Man of the Moment

ART THERAPY WITH AMMY THE BOTTOM BLUES

บทความโดย Nanat Suchiva, Deputy Editor, W.Ministry

ภาพถ่ายโดย Piboonwat Premsripech, Photographer, W.Ministry

Man of the Moment

ART THERAPY WITH AMMY THE BOTTOM BLUES

1 October 2018

เมื่อศิลปะคือการเยียวยาสารพันปัญหา ศิลปินที่มีมากกว่าแค่ภาพลักษณ์ที่ติดตาจึงมาเปิดอกคุย

Spread the words

เมื่อพูดถึงอีกด้านของชีวิตศิลปินอีกที่ไม่น่าจะรื่นรมย์นักเรานึกถึงอะไร ? แอลกอฮอล์ สิ่งเสพติด เรื่องอื้อฉาวในความสัมพันธ์กับหญิงสาวนับไม่ถ้วน หรือภาวะซึมเศร้าจากความไม่สมหวังที่เกิดจากปูมหลังชีวิตอันมืดมน ? คำตอบคือไม่มีอะไรผิดแปลกไปแม้แต่ข้อเดียวในโลกความเป็นจริง แม้กับกระทั่งกับขุนขวานจากวงดนตรีชื่อก้องโลกแห่งคณะสี่เต่าทองอย่าง จอห์น เลนน่อน ที่ได้ผ่านช่วงเวลาทั้งหมดนั้นมาในชีวิตจากจุดเริ่มต้น ทั้งช่วงเวลาที่โด่งดังอย่างสุดขีด การตัดสินใจเลือกเดินทางศิลปินเดี่ยวหลังการล่มสลายของกลุ่มวงดนตรีที่มีอิทธิพลมากที่สุดวงหนึ่งของโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่าสิ่งที่เยียวยาความทุกข์ทนและการก้าวออกเพื่อหลุดจากกับดักกรอบแห่งคำนิยามความไม่รื่นรมย์อย่างที่ใครๆ มองเห็นคือ “ศิลปะ” ที่เขาได้ใช้เวลาในช่วงชีวิตบั้นปลายก่อนการถูกสังหารโดยแฟนเพลงอุทิศให้การสร้างศิลปะเกี่ยวกับความสันติสุขเพื่อเยียวยาช่วงชีวิตที่ผ่านมาให้มีชีวิตชีวามากขึ้น
ศิลปินในเมืองไทยที่คลับคล้ายคลับคลากับเรื่องนี้ ทำให้เราพลันนึกถึง “แอมมี่ เดอะ บอททอมบลูส์” หรือ ไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ ที่ก็คงจะไม่ผิดที่จะนึกคิดไปถึงเรื่องราวความโด่งดังของเขากับความสัมพันธ์กับหญิงสาวที่ไม่สมหวังนัก กับมรสุมชีวิตที่ผ่านมาตลอดเวลาที่มีชื่อของเขาประดับอยู่ในวงการเพลงไทยภายใต้ฝีมือจัดจ้านของวงดนตรีร๊อคแอนด์โรลเลือดใหม่ แต่เมื่อได้จับเข่าพูดคุยก็พบว่าเขาไม่ได้มีแค่ด้านเดียวอย่างที่เห็นเพราะสิ่งที่เป็นตัวตนเขาจริงๆ คือศิลปินภาพวาดมากกว่านักดนตรีเพราะเขากำลังจะมีนิทรรศการศิลปะภาพวาดของเขาที่จริงจังเป็นครั้งแรกของชีวิต และอาจจะเป็นเส้นทางสู่ศิลปินระดับประเทศก็เป็นได้
เส้นทางศิลปินในคราบนักดนตรีเป็นมาอย่างไร ?

