Silver Screens

FROM SUNRISE TO MIDNIGHT: ความสัมพันธ์ที่ใช้เวลาเพาะบ่มกว่า 3 ทศวรรษจึงจะพบคำตอบที่แท้จริง

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

Silver Screens

FROM SUNRISE TO MIDNIGHT: ความสัมพันธ์ที่ใช้เวลาเพาะบ่มกว่า 3 ทศวรรษจึงจะพบคำตอบที่แท้จริง

18 August 2020

ความสัมพันธ์เกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา แต่การจะได้คำตอบอาจต้องรอชั่วนิรันดร์

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์

“เค้าว่ากันว่าหนังไตรภาค Before Trilogy แต่ละเรื่องต้องดูห่างกัน 9 ปี Before Sunrise ดูตอนเป็นวัยรุ่น Before Sunset ดูตอนเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ Before Midnight ดูตอนมีครอบครัวแล้ว ทำแบบนั้นถึงจะสามารถซึมซับและเข้าใจสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อสารออกมาได้ทั้งหมด” 

นานมาแล้วมีผู้หญิงคนหนึ่งเคยบอกกับเราไว้แบบนี้…นานจนเราจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าทำไมตอนนั้นเราถึงคุยกันเรื่องนี้ และเราได้ถามต่อหรือเปล่าว่า “เค้า” ที่ว่าคือใคร สิ่งที่จำได้คือเราเพียงแค่ยิ้มรับ ตอบกลับไปในเชิงเห็นด้วย ก่อนจะปล่อยให้บทสนทนานี้ลอยหายไปกับสายลมโดยไม่ได้นำกลับมาคิดต่อ 

อย่างไรก็ตามเมื่อไม่นานมานี้เราได้มีโอกาสหยิบแผ่นดีวีดีภาพยนตร์ไตรภาคความสัมพันธ์มนุษย์ของผู้กำกับ ริชาร์ด ลินเคลเตอร์ ที่วางอยู่บนชั้นออกมาปัดฝุ่นที่จับออก และดูมันใหม่อีกครั้ง โดยไล่ตั้งแต่ Before Sunrise จนถึง Before Midnight ก่อนที่จะได้ค้นพบว่า…ที่เธอคนนั้นพูดก็มีส่วนถูกอยู่เหมือนกัน

ความสัมพันธ์มนุษย์ก็เปรียบเสมือนสายน้ำที่ไหลตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง รูปแบบของมันเปลี่ยนไปตลอดท่ามกลางกาลเวลาที่เคลื่อนผ่าน ดังนั้นการจะหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพื่อจะมาเติมเต็มช่องว่างในหัวใจจึงต้องใช้เวลายาวนานมาก…บางครั้งอาจจะยาวนานถึง 3 ทศวรรษดังเช่นในภาพยนตร์ไตรภาคชุดนี้

…จำความรักครั้งแรกในวัยเรียนได้ไหม…

ถ้าจำได้เราเชื่อว่าทุกคนก็คงไม่แตกต่างกัน ที่เมื่อมองย้อนกลับไปด้วยเลนส์ประสบการณ์ปัจจุบันก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมตอนนั้นถึงได้ทุ่มเทให้กับมันมากมายขนาดนั้น ทำไมถึงต้องร้องไห้ฟูมฟายให้กับเรื่องเล็กน้อย ทำไมทุกอย่างถึงดูเป็นเรื่องใหญ่ไปหมด

เมื่อเติบโตขึ้นจึงได้เรียนรู้เข้าใจ ไม่ร้องไห้กับเรื่องแบบนั้นอีกแล้ว…นี่แหละคือความสัมพันธ์มนุษย์ที่ยากจะคาดเดา 

ครั้งนี้เราจึงอยากหยิบเรื่องราวที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และซับซ้อนนี้มาบอกเล่าโดยใช้ภาพยนตร์ไตรภาค Before Trilogy เป็นสะพานเชื่อมให้ทุกคนสามารถเข้าใจมันได้ง่ายขึ้น

 


 

Before Sunrise

ความฝันสวยงาม…ก่อนรุ่งสางจะมาเยือน

 

เราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่ใฝ่ฝันหาความรักแสนโรแมนติก เพียงแต่เราอาจจะไม่รู้ตัว หรือเพราะอาจจะเกิดขึ้นได้ยากจนตัดใจเลิกคิดถึงมัน อย่างไรก็ตามเราถ้าความบังเอิญแห่งโชคชะตาลิขิตมาให้ได้พบเจอกับความรักที่ลอยมาในห้วงแห่งความโรแมนติก…เราทุกคนน่าจะทุ่มเททุกอย่างที่มีเพื่อคว้ามันไว้ไม่ให้หลุดหายไป

เจสซี และ เซลีน ก็เช่นเดียวกัน พวกเขาคือคนหนุ่มสาวที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่ารักแท้สามารถเอาชนะได้ทุกอย่าง ด้วยศรัทธาแห่งความรักจะนำพาพวกเขาไปพบกับตอนจบที่มีความสุขได้

Before Sunrise คือภาพยนตร์จากปี 1995 ที่เล่าเรื่องราวความโรแมนติกชวนฝันระหว่าง เจสซี (นำแสดงโดย อีธาน ฮอว์ก) ชายหนุ่มจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่บังเอิญได้ทำความรู้จักกับ เซลีน หญิงสาวชาวฝรั่งเศสโดยบังเอิญบนรถไฟที่กำลังเดินทางไปยังกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย 

 

Before Sunrise (1995) directed by Richard Linklater

 

ไม่รู้อะไรดลใจให้ เจสซี เข้าไปชวนคุยกับเธอ แต่สุดท้ายด้วยเคมีที่ตรงกัน บทสนทนาที่ดำเนินไปอย่างลื่นไหลราวกับทั้งคู่รู้จักกันมานาน เขาจึงชวนเธอกระโจนลงจากรถไฟ มาใช้ชีวิตไร้จุดหมายด้วยกันในกรุงเวียนนาเป็นเวลาหนึ่งคืน ก่อนที่พรุ่งนี้เขาจะต้องขึ้นเครื่องบินกลับสหรัฐอเมริกา 

“ผมรู้สึกว่าที่เราอยู่คือโลกแห่งความฝัน” เจสซี บอก เซลีน 

และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เพราะตลอดความยาวภาพยนตร์ 101 นาที สิ่งที่ผู้กำกับ ริชาร์ด ลินเคลเตอร์ ถ่ายทอดออกมาราวกับตัวละครทั้งสองล่องลอยอยู่ในห้วงแห่งความฝัน ซึ่งมันเป็นเจตนารมณ์ที่ ริชาร์ด ตั้งใจจะสื่อออกไปแบบนั้น เขามองว่าช่วงชีวิตวัยรุ่นคือช่วงที่ไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใด เป็นช่วงที่มีความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่าสิ่งที่เชื่อจะนำพาพวกเขาไปสู่ตอนจบที่มีความสุข…ในเรื่องความรักก็เช่นกัน 

อย่าว่าแต่ เจสซี กับ เซลีน เลย แม้แต่ผู้ชมซึ่งเป็นคนนอกก็ยังรู้สึกได้ทันทีว่าพวกเขาทั้งคู่ตกหลุมรักกันมากแค่ไหน ในใจพวกเขาแทบอยากจะกระโจนเข้าหากันตั้งแต่ 10 นาทีแรกที่ได้รู้จักกันแล้ว แต่ก็ต้องสงวนท่าทีไว้ 

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีสัญชาตญาณใฝ่หาความโรแมนติก เรื่องราวที่เกิดขึ้นใน Before Sunrise จึงเป็นสิ่งเราต่างเฝ้าฝันถึง แต่ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตจริงเสียที ดังนั้นในส่วนของผู้ชมเองจึงจมดิ่งลงไปในเรื่องราวของภาพยนตร์ ไม่ต่างอะไรจากตัวละครหนุ่มสาว 

ไม่ใช่แค่ในฐานะผู้ชม แต่การที่เราทุกคนล้วนอยากให้เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นในชีวิตจริง ในระหว่างการชมเราจึงกลายเป็นตัวละครเหล่านั้นไปโดยไม่รู้ตัว ถ้าเป็นผู้ชายก็คงคิดว่าตัวเองเป็น เจสซี ส่วนผู้หญิงแน่นอนว่า เซลีน 

