The Inspirations

BINKO: นักวาดภาพผู้เปลี่ยนความโดดเดี่ยวให้กลายเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยจินตนาการ

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

The Inspirations

BINKO: นักวาดภาพผู้เปลี่ยนความโดดเดี่ยวให้กลายเป็นผลงานที่เต็มไปด้วยจินตนาการ

25 March 2020

เส้นทางที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบของ Illustrator สาวผู้มีสไตล์โดดเด่นไม่เหมือนใคร

 

“เหมือนตอนนั้นเราเฟดตัวเองออกจากสังคม เราไม่สามารถนอนหลับตอนกลางคืนได้ เกือบทุกคืนที่เราต้องออกจากคอนโด ขนของที่ใช้วาดรูปไปนั่งทำงานในร้านกาแฟ 24 ชั่วโมง เพราะว่าอยากเจอผู้คน อย่างน้อยก็มีคนชงกาแฟ ให้รู้สึกว่ามีคนอยู่รอบๆ ตัว พอสว่าง คนเริ่มขับรถออกไปทำงาน เราก็ค่อยกลับมานอน เพื่อให้รู้ว่าคนข้างนอกเค้าตื่นแล้ว มันรู้สึกปลอดภัย”

หญิงสาวเบื้องหน้าเราเล่าเรื่องนี้ออกมาราวกับไม่ใช่เรื่องใหญ่โตในชีวิต ในขณะที่เราซึ่งเป็นผู้ฟังกลับอดรู้สึกทึ่งในความเข้มแข็งของเธอไม่ได้ เพราะถึงแม้ตอนนี้เธอจะย่างเข้าสู่วัยเบญจเพสแล้ว แต่เรื่องราวที่เธอเล่ามาเกิดขึ้นในตอนที่เธอยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยซ้ำ พลางให้นึกย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่าในช่วงวัยมัธยมปลายเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่สักเพียงไหนกัน

คนที่เรากำลังสนทนาอยู่ด้วยคือ Binko หรือ บิ๊ง-ภาพฟ้า คชาชีวะ ศิลปินสาวผู้มีสไตล์โดดเด่นเป็นของตัวเอง อีกทั้งยังเป็นบล็อกเกอร์ไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวที่ผู้ติดตามหลักแสนคน รวมถึงเป็นดีไซนเนอร์ และอีกมากมายหลายอาชีพที่ไม่สามารถอธิบายได้หมด แต่เธอขอนิยามตัวเองว่าเป็น Illustrator หรือนักวาดภาพประกอบ

ถึงแม้เธอจะเป็นหนึ่งในศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดคนหนึ่งในยุคนี้ แต่กว่าที่เธอจะมาถึงตรงนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ตรงกันข้ามมันกลับยากเย็นกว่าที่ใครหลายคนจะคาดถึง และในวันนี้เธอจะมาเล่าเรื่องราวเหล่านั้นให้ได้ฟัง ซึ่งก่อนอื่นคงต้องย้อนเวลากลับไปในวันที่ “ภาพฟ้า” ยังถูกปกคลุมด้วยหมู่เมฆ ไร้ซึ่งแสงแดดส่องสว่าง….

 


 

สื่อสารด้วยรูปภาพ

 

 

“จริงๆ ที่เริ่มสนใจการวาดรูปคือตอนประมาณม.2-3 แต่ว่าวาดแบบทุเรศเลยอะ กลับไปดูงานตัวเองตอนนั้นแล้วแบบจะอ้วก (หัวเราะ) คือมันเป็นช่วงที่รู้สึกว่าเราชอบ แต่เรายังทำไม่ได้ ที่รู้ตัว เพราะเราเรียนสายวิทย์-คณิต แล้วพอมันมีอะไรที่ต้องจดเลคเชอร์ หรือว่าสูตรต่างๆ เราจะจดเป็นรูปภาพ วาดเป็นเชิงสัญลักษณ์ที่เราเข้าใจ ทำให้เรารู้ตัวว่าเราเป็นคนสื่อสารด้วยรูปภาพเข้าใจกว่าตัวหนังสือ” บิ๊งเล่าถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

หลังจากนั้นไม่นาน การตัดสินใจครั้งสำคัญครั้งแรกในชีวิตก็มาถึง ซึ่งตอนนั้นถึงแม้จะยังไม่ชัดเจนนัก แต่เธอก็พอจะรู้ตัวแล้วว่าสิ่งที่เธอชอบคืออะไร

