรามาต่อกันที่ตัวละครอื่นกันบ้าง…ไดแอน เหงียน

ไดแอน เหงียน คือนักเขียนที่ โบแจ็ค จ้างมาเพื่อให้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของเขา แต่ด้วยความสนิทสนม ทำให้ถึงแม้หนังสือจะจบลงไปแล้ว แต่เธอก็ยังคงวนเวียนอยู่ในชีวิตของ โบแจ็ค ไม่ไปไหน เรียกได้ว่า ไดแอน คือตัวละครที่มีความสัมพันธ์ “พิเศษ” กับ โบแจ็ค มากๆ พวกเขาไม่ใช่คนรักกัน แต่กลับมีบางอย่างที่ผูกทั้งคู่เอาไว้อย่างแยกไม่ออก

ไดแอน เติบโตขึ้นมาในครอบครัวชาวเวียดนามอพยพ และแน่นอนว่าเธอไม่ได้รับการเลี้ยงดูที่ดี สภาพแวดล้อมในตอนเด็กของ ไดแอน เข้าขั้นเลวร้าย ทำให้เธอเติบโตขึ้นมาด้วยความคิดที่ว่าตัวเธอคือ “หลุม” ขนาดใหญ่ ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งอย่างโดยไม่รู้สึกอิ่ม และไม่มีวันที่จะมีสิ่งใดมาเติมให้มันเต็มได้

ไดแอน ทิ้งครอบครัวห่วยแตกของเธอไว้เบื้องหลัง ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาเสี่ยงโชคในลอสแอนเจลิส แต่ไม่ว่าเธอจะหนีไปไกลเท่าไร สุดท้ายมันก็เป็นเพียงแค่ “การเปลี่ยนที่ทุกข์” เท่านั้น ถึงแม้บาดแผลในใจของ ไดแอน อาจจะดูน้ำหนักเบา ไม่มีที่มาที่ไปเท่าไรนักเมื่อเทียบกับคนอื่น แต่ด้วยนิสัยของเธอที่อยากให้โลกเป็นเหมือนดั่งใจคิดทุกอย่าง ทนเห็นความไม่เท่าเทียมกันไม่ได้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องเฟมินิสต์ รู้ตัวอีกทีเธอก็ป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และเคว้งคว้างโดดเดี่ยว หลงทางในช่วงวัย 30 กลางๆ 

ทอดด์ ชาเวส ก็เช่นเดียวกับตัวละครอื่นๆ เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่อบอุ่นเท่าไรนัก แม่แต่งงานกับสามีใหม่ จนเมื่ออายุ 18 ปี ทอดด์ ก็ตัดสินใจหนีออกมาจากบ้านแบบไม่มีแผนการ เขาใช้ชีวิตโซซัดโซเซพเนจรไปเรื่อยๆ และได้บังเอิญตีเนียนเข้ามาในปาร์ตี้ฮัลโลวีนที่จัดขึ้นภายในบ้านของ โบแจ็ค 

หลังจากปาร์ตี้เลิกรา ทุกคนแยกย้ายกลับไปหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ โบแจ็ค เจ้าของบ้านที่เพิ่งผ่านพ้นความสนุกสนานแบบจอมปลอม และกำลังนั่งจมอยู่กับความโดดเดี่ยวอันเที่ยงแท้ โดยคนที่นั่งข้างๆ คือ ทอดด์ ที่ก็ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตต่อดีเหมือนกัน

“นายไม่ต้องรีบกลับก็ได้ อยู่ต่ออีกหน่อยสิ” โบแจ็ค เอ่ยปากชวน

“โอเค”

อีกหน่อยที่ว่ากลับกลายเป็นระยะเวลากว่า 6 ปี เพราะหลังจากนั้น ทอดด์ ก็ใช้ชีวิตอยู่ในห้องนั่งเล่นของ โบแจ็ค อย่างไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ ซึ่งถึงแม้ว่า โบแจ็ค จะรำคาญเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่น้อย แต่ที่เขาไม่ไล่ออกไปอย่างจริงจังก็เป็นเพราะลึกๆ โบแจ็ค ก็รู้สึกคลายเหงาลงไปพอสมควรเมื่อมี ทอดด์ อยู่ด้วย

 

Bojack Horseman - 3

 