ด้วยเหตุนี้การที่ Before Sunrise เต็มไปด้วยบทสนทนาสัพเพเหระ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมุมมองความรัก, ชีวิต, ศิลปะ, ปรัชญา, ศาสนา, สิทธิสตรี, และอีกมากมาย จึงไม่ใช่สิ่งที่น่ารำคาญ ตรงกันข้ามมันกลับทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดู “จริง” ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะตอนที่เราเองเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใครในระยะแรก การที่จะได้รู้จักตัวตนของอีกฝ่ายรวดเร็วที่สุดก็มาจากบทสนทนาในเรื่องเหล่านี้นี่แหละ

ยิ่งท้องฟ้าในกรุงเวียนนามืดลงเท่าไร ความสัมพันธ์ระหว่าง เจสซี กับ เซลีน ก็ยิ่งงอกเงยขึ้นเท่านั้น และการที่พวกเขายังอยู่ในวัยช่างฝันทำให้ทั้งคู่ไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แค่เพียงตอนนี้ วินาทีนี้ ด้วยความรักที่มอบให้แก่กันอย่างเต็มเปี่ยม ผลลัพธ์ที่ออกมาจะต้องดีอย่างแน่นอน

 

Before Sunrise (1995) directed by Richard Linklater

 

พวกเขาเชื่อมั่นถึงขั้นที่ว่าในตอนที่แยกจากกัน เจสซี มาส่ง เซลีน ขึ้นรถไฟ ทั้งคู่ไม่แม้แต่จะขอแลกเบอร์โทรศัพท์หรือช่องทางการติดต่อกันไว้ด้วยซ้ำ มีเพียงคำสัญญาว่า

“อีก 6 เดือนนับจากนี้ เรามาเจอกันที่นี่”

และรถไฟก็เคลื่อนตัวออกจากชานชลาไป

ในตอนแรกผู้กำกับ ริชาร์ด ลินเคลเตอร์ ไม่ได้ตั้งใจให้ Before Sunrise เป็นหนังที่มีภาคต่อ เป็นหน้าที่ของผู้ชมที่ต้องกลับไปคิดต่อกันเอาเองว่าสุดท้ายแล้วทั้งคู่จะได้กลับมาเจอกันอีกหรือไม่ 

เราในวัยมัธยมปลายที่เพิ่งเคยดู Before Sunrise เป็นครั้งแรกเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าทั้งคู่จะต้องได้กลับมาเจอกันอีกอย่างแน่นอน ทำไมจะไม่ได้เจอละในเมื่อพวกเขารักกันขนาดนี้ ถ้าอยากจะเจอกันจริงๆ ต่อให้ต้องบุกป่าฝ่าดง ผจญภัยไปสุดขอบโลก ยังไงมันก็ต้องได้เจอกันจนได้ 

เราในวัยย่างเข้า 26 ปีที่หยิบภาพยนตร์เรื่องนี้มาดูอีกครั้งมีความคิดที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ถ้า Before Sunrise ไม่มีภาคต่อ เรามั่นใจว่าทั้งคู่ไม่น่าจะได้เจอกันอีก เพราะด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมาในชีวิต ความสัมพันธ์มนุษย์นั้นช่างเปราะบาง เสี่ยงต่อการบุบสลายเสียยิ่งกว่าแก้วไวน์บนชั้นวาง ความสัมพันธ์เพียงช่วงข้ามคืนไม่น่าจะแข็งแรงพอที่จะยึดเหนี่ยวทั้งคู่ผ่านกาลเวลาได้ และถึงแม้หนึ่งคนจะทำได้ อีกคนก็อาจจะลืมเลือนเรื่องราวเหล่านี้ไปแล้ว

ไม่ใช่ว่าเราเลิกเชื่อมั่นถึงพลังแห่งความรัก เลิกศรัทธาในความโรแมนติก ความคิดของเราไม่เคยเปลี่ยนไป เพียงแต่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทำให้เราเรียนรู้สิ่งต่างๆ มากขึ้น และก็ได้ค้นพบว่าความรักเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะเอาชนะทุกอย่าง

 


 

Before Sunset

ความรู้สึกที่หวนกลับมา…ก่อนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าในยามเย็น

 

…และพวกเขาก็ไม่ได้เจอกัน…

Before Sunset เปิดเรื่องมาด้วยการให้ผู้ชมรู้ทันทีการนัดพบกัน 6 เดือนหลังจากขบวนรถไฟของ เซลีน ออกจากชานชลากรุงเวียนนาไปนั้นไม่เคยเกิดขึ้นจริง มีเพียง เจสซี เท่านั้นที่ลงทุนบินลัดฟ้ามาจากสหรัฐอเมริกาตามคำสัญญา แต่สิ่งที่เขาเจอมีเพียงความว่างเปล่าและอากาศหนาวเหน็บของกรุงเวียนนาเท่านั้น 

…เซลีนไม่ได้อยู่ที่นั่น….