“ช่วงม.3 เป็นช่วงที่เราต้องคิดแล้วว่าตอนม.ปลายเราจะเรียนต่อแผนไหน เราก็ทบทวนว่าเราจำเป็นต้องเรียนวิทย์-คณิตอยู่จริงๆ หรือเปล่า ระหว่างนั้นก็เริ่มหาดูว่าถ้าเราเรียนสายศิลป์เราจะไปทำอาชีพอะไรที่เกี่ยวกับการวาดรูปได้บ้าง”

“ตอนแรกก็อยากเป็น Interior Designer เพราะแม่กับยายเป็น Interior Designer เลยทำให้รู้สึกว่ามันเป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างในสายศิลปะที่เรารู้จัก แต่พอได้ลองศึกษา ได้ลองทำมันจริงๆ เรารู้สึกว่ามันไม่ได้สนุกขนาดนั้น ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นนิเทศศิลป์ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ฝึกวาดรูปจริงจัง”

จากสายวิทย์-คณิตโรงเรียนสหศึกษาย่านถนนพระราม 6 เมื่อเข้าสู่ช่วงชีวิตมัธยมปลาย บิ๊งก็ได้ย้ายมาเรียนสายศิลป์ในโรงเรียนหญิงล้วนย่านบางรัก ด้วยเหตุผลที่เธอรู้สึกว่าการเรียนโรงเรียนหญิงล้วนน่าจะมีปัญหาน้อยกว่า มีความสุขมากกว่า ซึ่งทุกอย่างก็เหมือนจะไปได้สวย จนกระทั่งมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในช่วงที่เธอกำลังจะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

 

 

“เราต้องออกจากโรงเรียนตอนม.5 เทอม 2 ที่ออกก็เพราะว่าตอนนั้นมันมีหลายเรื่องราวมาก มีเรื่องของที่บ้าน เรื่องเงิน เรื่องครอบครัว เราก็เลยรู้สึกว่าค่าเทอมมันเปลือง คือสิ่งที่ทำให้ที่บ้านต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น ทั้งๆ ที่เรารู้ชัดแล้วว่าเราอยากทำอะไร รู้ว่าตัวเองมีความรับผิดชอบพอที่จะอ่านหนังสือเองได้ ก็เลยลาออกเพื่อประหยัดค่าเทอม”

เรื่องที่บิ๊งเล่าออกมา สำหรับเด็กหญิงในวัย 17 ปี ในฐานะผู้ฟังเราค่อนข้างนับถือในความคิดที่ดูจะเป็นผู้ใหญ่เกินตัว อย่างไรก็ตามนี่ยังเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะหลังจากนี้เธอยังต้องเผชิญสิ่งต่างๆ อีกมากมาย รวมถึงโลกแห่งความเหงาและโดดเดียวที่กำลังอ้าแขนรอต้อนรับเธออยู่

 


 

ท่ามกลางความโดดเดี่ยวและเปลี่ยวเหงา

 

 

ถึงแม้จะไม่สวยหรูนัก แต่สุดท้ายบิ๊งก็สามารถเรียนจบการศึกษาระดับมัธยมปลายได้ด้วยระบบ Home School และหลังจากนั้นไม่นานเธอก็ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญอีกครั้งในชีวิต นั่นคือการย้ายออกจากบ้านมาอยู่คนเดียว การออกมาอยู่คนเดียวของบิ๊งในที่นี้คือการออกมาอยู่คนเดียวจริงๆ ต้องพึ่งพาตัวเองทุกอย่าง

“ที่บ้านผู้ใหญ่เค้าก็เคลียร์ปัญหาของเขาไป ส่วนเราก็ออกมาอยู่เอง พอออกมาอยู่เองมันก็มีค่าใช้จ่าย ค่าเช่าคอนโด ค่าน้ำค่าไฟ ทุกอย่าง เราก็วาดรูปขาย จับคาแรกเตอร์คนวาดเป็นการ์ตูน แล้วก็มีวาดรูปลงบนเคสมือถือ มันก็พอทำเงินได้เป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน”