ไม่ใช่ ทอดด์ ไม่รู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่คือการใช้ชีวิตอย่างเลื่อนลอย ไร้ค่า ไร้จุดหมาย ตรงกันข้ามเขากลับพูดเรื่องนี้ออกมาบ่อยครั้งด้วยซ้ำ ทอดด์ จะรู้สึกดีใจด้วยซ้ำทุกครั้งที่มีคนมอบหมายหน้าที่บางอย่างให้เขา เพราะเขาจะรู้สึกตัวเองมีคุณค่าขึ้นมา แต่ที่เขาใช้ชีวิตแบบนี้เพราะเขาแค่ไม่รู้จริงๆ ว่าเป้าหมายในชีวิตของตัวเองคืออะไร นอกจากนั้นการที่ ทอดด์ เป็น “คนไม่ฝักใฝ่เรื่องเพศ” ยิ่งทำให้เขารู้สึกแปลกแยกจากสังคมขึ้นไปอีก ดังนั้น ทอดด์ จึงเป็นอีกตัวละครเรียกเสียงฮา ทั้งๆ ที่ภายในแตกสลายเช่นกัน

ปิดท้ายด้วย ปริ๊นเซส แคโรลิน อดีตคนรักและเอเย่นต์ส่วนตัวของ โบแจ็ค นี่คือตัวละครที่เป็นภาพสะท้อนของผู้หญิงยุคปัจจุบัน ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ร่มเงาชายเป็นใหญ่ในการแอบอิงอีกต่อไป ตรงกันข้ามด้วยความแกร่งของเธอทำให้ผู้ชายหลายคนรู้สึกยอมรับด้วยซ้ำ

ด้วยอาชีพของเธอทำให้ ปริ๊นเซส แคโรลิน ต้องรับโทรศัพท์พร้อมให้การช่วยเหลือลูกค้าของเธอแทบทุกนาที งานนี้คืองานที่กัดกินชีวิตของเธอไปแทบทั้งหมด รู้ตัวอีกทีจากเด็กฝึกงานในวันนั้น พริบตาเดียวก็กลายเป็นหญิงสาวอายุ 40 ปีแล้ว และเมื่อมองย้อนกลับไปชีวิตที่ผ่านมาของเธอก็ไม่มีอะไรนอกจากคำว่า “งาน”

ปริ๊นเซส แคโรลิน รู้ดีว่าเธอคือคนบ้างาน และงานที่เธอรักก็ได้พรากทุกอย่างที่เธอสมควรจะได้รับไปจากเธอเสียหมดสิ้น เพียงแต่เธอก็มีเหตุผลในการใช้ชีวิตแบบนี้อยู่เหมือนกัน

“ฉันกลัวว่าถ้าฉันเปลี่ยนจากที่ต้องดูแลคนอื่นมาให้คนอื่นดูแลจะเท่ากับว่าฉันอ่อนแอ ซึ่งนั่นไม่ใช่ตัวตนของฉัน”

หนึ่งในฉากที่เราทั้งชอบและรู้สึกสะเทือนใจกับชีวิตของ ปริ๊นเซส แคโรลิน ที่สุดคือฉากวันเกิดครบรอบ 40 ปีของเธอ แต่ทั้งๆ ที่ผ่านพ้นเที่ยงคืนไปแล้วเธอก็ยังคงอยู่ในห้องทำงาน เหม่อมองออกนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย เป็นฉากเงียบงัน ไร้ซึ่งบทสนทนา แต่กลับทำให้ผู้ชมเข้าใจบาดแผลของ ปริ๊นเซส แคโรลิน ได้เป็นอย่างดี 

 


 

Nice While It Lasted

 

ความยอดเยี่ยมของ ราฟาเอล บ๊อบ-วักสเบิร์ก ผู้สร้างสรรค์ซีรีส์ Bojack Horseman คือการที่เขาพาผู้ชมจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอันแตกสลายของตัวละคร ก่อนที่ในตอนท้ายเขาจะดึงมือทั้งตัวละครและผู้ชมให้ขึ้นเหนือน้ำมาหายใจได้อีกครั้ง…ไม่ใช่ตอนจบสวยงามแบบเทพนิยาย แต่เป็นความจริงที่ทุกคนสามารถพบเจอได้โดยไม่ไกลเกินเอื้อม

โบแจ็ค คือตัวละครเอกที่มีบาดแผลมากที่สุด และการต่อสู้ของเขาก็ยากลำบากที่สุด ดังนั้นเราขอเก็บเขาไว้เป็นคนสุดท้าย ก่อนอื่นเรามาเริ่มกันที่ตัวละคร ทอดด์ ชาเวส