วินาทีนั้นน่าจะเป็นตอนที่ เจสซี รับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างโลกแห่งความฝันอันสวยงามกับโลกแห่งความจริงว่าไม่ได้เป็นสิ่งเดียวกันเสมอไป เจสซี จึงตัดสินใจบินกลับบ้าน ก่อนที่จะนำเรื่องราวความรักระหว่างเขากับเซลีนมาถ่ายทอดผ่านตัวหนังสือ จนกลายเป็นนักเขียนชื่อดัง

 

Before Sunset (2004) directed by Richard Linklater

 

เมื่อเหตุการณ์ในเวียนนาคืนนั้นที่เคยดูจริงเหลือเกินกลับกลายเป็นแค่เพียงภาพฝันวันวาน ทั้งเขาและเธอจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากก้มหน้ายอมรับความจริงและก้าวต่อไปเพื่อใช้ชีวิต โดยเฉพาะ เจสซี ที่ถึงขั้นตัดสินใจแต่งงานมีครอบครัว มีลูกกับผู้หญิงคนอื่นไปแล้ว ราวกับว่าเขาได้ฝังกลบเหตุการณ์คืนนั้นให้กลายเป็นเพียงอดีตตราบชั่วนิรันดร์ 

…จนกระทั่งพวกเขาได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง…

การกลับมาเจอกันใน Before Sunset ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรือชะตาฟ้าลิขิตเหมือนครั้งที่แล้ว แต่เป็นตัว เซลีน เองที่ตั้งใจเดินทางมาพบกับ เจสซี โดยตอนนี้เนื่องจากความโด่งดังของหนังสือ “This Time” ทำให้ เซลีน รู้แล้วว่าจะสามารถตามหาตัวเขาได้ที่ไหน ทั้งๆ ที่เธอเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมาพบเจอเขาด้วยเหตุผลอะไร อาจจะแค่ต้องการ “ลบล้างความผิด” ที่ติดค้างใจมาตลอด 9 ปี เพราะเธอคือคนที่ผิดสัญญาเมื่อครั้งวันวาน 

เจสซี กับ เซลีน ได้พบกันอีกครั้งในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยเป็นตอนที่ เจสซี เดินทางมาโปรโมตหนังสือของเขา และมีเวลาเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นก่อนที่เขาจะต้องขึ้นเครื่องกลับสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในภาคแรก

วินาทีแรกที่ทั้งคู่ได้พบเจอกันเป็นอะไรที่อธิบายได้ยาก เต็มไปด้วยห้วงอารมณ์แห่งความคิดถึง อาวรณ์ โหยหา แต่ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกผิด ความกระอักกระอ่วน ความอึดอัด เจือปนอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ถ้าเป็นในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ทั่วไป ทั้งคู่น่าจะต้องโผเข้ากอดกัน หรืออาจจะจุมพิตกัน แต่เปล่าเลย ใน Before Sunset ทั้งคู่เพียงแค่ส่งยิ้มให้กันเท่านั้น

ในภาคนี้ทั้ง เจสซี และ เซลีน ต่างก็เติบโตเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ มีพร้อมทุกอย่างทั้งหน้าที่การงาน การเงิน หรือแม้กระทั่งครอบครัว สังเกตได้จากลักษณะภายนอกของทั้งคู่ที่ดูดีขึ้นมาก ภูมิฐานขึ้น แต่ต่อให้พวกเขามีเงินทองมากมายแค่ไหน ก็มีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจเรียกคืนมาได้ สิ่งนั้นคือ “เวลา” 

