The Sounds

BILLIE EILISH: ทำไมเธอถึงกลายเป็นปรากฏการณ์แห่งโลกดนตรียุค Gen Z

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

The Sounds

BILLIE EILISH: ทำไมเธอถึงกลายเป็นปรากฏการณ์แห่งโลกดนตรียุค Gen Z

30 June 2020

จากจุดเริ่มต้นในห้องนอนเล็กๆ สู่การเป็นไอคอนแห่งยุคสมัย

 

 

บิลลี่ ไอลิช คือใคร?

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในปี 2015 เมื่อ บิลลี่ ไอลิช เด็กสาวจาก ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งในตอนนั้นเพิ่งอายุ 14 ปี ได้อัปโหลดเพลง “Ocean Eyes” ลงบนช่อง Sound Clound ของเธอเอง ด้วยความหวังว่าจะมีใครผ่านเข้ามาฟังบ้างเท่านั้น 

…4 ปีผ่านไป…

ต้องบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ บิลลี่ นั้นเกินความคาดหวังของเธอไปไกลหลายเท่าตัว เธอโด่งดังเป็นพลุแตก กลายเป็นปรากฏการณ์แห่งโลกดนตรีในยุคปัจจุบัน ประทับตราการันตีด้วยยอดวิวรวมบน YouTube หลายพันล้านวิว การได้ขึ้นแสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลกอย่าง Coachella หรือแม้กระทั่งการได้รับเกียรติให้เป็นผู้สร้างสรรค์บทเพลงประกอบภาพยนตร์เฟรนไชส์สายลับ 007 เรื่องใหม่ No Time to Die เรียกได้ว่าเป็น 4 ปีที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมายสำหรับเด็กผู้หญิงที่เพิ่งอายุครบ 18 ได้ไม่นาน

ไม่ว่าจะคิดเห็นยังไงกับเธอ แต่เชื่อว่าอย่างน้อยทุกคนน่าจะเคยได้ยินชื่อ บิลลี่ ไอลิช ผ่านหูผ่านตามาบ้างอย่างแน่นอน เราเองก็เช่นกัน ที่ต้องขอออกตัวว่าทัศนคติที่เรามีต่อเธอค่อนข้างอยู่ในแดนบวก แต่เราก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้ชื่อเสียงของเธอโด่งดังขนาดนี้ในระยะเวลาอันสั้น 

บทความนี้จึงเกิดจากการศึกษาข้อมูลด้วยความใคร่รู้ของเราเอง นำมาเรียบเรียงเพื่อให้ทุกคนร่วมหาคำตอบไปด้วยกัน และที่สำคัญคือรู้จักตัวตนของ บิลลี่ ไอลิช มากยิ่งขึ้น

 


 

กระบอกเสียงคนรุ่นใหม่

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่ บิลลี่ ไอลิช มีชื่อเสียงขึ้นมานั้น หนึ่งในเรื่องที่ผู้คนพูดถึงเกี่ยวกับตัวเธอมากที่สุดคือเรื่องอายุที่ดูน้อยจนน่าทึ่งเมื่อเทียบกับผลงานที่เธอสร้างสรรค์ออกมา และเมื่อนำประเด็นนี้มาผูกเข้ากับความเป็นไปทางสังคม ก็พอที่จะทำให้เห็นภาพอะไรบางอย่างชัดเจนขึ้น

จากรายงานของ Statista ระบุว่าในปัจจุบันกลุ่มคนที่มีช่วงอายุระหว่าง 18-34 ปี นั้นคิดเป็น 50% หรือครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก ยังไม่นับรวมกับกลุ่มที่อายุน้อยกว่า 18 ปีซึ่งทาง Statista ไม่ได้เก็บสถิติมา ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่าจากจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วทั้งโลกนั้น มีมากกว่าครึ่งหนึ่งที่ถือเป็น “กลุ่มคนรุ่นใหม่”