ผู้ชมจะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครนี้อย่างชัดเจน จากในตอนแรกที่เป็นชายหนุ่มไร้จุดหมาย นอนเล่นเกมอยู่บนโซฟาไปวันๆ แต่หลังจากนั้นเขาก็เริ่มนำไอเดียในสมองที่มีมาลงมือทำให้กลายเป็นความจริง  ทอดด์ ก็กลายเป็นตัวละครที่ผู้ชมเองรู้สึกว่าเชื่อใจได้ มีความรับผิดชอบ ตรงกันข้ามกับในตอนแรกโดยสิ้นเชิง 

ในช่วงสุดท้ายของเรื่อง ทอดด์ ก็ได้ค้นพบกับเป้าหมายในชีวิตของตัวเองอย่างบังเอิญ นั่นคือการเป็น “พี่เลี้ยงเด็ก” ที่เขาทำมันได้ดี และมีความสุขกับมันมากๆ นอกจากนั้น ทอดด์ ยังได้เจอกับตัวละคร มอดด์ กระต่ายสาวที่ไม่ฝักใฝ่เรื่องเพศเหมือนกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะตกลงคบหาเป็นแฟนกัน 

ตลอดทั้งเรื่อง ทอดด์ ไม่เคยมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองเลย อาศัยนอนตามโซฟาบ้านคนอื่นตลอดจนกลายเป็นเอกลักษณ์ของตัวละครนี้ แต่หลังจากที่ได้เจอกับ มอดด์ พวกเขาก็ตกลงที่จะหาที่อยู่อาศัยร่วมกัน เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทอดด์ ชาเวส ที่เคยไร้จุดหมายในวันนั้น ตอนนี้เขาได้เติบโตขึ้นแล้ว 

หนึ่งในฉากที่ผู้ชมทั่วโลกประทับใจที่สุดคือฉากบทสนทนาสุดท้ายบนชายหาดระหว่าง โบแจ็ค กับ ทอดด์ โดยบทสนทนานี้ทำให้รู้ว่า ทอดด์ ได้เปลี่ยนไปแล้วจริงๆ เขาไม่จำเป็นต้องพึ่งพิง โบแจ็ค เหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว แต่ในขณะเดียวกันประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย เพราะมันได้หล่อหลอมให้ ทอดด์ เมื่อวันวาน กลายเป็นทอดด์ ในวันนี้ 

“ที่ผ่านมามันก็ดีใช่ไหม” โบแจ็ค เอ่ยถาม

“ใช่ ที่ผ่านมามันก็ดีนะ” ท็อดด์ ตอบ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินลับออกไปชายหาดทราย ทิ้งพลุไฟตระการตาไว้เบื้องหลัง และถ้าในสังเกตดีๆ ในฉากนี้จะเห็นว่ารอยเท้าตอนที่เดินลงมาชายหาดมีเพียงรอยเท้าของ โบแจ็ค เพียงคนเดียว (เพราะ ทอดด์ ขอร้องว่าอยากขี่หลัง โบแจ็ค) ทว่าตอนที่เดินกลับรอยเท้ามี 2 รอย นี่คือข้อความลับที่บอกกับผู้ชมว่าที่ผ่านมา ทอดด์ พึ่งพาคนอื่นในการใช้ชีวิตมาตลอด แต่ตอนนี้เขาพร้อมแล้วที่จะหยืดหยัดด้วยสองขาของตัวเอง

 

 

ตัวละครต่อไปคือ ปริ๊นเซส แคโรลิน ที่หลังจากทุ่มให้กับงานมาทั้งชีวิต ในช่วงสุดท้ายของเรื่องเธอก็เริ่มตัดแบ่งชีวิตของเธอให้กับด้านอื่นๆ บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการรับอุปถัมภ์ทารกมาเลี้ยง นอกจากนั้นจากที่เคยหมดหวังไปแล้วว่าชีวิตนี้จะได้เคียงคู่กับใคร แต่ในที่สุดเธอก็ได้แต่งงานกับ จูดาห์ ผู้ช่วยที่จงรักภักดีกับเธอมาตลอด 

การปลดเปลื้องบาดแผลในจิตใจของ ปริ๊นเซส แคโรลิน คือสิ่งที่ตรงกับคนในยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่ามกลางชีวิตอันแสนวุ่นวาย เราต่างพยายามทำทุกอย่างเพื่อทำให้คนนู้นคนนี้พอใจ เพื่อการเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน จนสุดท้ายทุกคนครอบตัวเราต่างมีความสุขกันไปหมด กลายเป็นเราเพียงคนเดียวที่ต้องจมอยู่กับความว่างเปล่าของชีวิต พร้อมคำถามที่ว่า 

“ฉันทำมันไปเพื่ออะไร”