“หลังจากที่ออกมาเราแทบไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวเลย เพราะอย่างที่บอกว่าเค้าก็ไปเคลียร์ปัญหาของเขาไป เราก็ไม่ค่อยได้ยุ่งเพราะก็รู้สึกว่าสภาพจิตตัวเองก็ป่วยประมาณหนึ่งแล้ว ถ้าเกิดต้องรับเรื่องที่หนักอีกรู้สึกมันจะไม่ไหว ก็เลยไม่ค่อยได้คุยกับที่บ้าน แต่ว่าสุดท้ายแล้วตอนหลังๆ ที่รู้สึกว่าใจตัวเองเริ่มโล่งก็กลับมาติดต่อกันบ้าง”

แน่นอนว่าเธอไม่ได้ตั้งใจจะอยู่แบบนี้ไปเรื่อยๆ เธอมีเป้าหมายที่วางไว้ เพียงแต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือการรอและอดออมอย่างอดทน

“มันมีหลายสเต็ปมาก สเต็ปแรกสุดคือตั้งใจทำงานเก็บเงินเพื่อที่จะเอาไปจ่ายค่าเทอมมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความไม่รอบคอบ วุฒิที่เราเรียนมามันเป็นวุฒิอินเตอร์ เราสอบมหาวิทยาลัยรัฐภาคธรรมดาไม่ได้ ทำให้เราหมดสิทธิ์สอบศิลปากรที่เราอยากเข้า”

“ตอนนั้นมี 2 ทางคือเข้าอินเตอร์ หรือกลับไปเรียนม.ปลายใหม่ในโรงเรียน เราคิดว่าเรียนม.ปลายใหม่ไม่คุ้มแน่ๆ งั้นเบนเข็มไปทางมหาวิทยาลัยเอกชนหรืออินเตอร์ละกัน แต่พอดูค่าเทอมอินเตอร์คณะที่เราอยากเข้า มันเทอมละ 150,000 มั้ง เรารู้สึกว่านี่ต้องวาดเคสกี่อันวะถึงจะหามาจ่ายเทอมได้ (หัวเราะ) ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเกิดว่าเราไม่เรียนอะ หมายถึงไม่เรียนในมหาวิทยาลัย แต่ใช้วิธีเรียน Short Course ในเรื่องที่ตัวเองสนใจไปเรื่อยๆ เก็บเกี่ยวมากที่สุด แล้วหลังจากนั้นก็ใช้ความรับผิดชอบของตัวเองในการฝึกฝน ก็เลยตัดสินใจเลือกแบบนั้นแทนเพราะมันอยู่ในงบที่เราสามารถทำด้วยตัวเองได้”

หลังจากที่ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะไม่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย แต่หลังจากนั้นชีวิตของเธอก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากนัก ทุกวันยังคงเหมือนเดิม ลืมตาตื่นมาเพียงลำพัง วาดรูปเงียบๆ อยู่ในห้อง สังคมภายนอกกลับกลายเป็นโลกที่เธอรู้สึกไม่คุ้นเคย

 

 

“เหมือนตอนนั้นเฟดตัวเองออกจากสังคม เราไม่สามารถนอนหลับตอนกลางคืนได้ เกือบทุกคืนที่เราต้องออกจากคอนโด ขนของที่ใช้วาดรูปไปนั่งทำงานในร้านกาแฟ 24 ชั่วโมง เพราะว่าอยากเจอผู้คน อย่างน้อยก็มีคนชงกาแฟ ให้รู้สึกว่ามีคนอยู่รอบๆ ตัว พอสว่าง คนเริ่มขับรถออกไปทำงาน เราก็ค่อยกลับมานอน เพื่อให้รู้ว่าคนข้างนอกเค้าตื่นแล้ว มันรู้สึกปลอดภัย”

“เป็นอยู่แบบนั้น 2-3 ปี”

สำหรับเด็กสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เราแทบจินตนาการไม่ออกว่าความรู้สึกของเธอในตอนนั้นเป็นอย่างไร เพราะนอกจากจะชีวิตประจำวันที่เต็มไปด้วยความหม่นเศร้าแล้ว ในเรื่องของอนาคตก็ไม่มีอะไรการันตีว่าเธอจะประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามสุดท้ายแสงสว่างก็ส่องมาถึงเธอ

“พอเราเริ่มวาดรูปลง Instagram เยอะขึ้นก็มีแบรนด์มาเห็นจากผลงานเรา และพอมีแบรนด์หนึ่งติดต่อเข้ามา ก็มีแบรนด์ต่อๆ มาเรื่อยๆ ทำให้เรารู้สึกว่า จากที่ทำงานคนเดียวในห้อง ก็ต้องเริ่มทำงานกับคนอื่น ต้องเจอสังคม ก็ต้องใช้เวลาปรับตัวเหมือนกัน”