แล้วมันเกี่ยวข้องกับ บิลลี่ ไอลิช ยังไง 

เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่จะรู้สึกเชื่อมโยงกับคนที่อายุไล่เลี่ยกับตัวเองมากกว่าคนที่มาจากอีกเจนเนอเรชั่น เช่นการที่เรามักจะสนิทกับพี่น้องรุ่นราวคราวเดียวกันมากกว่าพ่อแม่ หรือญาติผู้ใหญ่ นั่นก็เพราะเราผ่านสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกัน เสพสื่อแบบเดียวกัน เป็นความสัมพันธ์แบบเปิดทุกมิติ ไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิง “ผู้ปกครอง” ที่เรามีต่อคนอายุมากกว่า 

 

Billie Eilish style

 

ดังนั้นด้วยอายุของ บิลลี่ ทำให้นอกจากการเป็นศิลปินสร้างสรรค์เพลงแล้ว เธอยังเปรียบเสมือนหนึ่งในผู้นำด้านความคิด แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ทรงอิทธิพลและมีบทบาทมากที่สุดในโลกอินเตอร์เน็ต 

“ฉันรักเธอ เพราะเธอแตกต่างจากคนอื่น” หนี่งในความคิดเห็นจากกลุ่มเด็กอายุ 9-16 ปีที่ทาง Vox ได้ทำการสำรวจว่ามีความคิดเห็นยังไงกับ บิลลี่ ไอลิช

ยิ่งชื่อเสียงของ บิลลี่ ไอลิช โด่งดังขึ้่นเท่าไร เธอก็ยิ่งสามารถดึงดูดให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ให้มาเป็นแฟนคลับได้มากเท่านั้น และยิ่งมีแฟนคลับเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่มากเท่าไร ก็ยิ่งเกิดการแชร์ หรือพูดถึงเรื่องราวของเธอบนโลกอินเตอร์เน็ตมากขึ้นตามไปด้วย สามารถดึงดูดแฟนคลับเพิ่มขึ้นได้อีก เป็นวัฏจักรที่เวียนไปเหมือนการล้มของโดมิโน่ 

คนรุ่นใหม่ไม่ได้มอง บิลลี่ ไอลิช แค่ในฐานะศิลปินคนหนึ่ง แต่พวกเขามองเธอในฐานะเพื่อนและไอดอลที่มีอิทธิพลในทุกด้าน…นี่แหละคือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชื่อของ บิลลี่ ไอลิช กลายเป็นปรากฏการณ์ขึ้นมา

 


 

เล่นแร่แปรธาตุศาสตร์ดนตรี

 

เรารู้จัก บิลลี่ ไอลิช เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน หลังจากที่ชื่อของเธอเริ่มเป็นที่พูดถึงมาได้สักระยะแล้ว และก็ต้องสารภาพตามตรงว่าครั้งแรกที่ได้ฟังเพลงของเธอ เรารู้สึกเข้าไม่ค่อยถึงเท่าไรนัก…ไม่สิ ต้องบอกว่าเราแอบคิดในใจเลยด้วยซ้ำว่า

“เพลงอะไรเนี่ย ทำไมถึงดังได้”

ถ้าเปรียบเป็นอาหาร เพลงของ บิลลี่ ไม่ใช่อาหารที่จะถูกปากทุกคน เป็นจานที่มีรสชาติเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง อาจจะเข้าถึงยากสำหรับนักชิมหน้าใหม่ แต่ในทางกลับกันถ้ารสชาติที่เลือกเสิร์ฟถูกจริตรสนิยมคุณ เชื่อขนมกินได้เลยว่าคุณจะกลายเป็นแฟนเพลงของเธออย่างถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว

เพลงของ บิลลี่ แตกต่างจากเพลงของศิลปินคนอื่นๆ ด้วยการร้องที่แทบจะเป็นการกระซิบ แต่ผู้ฟังสามารถได้ยินอย่างชัดเจน และยังคงส่งพลังที่ต้องการสื่อสารออกมาไม่แพ้การร้องในรูปแบบปกติ นอกจากนั้นในส่วนของดนตรีก็มักจะมาในรูปแบบของการเคาะบีทเป็นจังหวะ ไม่มีลูกเล่นเอฟเฟ็คอะไรมากมาย

“เสียงของเธอที่เปล่งออกมานั้นอยู่ในโทนต่ำโดยไม่มีลูกเล่นอะไรมารบกวน เพื่อให้เสียงของเธอเป็นกุญแจสำคัญในการส่งข้อความออกไป” ฟีเนียส โอคอลเนล พี่ชายและคู่หูคนสำคัญในการสร้างสรรค์เพลงของ บิลลี่ กล่าวกับ Vox 

“ฉันเกลียดการจัดเพลงเป็นหมวดหมู่” ความเห็นของ บิลลี่ ไอลิช 

 

Billie Eilish songs

 

ไม่ใช่แค่ บิลลี่ แต่คนที่รับหน้าที่จัดหมวดหมู่เพลงในสตรีมมิ่งต่างๆ ก็คงไม่ชอบที่จะต้องมาจัดหมวดหมู่ให้เพลงของ บิลลี่ เช่นกัน เนื่องจากมันเป็นการยากเหลือเกินที่จะระบุว่าเพลงของเธอนั้นอยู่ในประเภทไหน 

“พวกเราฟังเพลงทุกแนว ทุกประเภท ทุกยุค และนำสิ่งเหล่านั้นมาสังเคราะห์เป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ผลงาน” ฟีเนียส อธิบาย

ดังนั้นในบทเพลงของ บิลลี่ จึงมีส่วนผสมของแนวเพลงมากมายที่ถูกหยิบจับมาเล่นแร่แปรธาตุจนเกิดเป็นส่วนผสมที่ลงตัว ทั้ง EDM, ป๊อป, แทรป, หรือแม้กระทั่งแจ๊ส และนอกจากในเรื่องของดนตรีแล้ว เนื้อหาของเพลงก็เป็นอีกหนึ่งส่วนผสมสำคัญที่ทำให้เพลงของ บิลลี่ ไอลิช โดดเด่นไม่เหมือนใคร 

บิลลี่ มีแนวทางในการเขียนเนื้อเพลงที่ค่อนข้าง “แหวกขนบ” จากแบบแผนเดิมที่เคยมีมา ส่วนหนึ่งก็เพราะปัญหาด้านสภาพจิตใจที่เธอประสบ ส่งผลให้มุมมองที่เธอมีต่อสิ่งต่างๆ ค่อนข้างแตกต่างและลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป

ตัวอย่างเช่นในเพลง “Wish You Were Gay” ที่เสียดสีมุมมองด้านเพศได้อย่างแยบคาย “Bad Guy”เพลงที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเธอก็วิพากษ์วิจารณ์เรื่องภาวะความเป็นชายเป็นพิษ (Toxic Masculinity) ได้อย่างเผ็ดร้อน แต่ที่แตกต่างไม่เหมือนใครที่สุดเห็นจะเป็นเพลง “Bury A Friend” ที่ บิลลี่ ได้ถ่ายทอดมุมมองของปีศาจที่แอบซ่อนอยู่ใต้เตียง

“Why aren’t you scared of me? 

Why do you care for me? 