ในฉากสุดท้ายระหว่าง โบแจ็ค กับ ปริ๊นเซส แคโรลิน ทั้งคู่เต้นรำกัน พร้อมบทสนทนาว่า

“ฉันกลัวว่าสิ่งนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดเกิดขึ้นกับฉัน แต่ถ้าสุดท้ายมันก็ไม่ทำให้ฉันมีความสุขอย่างที่ควรจะเป็น นั่นคงแปลว่าฉันคงหวังอะไรไม่ได้แล้ว” ปริ๊นเซส แคโรลิน กล่าว

“ใช่ เรื่องพวกนี้อาจจะจริง แต่ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าคุณควรมีความสุข และนี่คือสิ่งที่ทำให้คุณมีความสุขล่ะ คุณอาจไม่ต้องกังวลว่าหลังจากนี้จะมีความสุขหรือเปล่า แค่โฟกัสกับความสุขตอนนี้ดีกว่าไหม”

“มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ”

“ไม่ แต่ที่เธอมาถึงตรงนี้ได้เพราะ ปริ๊นเซส แคโรลิน คือผู้หญิงที่ฉลาดที่สุด และเราควรเชื่อฟังเธอ”

ความสัมพันธ์ระหว่าง โบแจ็ค กับ ปริ๊นเซส แคโรลิน ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา คือมิตรแท้อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ในแง่หนึ่งพวกเขาต่างก็ฉุดรั้งให้ต่างฝ่ายต่างไม่มีความสุขเช่นกัน ดังนั้นการเต้นรำครั้งนี้คือการปลดเปลื้องสิ่งเหล่านั้นออกไป แม้แต่ในตอนที่ โบแจ็ค ถามว่าถ้าเขาอยากกลับเข้าวงการบันเทิง เธอจะยังเป็นเอเย่นต์ให้เขาไหม ปริ๊นเซส แคโรลิน ก็ตอบปฏิเสธ และบอกว่าจะจัดการหาเอเย่นต์ที่เก่งที่สุดให้แทน มันคือการปฏิเสธครั้งแรกในชีวิตที่เธอมอบให้กับ โบแจ็ค 

ไม่ได้หมายความว่ามิตรภาพของทั้งคู่จะหายไป เพียงแต่ต่างคนต่างก็ต้องเดินต่อไปเพื่อค้นหาความสุขในเส้นทางของตัวเองก็เท่านั้น

ส่วน ไดแอน หลังจากที่จมกับความซึมเศร้าและว่างเปล่าของชีวิต เธอก็ได้พบกับ กาย ตากล้องเพื่อนร่วมงานของเธอ ทั้งคู่มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน ก่อนที่ ไดแอน จะตัดสินใจครั้งสำคัญ ย้ายออกจากลอสแอนเจลิสเพื่อไปอยู่กับ กาย ที่ชิคาโก 

การปลดเปลื้องของ ไดแอน ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความรู้สึกที่พังทลายของเธอค่อยๆ ถูกหยิบจับมาซ่อมแซมทีละน้อย การได้มีคนรักอยู่เคียงข้างอย่างน้อยก็ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น เช่นเดียวกับเรื่องงาน ไดแอน ได้เป็นนักเขียนชื่อดังในตอนสุดท้าย ถึงแม้จะเป็นวรรณกรรมเด็กที่ไม่ใช่สิ่งที่เธอชอบเท่าไรนัก แต่อย่างน้อยเธอก็รู้ว่างานเขียนเธอมีคุณค่าสำหรับนักอ่าน

ด้วยวัยที่เพิ่มขึ้น จากที่เคยรู้สึกขัดหูขัดตาทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก และพยายามต่อสู้เพื่อให้มันเป็นไปตามที่คิด แต่ในตอนสุดท้ายของเรื่อง ไดแอน ได้เรียนรู้ว่าเธอไม่สามารถควบคุมทุกอย่างให้เป็นดั่งใจได้ เพราะชีวิตมันก็แบบบนี้แหละ ความเลวร้ายทุกอย่างในอดีต ทุกคนที่เราเคยพบพาน คือจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ที่ประกอบเข้าด้วยกันจนเป็นตัวเราในวันนี้

“ชีวิตมันเส็งเคร็ง แต่เราก็ต้องอยู่กันต่อไป” ไดแอน กล่าวกับ โบแจ็ค ในฉากสุดท้าย 

ปิดม่านบทความนี้ด้วย โบแจ็ค ฮอร์สแมน 

ไม่ใช่ว่าไม่พยายาม แต่ โบแจ็ค พยายามอย่างถึงที่สุดแล้วที่จะฉุดชีวิตออกจากจุดที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการพาตัวเองเข้าบำบัดอาการติดเหล้า รวมถึงการสารภาพต่อหน้าทุกคนว่าความจริงเบื้องหลังการตายของ ซาราห์ ลิน คืออะไร แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรเขาก็ไม่สามารถผ่านบททดสอบที่พระเจ้ามอบให้เสียที 