โดยเฉพาะ เซลีน ที่การตัดสินใจไม่ไปตามนัดเมื่อ 9 ปีก่อน กลายเป็นความรู้สึกที่ติดค้างอยู่ในใจของเธอ ประกอบกับหลังจากนั้นเธอมีประสบการณ์ความรักที่ไม่ราบรื่นนัก ทำให้ภาพของผู้ชายแปลกหน้าเมื่อ 9 ปีก่อนยังคงย้อนกลับมาเสมอ เป็นทั้งสิ่งปลอบประโลมจิตใจ ในขณะเดียวกันก็คอยกัดกร่อนด้วยคำถามว่า

“ถ้าเมื่อ 9 ปีก่อนเธอมาตามนัด ชีวิตของเธอในตอนนี้จะเป็นอย่างไร”

ท่ามกลางบทสนทนาที่ไหลเวียนไปตามแม่น้ำแซน การได้กลับมาเจอกันในครั้งนี้เปรียบเสมือนโอกาสในการแก้ปมในใจที่เคยถูกฝังกลบไปแล้ว และในครั้งนี้ทั้งคู่ไม่มีการอ้อมค้อมเหมือนในอดีต พวกเขาไม่อยากปล่อยให้มันค้างคาอีกต่อไป เพราะเวลา 9 ปีที่ผ่านมาคือบทเรียนชั้นดีว่าโอกาสในชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ และถ้าปล่อยให้หลุดลอยไป มันอาจจะไม่ย้อนกลับมาอีกเป็นครั้งที่ 3 ดังนั้นทั้งคู่จึงเลือกที่จะใช้โอกาสครั้งที่ 2 อย่างเต็มที่

“ฉันเดาว่าในตอนที่คุณยังเด็ก คุณคงคิดว่าในชีวิตคงมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับผู้คนมากมาย แต่ในตอนนี้คุณตระหนักได้แล้วว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้งนัก” เซลีน กล่าวกับชายหนุ่ม

กลิ่นอายที่ลอยอบอวลอยู่ใน Before Sunset จึงเป็นกลิ่นแห่งความรัก ความโหยหาอันแจ่มชัด ไม่ปล่อยทุกอย่างให้เป็นเรื่องพรหมลิขิตตามแนวคิดวัยหนุ่มสาวเหมือนใน Before Sunrise ดังนั้นบทสนทนาของ เจสซี กับ เซลีน จึงไม่ค่อยฟุ้งไปกับเรื่องไกลตัว ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การรำลึกความหลังครั้งอดีต เพื่อบอกเป็นนัยให้อีกฝ่ายรู้ว่า วันนั้นคือช่วงเวลาที่ดีสุดในชีวิต ที่ไม่ว่าผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่มีวันลืม

เมื่อบทสนทนายิ่งลงลึกก็ยิ่งพบว่าชีวิตของทั้งคู่ไม่เคยกลับไปมีความสุขใกล้เคียงกับค่ำคืนนั้นเลย ต่างฝ่ายต่างก็มีชีวิตคู่ที่ไม่ราบรื่น เป็นการตอกย้ำว่าคนที่พวกเขารักและอยากใช้ชีวิตร่วมกันมากที่สุดก็คือคนแปลกหน้าที่กรุงเวียนนาคนนั้น 

“การพบพานอันแสนสั้น การร่ำลากันที่ยาวนาน”

นี่คือชะตาชีวิตของ เจสซี กับ เซลีน ที่ราวกับถูกกำหนดไว้แล้ว ท้องฟ้า ณ กรุงปารีสเริ่มถูกฉาบด้วยสีส้ม เป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องเอ่ยคำลากันอีกครั้ง โดยในฉากสุดท้ายของเรื่อง เชื่อเหลือเกินว่าในหัวของทั้งคู่คงมีเรื่องราวมากมายประดังประเดเข้ามาให้ขบคิดไตร่ตรอง เนื่องจากในตอนนี้ต่างฝ่ายต่างมั่นใจว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี่แหละคือคนที่เฝ้าตามหามาตลอด เวลา 9 ปี ที่ผ่านมาเทียบไม่ได้เลยสักนิดกับความสุขในการได้พบหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง

 

Before Sunset (2004) directed by Richard Linklater

 