When we all fall asleep,

Where do we go?” ท่อนหนึ่งจากเพลง Bury A Friend

ด้วยส่วนผสมเหล่านี้เองทำให้เพลงของ บิลลี่ ไอลิช โดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางศิลปินหน้าใหม่มากมายที่เกิดขึ้นทุกวัน และถ้าจะให้นิยามว่าเพลงของเธอคือแนวไหน คำตอบที่ง่ายที่สุดก็น่าจะเป็น “แนว บิลลี่ ไอลิช” 

 


 

สองพี่น้อง

 

“ช่วงกลางเดือนกันยายนปี 2018 เป็นช่วงที่สภาพจิตใจฉันย่ำแย่ ฉันมักจะฝันร้าย ฝันว่าตัวเองกระโดดลงจากตึก และเมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมา ฉันก็จะนำความรู้สึกเหล่านั้นไปเล่าให้พี่ชายฟังเพื่อสร้างสรรค์มันออกมาเป็นบทเพลง” บิลลี่ กล่าวในการสัมภาษณ์กับ New York Times

“มันเป็นเรื่องที่เราถกเถียงกันบ่อยมาก ผมไม่อยากเขียนเพลงที่เกี่ยวกับการฆ่าตัวตายของเธอ!” ฟีเนียส โอคอลเนล ตอบกลับมาในบทสัมภาษณ์เดียวกัน

บทสนทนานี้ทำให้เราซึ่งเป็นคนนอกได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์ของพี่น้องคู่นี้เพิ่มขึ้นในอีกมิติหนึ่ง นอกจากการเป็นคู่หูที่ร่วมกันสร้างสรรค์บทเพลงแล้ว ทั้งคู่ก็มีความรักใคร่กลมเกลียวเช่นเดียวกับพี่น้องทั่วๆ ไป เนื่องจาก บิลลี่ เติบโตขึ้นมาในอพาร์ทเม้นท์ 2 ห้องนอน ขนาด 1,200 ตารางฟุต ซึ่งเธออยู่กับครอบครัว รวมถึงพี่ชายเธอด้วย 

สำหรับคนทั่วไป บิลลี่ อาจจะดูเป็นสาวน้อยจอมขบถ มาพร้อมลุคเกรี้ยวกราด แต่ในสายตาของ ฟีเนียส เธอยังคงเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ ที่เขาห่วงใย ดังนั้นไม่ว่า บิลลี่ จะปรากฏตัวออกงานที่ใด เล่นคอนเสิร์ตที่ไหน ก็จะมีภาพของ ฟีเนียส คอยตามประกบอยู่เสมอ

“เราสนิทกันมากๆ เพราะเราเรียน Home School กันทั้งคู่ ทำให้เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กอยู่ด้วยกันแทบตลอดเวลา เราเข้าใจว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร และความเป็นพี่น้องที่กล้าพูดกันตรงๆ ในทุกเรื่องมันก็ส่งผลดีในการทำเพลงของเรา”

“ผมห่วงใยเธอมาก และคอยเป็นห่วงอยู่เสมอในเรื่องที่เธอต้องทำ แต่เธอเป็นเด็กดื้อชะมัด เธอไม่ค่อยต้องการความช่วยเหลือจากผมเท่าไร” อดีตนักแสดงจากซีรี่ส์เรื่อง Glee เล่าถึงน้องสาวในมุมมองของเขา

 

Billie Eilish and her brother

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฟีเนียส คือจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ส่งให้ บิลลี่ ไอลิช ก้าวสู่เส้นทางการประสบความสำเร็จ ทุกเพลงในอัลบั้ม When We All Fall Asleep, Where Do We Go? มีชื่อของเขาอยู่ในเครดิตทั้งส่วนเนื้อเพลง และส่วนการโปรดิวซ์ หรือแม้แต่ Ocean Eyes ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นเขาที่สร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อให้ บิลลี่ นำไปใช้ในการแสดง Choreography ของเธอเอง 

“หนึ่งวันหลังจากปล่อย Ocean Eyes ลงบน Sound Cloud เขาก็รีบโทรมาหาฉันแล้วบอกว่า เฮ้! มีคนฟังเพลงของเรา 1,000 คนแล้วนะ” บิลลี่ ย้อนความผ่าน Teen Vogue