“จริงๆ เราคือเด็กคนหนึ่งที่สนใจงานศิลปะมาตั้งแต่จำความได้ มันเกิดขึ้นจากตอนที่มีคำพูดจากคุณครูสมัยเรียนอยู่ชั้นประถมว่า “ศิลปะไม่มีผิด” และมันก็เหมือนเป็นคำพูดที่จุดประกายให้เราเห็นความสามารถในตัวเรา แล้วจากนั้นก็เริ่มวาดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก่อนจะมาเล่นกีตาร์จนมาเป็นวงดนตรีเสียอีก ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องการทำเพลง เล่นดนตรีแล้ว ผมบอกได้เลยว่าแม้เป็นสิ่งที่เราทำได้ดีแต่ผมทรมานกับการสรรค์สร้างดนตรีมาโดยตลอด อาจจะเป็นเพราะโลกธุรกิจของมันที่ทำให้ดนตรีในบ้างครั้งมันแว้งมากัดเรา ผิดกับศิลปะที่มันเหมือน “การบำบัด” ทั้งในแง่จิตใจและร่างกาย”


แอมมี่พูดท่าทางที่ผ่อนคลายราวกับว่าบทสนทนาเราเสมือนการเดินเข้ามาในบ้านเพื่อนบ้านในยามโพล้เพล้ พร้อมเปิดเพลงคลอ เดินไปเดินมาในบริเวณบ้านและคุยกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ แต่ทุกคำที่ออกมานั้นมีความหมายและทำให้เราเริ่มเข้าใจความเป็นตัวเขามากกว่าที่เคยรับรู้
“เรื่องศิลปะจริงๆ แล้วเราก็ทำมาตลอดแต่ก็จะมีอยู่ช่วงนึงที่เราหยุดไปด้วยเหตุผลที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่ คือกลัวเป็นบ้าเพราะมัวแต่จมปลัก ดำดิ่งไปกับมันมากเกินไป เพราะด้วยลักษณะของงานเราจะเป็นแบบศิลปะแนว Expressionism กับ Abstract บ้างก็จะใช้เทคนิคสาดสี เทสี ซึ่งเหล่านี้ก็จะออกมาจากความเป็นตัวของเรามากจนคิดไปว่า เรากำลังเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า และหลังจากนั้นก็เอาแต่กิน นอน หดหู่จนเป็นโรคซึมเศร้าจริงๆ เพราะเหตุการณ์หลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นตั้งแต่เลิกรากับภรรยาไปจนถึงช่วงการคบหาหญิงสาวที่ผ่านมา

จนกระทั่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เราเข้าไปอยู่ในบ้านที่ซื้อเอง เริ่มทาสีบ้านเริ่มออกแบบตกแต่งเป็นเรื่องเป็นราว และไฟศิลปินในตัวก็กลับมาอีกครั้ง เพราะรู้สึกได้ว่ามันคือการบำบัดตัวเองจากอาการต่างๆ แล้วมันก็กลับมาสู่ช่วงเวลาที่เราตั้งใจทำชิ้นงานมากมายจนสามารถแจกจ่ายให้เป็นของขวัญผู้คนในโอกาสสำคัญๆได้ เช่นงานแต่งงาน การประมูลหลังคอนเสิร์ต จนไปถึงเพื่อการกุศล จนกระทั่งเราได้ไปเจอเพื่อนคนหนึ่งตอนไปประเทศอังกฤษซึ่งเค้าเป็น Art Therapist ที่ทำอาชีพเปิดสถาบันบำบัดจิตสำหรับคนด้วยศิลปะ ซึ่งการเจอกันครั้งนั้นก็ทำให้เรายิ่งมั่นใจขึ้นไปอีกว่าศิลปะมันคือการเยียวยาชีวิตที่ยั่งยืนทางหนึ่งเลยทีเดียว และในปัจจุบันนี้ผู้ที่มีอิทธิพลทางความคิดโดยเฉพาะด้านงานศิลปะก็คงจะเป็นพี่ โน้ต กฤษดา ที่ทำให้เราก้าวข้ามขีดความสามารถในผลงานรวมถึงเป็นแรงบันดาลใจในหลายๆ เรื่อง และทั้งหมดนี้ก็คือเส้นทางศิลปะที่ดำเนินมาถึงตอนนี้”
ลักษณะชิ้นงานที่ผสมผสานและไม่ตายตัว