อย่างไรก็ตามในตอนนี้พวกเขาไม่ใช่วัยรุ่นช่างฝันคนเดิมอีกแล้ว ถึงอยากจะไขว่คว้าคนตรงหน้ามาอยู่ในอ้อมกอดเพียงใด แต่ก็ต้องตระหนักไว้เสมอว่าพวกเขาโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มีภาระมากมายให้ต้องรับผิดชอบ พวกเขาไม่อาจทิ้งทุกอย่างและกระโจนลงรถไฟอย่างที่เคยทำได้ เป็นการต่อสู้กันระหว่างเหตุผลในจิตใจกับห้วงอารมณ์ที่ไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้ง่ายๆ 

ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น อยู่ๆ ก็มีเสียงกีตาร์บรรเลงขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยถ้อยคำที่ เซลีน บรรจงร้อยเรียงออกมาเป็นบทเพลง 

 

“One single night with you little Jesse
Is worth a thousand with anybody
I have no bitterness, my sweet
I’ll never forget this one night thing
Even tomorrow, in other arms
My heart will stay yours until I die
Let me sing you a waltz…”

Let Me Sing You a Waltz คือสิ่งที่ เซลีน ร้อยเรียงความรู้สึกในจิตใจ ความคิดถึง ความโหยหาอาวรณ์ ที่เธอมีต่อ เจสซี ผู้ชายแปลกหน้า ณ กรุงเวียนนา กลั่นออกมาเป็นบทเพลง เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งเธอจะได้ร้องให้เขาฟัง เผยความรู้สึกในใจที่ถูกม่านหมอกปกคลุมไว้ให้เขาได้รับรู้

เมื่อบทเพลงจบลง เจสซี ก็เผยรอยยิ้มให้ เซลีนได้เห็น ก่อนที่ภาพยนตร์จะจบลง 

…ในตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายแล้ว เจสซี ได้ไปขึ้นเครื่องบินหรือไม่…

 


 

Before Midnight

รสชาติที่แท้จริงของความรัก…ก่อนเวลาเที่ยงคืน

 

….เจสซี ไม่ได้ไปขึ้นเครื่องบิน….

เพียงแค่ฉากเปิดใน Before Midnight เราก็ทราบได้ทันทีว่าเมื่อ 9 ปีก่อน พวกเขาเลือกเดินไปในเส้นทางไหน เนื่องจากในภาคนี้ เจสซี กับ เซลีน ไม่ใช่คนแปลกหน้ากันอีกต่อไป แต่พวกเขาคือคู่สามีภรรยาที่มีลูก 2 คนเป็นโซ่ทองคล้องใจ  และกำลังใช้ช่วงเวลาวันหยุดพักผ่อนกันที่ประเทศกรีซ 

ย้อนกลับไปเมื่อ 9 ปีก่อน การที่ เจสซี ตัดสินใจไม่ไปขึ้นเครื่องบิน เลือกใช้เวลาอยู่กับ เซลีน ต่อ นำมาสู่การที่ เจสซี หย่าร้างกับภรรยาคนเก่า และตัดสินใจลบล้างความค้างคาใจด้วยการเลือก เซลีน เป็นคู่ชีวิต ตามที่เขาเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่ามันจะนำพาเขาไปสู่ตอนจบที่มีความสุข 

ถ้านี่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ฟีลกู้ด เรื่องราวในวันดังกล่าวคงเป็นตอนจบของเรื่อง พร้อมลงท้ายด้วยคำว่า “Happily Ever After” หรือ “แล้วพวกเขาก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

แต่สำหรับ เจสซี และ เซลีน คู่รักแห่ง Before Trilogy เหตุการณ์ที่คล้ายกับตอนจบเมื่อ 9 ปีก่อนนั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น 

 

Before Midnight (2013) directed by Richard Linklater

 

ณ ประเทศกรีซ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันสวยงาม ตัวหนังกลับเผยให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของ เจสซี กับ เซลีน ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด การได้มาเที่ยวพักผ่อนครั้งนี้เปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้เปิดอกพูดคุยกันจริงๆ จังๆ อีกครั้ง อย่างไรก็ตามด้วยการใช้ชีวิตร่วมกันมาอย่างยาวนาน เจสซี กับ เซลีน ที่เคยเป็นคู่รักที่ราวกับหลุดมาจากความฝัน โอบล้อมไปด้วยความโรแมนติก ในยามนี้กลับไม่ต่างจากคู่รักวัยกลางคนทั่วไป บทสนทนาของพวกเขาเต็มไปด้วยความขัดแย้ง โจมตีข้อเสียของอีกฝ่าย ตำหนิกันไปมาไม่รู้จบ และมวลแห่งความรักที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงเหล่านั้นก็ดูจะเบาบางลงไปทุกที