“เราอะรู้เลยว่าตอนที่อยู่คนเดียวตอนนั้นทำให้การที่จะกลับมาเจอคนในสังคมอีกครั้งเป็นเรื่องยากมาก เราเจอหน้าคนแล้วเราไม่ค่อยกล้าคุยด้วย คือไม่รู้ว่าเค้าจะคิดไม่ดีกับเราหรือเปล่า เหมือนระแวงไปหมด เพราะว่าพอเป็นคนที่มีคนรู้จักบนโซเชียลเยอะ เราก็จะถูกโจมตี ถูกคอมเม้นต์ต่างๆ มันทำให้เรากลัวว่าถ้าเกิดคนที่เจอข้างนอกคือคนที่เม้นต์ด่าเราใน Instagram ล่ะ มันระแวงไปหมด”

ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องผ่านอะไรมาไม่น้อย อย่างไรก็ตามในที่สุดเส้นทางการเป็นศิลปินอาชีพของบิ๊งหรือ Binko ก็ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

 


 

แค่อยากมีความสุข

 

 

“หลังจากที่ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้และมองย้อนกลับไป มันสอนให้เราเป็นเราทุกวันนี้อะ คือแต่ก่อนเราเป็นคนอารมณ์ร้อนแล้วก็ไม่ยอมคน ไม่ยอมในที่นี้คือไม่ยอมให้ใครมาว่าหรือทำอะไรในสิ่งที่เราไม่ได้ทำผิด อย่างเช่นสมมติว่าเราอยู่เฉยๆ แล้วมีใครก็ไม่รู้หมั่นไส้แล้วมาคอมเม้นต์ด่าเรา เราก็จะตอบกลับ แต่พอเราเจอเยอะขึ้นๆ ผ่านเวลามาเยอะๆ มันสอนให้เรารู้ว่าเราไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ไปทุกข์ ไปร้องไห้ ไปให้ค่ากับสิ่งเหล่านั้น มันทำให้เรารู้สึกปล่อยวางได้มากขึ้น เข้มแข็งขึ้น”

“มันทำให้เรารู้สึกอยากพัฒนาตัวเองตลอดเวลา จากปกติถ้าเป็นเมื่อก่อนโดนคอมเม้นต์แรงๆ ก็อาจจะแบบไม่อยากอะไรทำไปสักพักนึง แต่ตอนนี้เรารู้สึกว่า โหฮึดว่ะ อยากทำให้ดีกว่านี้ เหมือนกลายเป็นคนที่มองโลกในอีกแบบนึง จากช่วงเวลาที่ได้โตขึ้น”

ไม่ใช่แค่เรื่องนิสัยและมุมมองเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไปจากช่วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยว ในเรื่องของสไตล์งานก็เช่นกัน บิ๊งได้ระบายความรู้สึกของช่วงเวลาดังกล่าวออกมาผ่านลายเส้นที่ตอนนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวไปแล้ว

 

Binko - บิ๊งโกะ

 

“คือเราเป็นคนชอบวาดสีโทนหม่นๆ กับวาดเด็กผู้หญิง เรื่องสีมันติดมาจากครอบครัว คือที่บ้านเราเป็น Interior Designer เวลาแต่งบ้านหรือเฟอร์นิเจอร์ที่บ้านสีมันจะออกมาในโทนนี้หมดเลย มันทำให้เราซึมซับมา ส่วนเรื่องเด็กผู้หญิง ในตอนแรกที่เราเริ่มวาดเราใช้มันเพื่อถ่ายทอดความรู้สึกตัวเอง เวลาเราเศร้า แต่เราไม่รู้จะทำอะไร หรือเขียนมันลงในไหน คือเราเป็นคนบรรยายด้วยคำพูดไม่เก่ง เราอาจจะวาดเด็กผู้หญิงด้วยแววตาแบบนั้น จนต่อๆ มามันก็ค่อยๆ พัฒนากลายมาเป็นคาแร็กเตอร์ของเรา”

จากเด็กหญิงบิ๊งที่ต้องแบกรับอะไรหลายอย่างเกินวัยของตัวเอง จนตอนนี้ได้กลายมาเป็น Binko หนึ่งใน Illustrator ที่มีชื่อเสียงในประเทศไทย และในตอนนี้ก็กำลังมองถึงเป้าหมายก้าวต่อไปในอนาคต