จนกระทั่งในช่วงสุดท้ายของเรื่อง โบแจ็ค ที่ชีวิตพังทลายหมดสิ้นแล้วทุกอย่าง แม้กระทั่งเงินทองที่เคยมีมากมาย ตอนนี้ก็ไม่มีเหลือ ดังนั้นเขาจึงกลับมาดื่มเหล้า เสพยาเสพติดอย่างหนักอีกครั้ง จนสุดท้ายก็พลัดตกลงไปในสระว่ายน้ำ

ในระหว่างที่ชีวิตตั้งอยู่บนความเป็นความตายนั้นเอง ห้วงความคิดของ โบแจ็ค ก็ชักนำให้เขาได้พบกับผู้สร้างบาดแผลทุกคนในอดีต ไม่ว่าจะเป็น พ่อ, แม่, ซาราห์ ลิน, เฮิร์บ คาซาซ 

โบแจ็ค ได้พูดคุยกับคนเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่ในความคิด แต่มันก็ทำให้เขาปลดเปลื้องสิ่งที่คั่งค้างในใจออกไปได้ไม่น้อย เมื่อความฝันใกล้จบ โบแจ็ค ระลึกได้ว่าตัวเองกำลังจะตาย เขารู้สึกกลัวขึ้นมาจับขั้วหัวใจ และทำให้เขารู้ว่าชีวิตนี้ก็ยังมีคุณค่าอยู่ 

 

 

สุดท้าย โบแจ็ค ก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์ และได้เดินทางมายังงานแต่งงานของ ปริ๊นเซส แคโรลิน และในฉากสุดท้ายของเรื่อง เขาก็ได้ปีนขึ้นไปบนหลังคา พบกับ ไดแอน ที่นั่งอยู่ ก่อนที่จะเริ่มบทสนทนากัน

“มันคงตลกดีนะ ถ้านี่คือครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกัน” โบแจ็ค บอกกับ ไดแอน พวกเขาผ่านอะไรด้วยกันมามากมาย การจากลาจึงเป็นสิ่งที่น่าเศร้า แต่ในเมื่อต่างฝ่ายต่างฉุดรั้งกัน นี่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด นอกจากนั้นในตอนนี้ทุกคนรอบตัวได้เดินออกจากจุดเดิมไปไกลแล้ว โบแจ็ค เองก็ต้องพยายามเช่นกัน 

เมื่อบทสนทนาสิ้นสุดลง ต่างฝ่ายต่างเงียบ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่สกาวด้วยหมู่ดาว 

“เป็นคืนที่ดีนะ” ไดแอน เอ่ย

“ดีจัง” โบแจ็ค ตอบ

คืนที่ดีที่ว่าคือการที่คืนนี้เป็นคืนที่ทุกคนจะได้เริ่มก้าวเดินต่อไปอย่างพร้อมเพรียงกัน หลังจากที่ผ่านเรื่องราวเลวรา้ยต่างๆ มากมาย…นี่แหละชีวิต ตราบใดที่บทสุดท้ายยังเดินทางมาไม่ถึง เราทุกคนก็ทำได้เพียงเต้นไปตามจังหวะของมันให้ดีที่สุด

Related Stories

Silver Screens

STUDIO GHIBLI: 4 อนิเมชั่นที่พิสูจน์ว่าสตูดิโอจิบลิเป็นผู้มาก่อนกาล

ความในใจของฮายาโอะ มิยาซากิ เสียงคำรามแห่งพงไพรจากยุค ‘80s - '90s ที่บอกว่าประเด็นเหล่านี้ไม่เคยเก่าเลย

Read

Silver Screens

MAKOTO SHINKAI: ทบทวนคำถามว่าด้วยความสัมพันธ์มนุษย์ ในอนิเมชั่นของผู้กำกับแห่งยุค

หนึ่งในสิ่งที่อธิบายได้ยากและซับซ้อนที่สุดคือความสัมพันธ์ของมนุษย์ เพราะทุกคนมีคำตอบเป็นของตัวเอง

Read

Silver Screens

ทำไม 500 Days of Summer จึงขึ้นหิ้งหนังรอมคอมคลาสสิกตลอดกาล

3 เหตุผลที่ทำให้ “หนังรักแต่ไม่รัก” เรื่องนี้ยังครองใจผู้คนได้เสมอ

Read

0Shares
preloader