เจสซี กับ เซลีน ในฐานะพ่อแม่ลูก 2 ไม่ต่างอะไรกับคู่รักอื่นๆ ที่โดนชีวิตครอบครัวกัดกินจนแทบจะลืมคำว่ารักไปแล้ว แม้แต่สภาพร่างกายก็ดูปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ไม่มีการบำรุงรักษาในดูดีเหมือนเมื่อก่อน 

คู่รักส่วนใหญ่เมื่อแต่งงานกันต่างคาดหวังจะครองรักให้คงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ โดยอาจลืมไปว่าชีวิตไม่ได้มีแค่พวกเขา เมื่อมีลูกสิ่งที่ตามมาคือความรับผิดชอบใหญ่หลวง ทั้งการเลี้ยงดู และการหารายได้มาจุนเจือครอบครัว สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนทรายแห้งๆ ที่คอยดูดซึมความรักในหัวใจให้แห้งเหือดไปโดยไม่รู้ตัว ประกอบกับความรู้สึกผิดในใจของ เจสซี จากการที่ต้องอยู่ห่างลูกชายที่เกิดกับภรรยาคนเก่า ในขณะที่ เซลีน เองก็ไม่ต่างกัน เธอก็รู้สึกผิดกับการเป็นต้นเหตุให้ครอบครัวเก่าของ เจสซี ต้องพังทลายลง

ครั้งหนึ่งความรู้สึกผิดเหล่านี้คือราคาที่พวกเขายอมจ่ายเพื่อแลกเปลี่ยนกับการครองรักอย่างแสนสุขตามที่เคยได้วาดฝัน แต่ในตอนนี้เมื่อภาพฝันเหล่านั้นจางหายไปหมดแล้ว เหลือแต่ความจริงที่เจ็บปวดของชีวิตคู่ ต่างฝ่ายต่างก็จมอยู่กับความสงสัยว่าวิ่งที่พวกเขาเลือกนั้นถูกต้องแล้วหรือเปล่า

“หากวันหนึ่งที่กลับมานึกถึงผู้ชายคนที่คุยถูกคอบนรถไฟไปเวียนนา มันจะดีกว่าคนที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยตอนนี้ไหมนะ” สิ่งที่ เซลีน สงสัยมาโดยตลอด

ในช่วงต้นเรื่อง Before Midnight ได้ทำในสิ่งที่ภาคก่อนๆ ไม่เคยทำ คือการพา เจสซี และ เซลีน ไปร่วมวงสนทนากับบุคคลอื่น หรือไม่ก็มีบุคคลอื่นอยู่ในวงสนทนาตลอดเวลา เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาขาดการคุยแบบเป็นส่วนตัวมานานแล้ว 

หนึ่งในฉากสำคัญคือฉากร่วมรับประทานอาหารเที่ยง เมื่อเพื่อนของพวกเขาคนหนึ่งได้หยิบยกประเด็นที่ว่า “ความรักนิรันดร์ที่ไม่มีจริง” ขึ้นมา เราทุกคนต่างเกิดมาเพื่อพบพานกัน ไม่ได้ถูกลิขิตให้เป็นคู่กัน โดยทั้ง เจสซี และ เซลีน ต่างก็รู้สึกไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว พวกเขาเริ่มต้นความสัมพันธ์ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าพรหมลิขิตมีจริง รักชั่วนิรันดร์มีจริง อย่างไรก็ตามพวกเขาก็เถียงไม่ออก เนื่องจากในตอนนี้ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็กำลังสั่นคลอนอยู่จริงๆ 

บทสนทนาใน Before Sunrise เต็มไปด้วยความฟุ้งฝัน รวมถึงการเกี้ยวพาราณาสีตามแบบฉบับหนุ่มสาว ส่วนใน Before Sunset เต็มไปด้วยความอาวรณ์ใฝ่หา แต่ใน Before Midnight ทุกอย่างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีรสชาติความโรแมนติกเหมือนวันวาน เจสซี และ เซลีน ใช้เวลาส่วนมากไปกับการพูดคุยเรื่องการงาน ภาระความรับผิดชอบในครอบครัว รวมถึงเรื่องลูกๆ คำถามส่วนใหญ่จากที่เคยเป็นปลายเปิดก็กลายเป็นคำถามที่เน้นบังคับให้อีกฝ่ายตอบ สะท้อนถึงความไม่เชื่อใจกันอย่างชัดเจน