“สิ่งที่ฝันไว้ตอนนี้ก็คงอยากให้รูปที่ตัวเองวาดเคลื่อนไหวได้ กลายเป็นแอนิเมชั่นสั้นๆ กำลังอยู่ในช่วงฝึกลองผิดลองถูกอยู่ แล้วก็อยากมี Art Book เป็นของตัวเอง เหมือนที่เราได้เห็น Art Book ของศิลปินที่เราชอบแล้วรู้สึกว่าถึงแม้เราอาจจะไม่อยากวาดแนวนี้ แต่เราก็ดูได้เรื่อยๆ เราก็อยากจะมี Art Book ที่คนดูแล้วรู้สึกแบบนั้นได้เหมือนกัน”

ก่อนที่บทสนทนาจะสิ้นสุดลง เราได้ทิ้งทวนคำถามสุดท้ายว่า หลังจากที่ผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย เลยอยากรู้ว่าแล้วในตอนนี้ล่ะ ชีวิตที่เคยขมปัจจุบันหวานขึ้นมาบ้างหรือยัง พอใจกับชีวิตตัวเองมากน้อยแค่ไหน

“เป้าหมายของเราคืออยากมีความสุข มันดูนามธรรมมากอะ แต่ว่าตอนเด็ก ๆ ช่วงวัยรุ่นคือเราไม่มีความสุขในชีวิตเลย เหมือนตอนนั้นคือทำยังไงก็ได้ให้มีเงิน ขายของอะไรก็ได้ให้ได้เงิน ตอนนั้นเราก็คิดว่าอนาคตต่อไปเราต้องไม่ทำงานเพื่อแค่เงิน แต่เราต้องมีความสุข ที่ยอมลำบากยอมอดทนมาก็เพราะหวังว่าในอนาคตความสุขจะมาถึง”

“คือไม่ได้อยากรวยถึงขนาดที่อยากซื้ออะไรก็ต้องได้ซื้อ แต่ว่าอยากตื่นมาแล้วได้ทำอะไรในสิ่งที่อยากทำ เช่นเมื่อก่อนถ้าตื่นมาแล้วรู้สึกว่าอยากแต่งห้อง อยากซื้อของมาแต่งห้องเพื่อให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นก็ทำไม่ได้ ไม่ใช่แค่ไม่มีเงินแต่ไม่มีเวลาด้วย แต่ว่าปัจจุบันนี้การที่ตื่นมาแล้วได้ออกไปซื้อต้นไม้หรือซื้อเทียนมาจุดในห้องก็มีความสุขแล้ว มันง่ายๆ แบบนี้เลยอะ มันทำให้การทำงานไม่น่าเบื่อ มันเหนื่อยมั้ย แน่นอนว่ามันเหนื่อย แต่ว่ามันไม่น่าเบื่อ”

“ชีวิตตอนนี้เราให้คะแนนประมาณ 7-8 นะ ก็เป็นช่วงที่รู้สึกโอเคกับชีวิตแล้ว ที่ยังไม่เต็ม 10 มันก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงอะไร มันก็เป็นเรื่องของความรู้สึกที่ว่าอยากพัฒนาตัวเองให้ทำงานได้ดีกว่านี้ในเรื่องของการวาดรูป” บิ๊งกล่าวทิ้งท้าย ก่อนที่เราจะกดปิดเครื่องอัดเสียง ด้วยอารมณ์ที่เหมือนดูภาพยนตร์ดราม่า-ชีวิต ตัวละครต้องผ่านวิบากกรรมมากมากย แต่สุดท้ายตอนจบก็แฮปปี้เอนด์ดิ้ง

 

Related Stories

Arts

LIGHT ART สะกดบรรยากาศด้วยแสง

ศิลปะในความมืดกับจินตนาการที่ไร้ข้อจำกัด

Read

Arts

STUDIO PERSONA: ประสบการณ์ครั้งแรกกับ ART THERAPY

ทางเลือกใหม่ที่จะช่วยจัดการชีวิต เพราะศิลปะเป็นเรื่องของทุกคน

Read

Arts

INFLUENCES OF POP ART ARTISTS IN POP CULTURE

5 ศิลปินป๊อปอาร์ต ผู้ปูทางให้กับวัฒนธรรมร่วมสมัย

Read

0Shares
preloader