จากการได้อ่านเรื่องราวของพี่น้องคู่นี้ผ่านทางสื่อต่างๆ ก็พอจะสรุปได้ว่าพวกเขาคือ “หยินกับหยาง” ที่เข้ากันได้อย่างลงตัว บิลลี่ มักจะใช้อารมณ์นำเหตุผล ส่วน ฟีเนียส รับบทเป็นพี่ชายแสนดี ใช้ความสุขุมเข้าปลอบโยนน้องสาว ในแง่ของการทำเพลงก็เช่นกัน บิลลี่ คือต้นขั้วไอเดียในการสร้างสรรค์ นำความรู้สึก อารมณ์อันบริสุทธิ์มาถ่ายทอดให้กับ ฟีเนียส ที่จะรับไม้ต่อ นำไอเดียดังกล่าวมาเจียระไนให้เปล่งประกายยิ่งขึ้น และสามารถเข้าถึงคนทั่วไปได้

“พวกเรายังคงอยู่ในห้องวัยเด็ก และทำเพลงกันต่อไป” ฟีเนียสกล่าว

 


 

การเคลื่อนไหวทางสังคม

 

นับตั้งแต่ บิลลี่ ไอลิช เริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา นอกจากบทบาทการเป็นศิลปินนักร้องแล้ว เธอยังเป็นกระบอกเสียงสำคัญในเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิต่างๆ ในสังคม หนึ่งในนั้นคือเรื่อง Sexual Harassment 

บิลลี่ กังวลกับรูปร่างของตัวเอง นั่นทำให้ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอจะปรากฏตัวในเสื้อผ้าโอเวอร์ไซส์มาโดยตลอด ก่อนที่เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม ปี 2020 เธอจะอัปโหลดวิดิโอชื่อว่า NOT MY RESPONSIBILITY ลงในช่อง YouTube ส่วนตัว เพื่อถ่ายทอดมุมมองความคิดของเธอต่อการคุกคามทางเพศ

“ฉันกังกวลเกี่ยวกับรูปร่างของฉันเสมอ ในตอนที่รู้สึกแย่ฉันแทบมองกระจกไม่ได้ด้วยซ้ำ”

“จะเป็นอย่างไรถ้าฉันจะทำวิดิโอเพื่ออธิบายถึงเรื่องดังกล่าว ฉันรู้ว่ามันจะเป็นเรื่องใหญ่ และต้องมีคนมากมายแสดงความคิดเห็นว่า ฉันผิดหวังในตัวเธอ”

“แต่ฉันจะเป็นผู้หญิง และฉันต้องการโชว์ร่างกายของฉัน” บิลลี่ ให้สัมภาษณ์กับ Life and Style ก่อนที่วิดิโอดังกล่าวจะปล่อยออกมาประมาณครึ่งปี

ปัจจุบันวิดิโอดังกล่าวมียอดเข้าชมถึง 23 ล้านวิว ถือเป็นหนึ่งในวิดิโอเกี่ยวกับการรณรงค์เพื่อสิทธิเพศหญิงที่เข้าถึงผู้คนได้มากที่สุด บิลลี่ ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในความพยายามครั้งนี้

 

Billie Eilish social movement

 

นอกจากประเด็นสิทธิด้านเพศแล้ว จากเหตุการณ์การของ จอร์จ ฟลอยด์ ชาวผิวดำที่ถูกนายตำรวจผิวขาวกดต้นคอจนเสียชีวิตอย่างน่าเศร้าเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกระแส Black Lives Matter ที่เรียกร้องสิทธิของคนผิวดำ และไวรัลไปทั่วโลก ทำให้ได้รู้ว่า บิลลี่ ก็เป็นศิลปินอีกคนที่สนับสนุนเรื่องสิทธิความเท่าเทียมอย่างตรงไปตรงมา

“ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ สังคมให้คุณค่าคุณในฐานะคนผิวขาว คุณอาจจะยากจน ชีวิตลำบาก แต่สีผิวคุณก็ได้อภิสิทธิ์มากกว่าคนอื่น มันคือสิทธิในการใช้ชีวิตอย่างไร้ความกังวล อภิสิทธิ์ที่ได้มันเป็นเพราะสีผิว ถ้า “All Lives Matter” แล้วทำไมคนดำยังถูกฆ่าเพราะสีผิว ทำไมคนอพยพถึงยังถูกเล่นงาน แต่พอคนผิวขาวถือปืนกลออกมาประท้วง ทั้งที่ควรกักตัวอยู่บ้าน แล้วไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ส่วนคนดำออกมาประท้วงเรื่องการฆาตกรรม ดันโดนประนามว่าเป็นโจร เพราะอะไรน่ะเหรอ เพราะคนขาวได้รับอภิสิทธิ์ที่เหนือกว่า”

“แล้วการเป็นคนผิวขาวมันไปส่งผลกระทบอะไรกับคนเชื้อสายฮิสแปนิก คนเชื้อสายพื้นเมือง คนเอเชียรึเปล่า มันส่งผลร้อยเปอร์เซนต์ แต่เวลานี้เรากำลังเจอปัญหาการกดขี่คนผิวสีที่มีมานานกว่า 100 ปี ฉันอยากบอกว่าสโลแกน Black Lives Matter ไม่ได้หมายความว่าชีวิตคนผิวสีอื่นๆ ไม่สำคัญ แต่มีขึ้นเพื่อให้คนตระหนักว่า ตอนนี้สังคมไม่ได้ให้ค่าอะไรคนผิวสีเลย ทั้งทีพวกเขาแม่งสำคัญเท่ากับทุกผิวสี” ส่วนหนึ่งจากข้อความที่ บิลลี่ ไอลิช โพสต์ลงใน Instagram ส่วนตัว และนอกจากการเคลื่อนไหวทางโซเชียลมีเดียแล้ว บิลลี่ ยังออกไปเดินขบวนประท้วงร่วมกับคนอื่นๆ ด้วย

ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน การเป็นศิลปินนั้นไม่เคยแยกขาดจากเรื่องของสังคมหรือการเมือง เพียงแต่ในยุคสมัยนี้ช่องทางในการแสดงออกมันง่ายกว่าเดิมมาก ในส่วนของ บิลลี่ การที่เธอแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ คงมีคนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกไม่ชอบใจนัก (แต่เชื่อว่าเธอคงไม่สนใจ) แต่ในทางกลับกันแฟนคลับที่มีความคิดเดียวกับเธอก็จะยิ่งรักเธอขึ้นไปอีก และยิ่งไปกว่านั้นคนที่เคยไม่ชอบหรือไม่คิดสนใจเธอมาก่อน ก็อาจจะอยากทำความรู้จักเธอมากขึ้น…นี่แหละคือตัวตนของ บิลลี่ ไอลิช

 

Related Stories

The Sounds

Bedroom Pop: จากบทเพลงที่ผลิตในห้องนอนสู่กระแสหลักของโลกดนตรียุคปัจจุบัน

ท่วงทำนองที่เกิดในห้องนอนเล็กๆ และคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียว

Read

The Sounds

SID VICIOUS: ไอคอนคนสำคัญแห่งประวัติศาสตร์พังก์ ผู้เล่นดนตรีแทบไม่เป็น

ผ่านมาครึ่งศตวรรษ แต่ทำไม ซิด วิดเชียส ถึงยังเป็นไอคอนแห่งพังก์อย่างไม่เสื่อมคลาย

Read

The Sounds

The Beatles: สี่เต่าทองสร้างสรรค์ดนตรีอย่างไรให้เป็นอมตะ แม้ผ่านกาลเวลากว่าครึ่งศตวรรษ

ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยใด แต่บทเพลงของสี่เต่าทองก็ยังตรึงใจผู้ฟังได้เสมอ

Read

0Shares
preloader