 

Before Midnight (2013) directed by Richard Linklater

 

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใน Before Midnight เซลีน จะเปลี่ยนจากสาวน้อยช่างฝันเฉลียวฉลาดเป็นคุณป้าขี้วีนขี้เหวี่ยง ส่วน เจสซี จากชายหนุ่มเปี่ยมเสน่ห์ก็กลายเป็นผู้ชายหลักลอยที่ไม่น่าฝากชีวิตไว้ด้วยสักเท่าไรนัก

…อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาเดินทางมาถึงจุดนี้….

จริงๆ แล้วความสัมพันธ์ระหว่าง เจสซี กับ เซลีน ก็ไม่ได้แตกต่างจากคู่ชีวิตวัยกลางคนคู่อื่นๆ เลย เพียงแต่ว่าเราในฐานะคนดูเคยเห็นว่าครั้งหนึ่งพวกเขาเคยรักกันมากแค่ไหน ความโรแมนติกในหัวใจเคยเบ่งบานมากเพียงไร รวมถึงทั้งคู่เองก็เคยเชื่อมั่นในรักที่เคยมอบให้กันอย่างมาก ดังนั้นเมื่อทุกอย่างมาถึงจุดนี้จึงรู้สึกสับสนและไม่อยากยอมรับมัน 

สุดท้ายแล้วเมื่อ Before Midnight เดินทางมาถึงตอนจบ ตัวหนังก็ยังไม่มีคำตอบให้กับผู้ชมอยู่ดีว่า เจสซี กับ เซลีน ยังรักกันอยู่หรือไม่ ความรักชั่วนิรันดร์ของพวกเขามีจริงหรือเปล่า ทิ้งไว้เพียงประโยคสำคัญประโยคหนึ่งของ เจสซี เท่านั้น

“ถ้าคุณต้องการความรักที่แท้จริงมันก็เป็นแบบนี้แหละ นี่คือชีวิตจริง มันอาจไม่สมบูรณ์แบบแต่มันคือเรื่องจริง”

สำหรับเราในวัยเบญจเพส การจะหาคำตอบให้กับเรื่องราวของคู่รักวัยกลางคนช่างเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนเหลือเกิน เรายังคงติดอยู่กับ เจสซี และ เซลีน ใน Before Sunset ที่ยังคงเชื่อมั่นกับการเดินตามเส้นทางที่หัวใจเรียกร้อง 

สิ่งที่ Before Midnight บอกกับเราคือ ความรักชั่วนิรันดร์อาจจะมีจริง เพียงแต่รูปร่างหน้าตาของมันอาจจะเปลี่ยนไปตามช่วงวัยที่เลยผ่าน ถึงจะไม่สวยงามหวานชื่นเหมือนวันแรก แต่ยังไงความรักก็คือความรัก…ในตอนนี้เราเชื่อเช่นนี้ ที่เหลือก็เป็นการตามหาคำตอบในอนาคตมาใส่ในช่องว่างของตัวเองว่าสิ่งที่เราเชื่อนั้นถูกต้องหรือไม่

Related Stories

Silver Screens

KRAMER VS. KRAMER: ไม่มีใครควรเป็น ‘วายร้าย’ ในเรื่องของความสัมพันธ์

ภาพยนตร์ดราม่าคลาสสิกที่เผยเรื่องราวชีวิตการแต่งงานที่ไม่เหมือนฝัน บทบรรเลงความร้าวรานอันงดงาม

Read

Silver Screens

ทำไม 500 Days of Summer จึงขึ้นหิ้งหนังรอมคอมคลาสสิกตลอดกาล

3 เหตุผลที่ทำให้ “หนังรักแต่ไม่รัก” เรื่องนี้ยังครองใจผู้คนได้เสมอ

Read

Silver Screens

NOTTING HILL: ภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้ที่ชวนฝันแต่กลับจริงที่สุดในยุค ‘90s

ห้าช่วงเวลาประทับใจที่ดึงดูดให้ผู้ชมตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ตลอดกาล

Read

0Shares
preloader