“จริงๆ ตอนนี้งานของเราเริ่มเป็นมิกซ์มีเดียมากๆ หมายถึงว่ามีความผสมผสานตั้งแต่ภาพวาดจนไปถึงการเพ้นท์กำแพง ครั้งหนึ่งเราเคยตั้งใจไปทำงานศิลปะบริเวณแหล่งชุมชนแออัดละแวกดอนเมือง เพื่อไปฝึกฝน กับให้ความรู้เด็กๆ แถวนั้นที่สนใจศิลปะไม่ให้เค้าไปทำเรื่องไม่ดี ก็เหมือนเป็นการให้โอกาสเค้าได้ประกอบอาชีพสุจริตในสังคมด้วย ซึ่งความท้าทายคือเราก็เริ่มลงมือกับกำแพงชิ้นใหญ่ๆ แถวนั้นมันก็เหมือนเป็นการเสี่ยงอยู่พอตัว เพราะบนกำแพงก็จะมีถ้อยคำและข้อความหยาบคาย ชื่อสถาบันต่างๆที่หลายๆกลุ่มคนพยายามมาเขียนเพื่อแสดงอาณาเขตไว้


และแล้วก็มีคนขี่มอเตอร์ไซค์มาแล้วถามว่าเราทำอะไรจะลบทำไม อะไรทำนองนี้ เราก็บอกเค้าไปว่าเราอยากมาทำให้กำแพงแถวๆนี้มันดูมีคุณค่าขึ้น แล้วเค้าก็รู้สึกดีกับเราโดยการที่ซื้อน้ำมาให้ซึ่งนั่นก็เหมือนกับการเป็นใบเบิกทางที่ดี เราเลยรู้สึกว่าการทำแบบนั้นมันคือการเผยแพร่จิตวิญญาณของการทำศิลปะให้ผู้คนรอบข้างได้ซึมซับไปกับมันได้ แม้กระทั่งชุมชนที่ไม่ได้มีความพร้อมเสียเท่าไหร่ แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็ทำให้พวกเขามีกิจกรรมและดำเนินชีวิตในสังคมได้แบบคนปกติ”

ผลงานชิ้นเอก

“ต้องบอกว่าผลงานทุกชิ้นก็เป็นงานที่เราภูมิใจมากเพราะมันเกิดจากความคิดเรา ณ ช่วงเวลานั้นๆจากเหตุการณ์ต่างๆ มากมายในสังคมเราก็แสดงทัศนะแบบนั้นผ่านทางผลงานของเราอย่างเช่นตอนมีข่าวเรื่องเด็ก 12 คนที่ติดถ้ำเราก็พยายามร้อยเรียงเรื่องราว สื่อสารออกมาเป็นภาพหมูป่าในแบบของเราซึ่งก็เป็นเทคนิคการสาดสี เทสี ที่เราถนัด


แต่ถ้าจะให้เลือกจริงๆน่าจะเป็นงานที่เป็นเหมือนบอร์ดรวบรวมชิ้นส่วนของกีต้าร์ที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ จากการถูกทำลายโดยคนที่เคยเป็นภรรยาเรา มันเกิดขึ้นจากตอนที่หลังเราเลิกกันใหม่ๆ พอเขากลับมาที่บ้านมีปากเสียงกันก็เลยเลือกที่จะทำลายสิ่งที่เรารักที่สุดก็คือกีต้าร์ 2 ตัวนี้ มันเป็นสิ่งที่ผูกพันเราตั้งแต่เด็ก ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ซึ่งตอนนั้นเราก็โกรธมากแต่ก็ทำอะไรไมได้ เราเลยมองว่ามันน่าจะกลายเป็นศิลปะได้ก็เลยเอามาจัดวางอย่างที่เห็น ก็เลยอยากจะตั้งชื่อว่า Murdered By Ida Siriwut ประมาณนี้และแน่นอนว่าผลงานสองชิ้นนี้ก็จะไปอยู่ที่นิทรรศการด้วย”

นิทรรศการศิลปะแรกในชีวิต

“ผลงานทั้งหมดของเราจะถูกจัดแสดงอยู่ที่ YELO House ซึ่งถือเป็นการจัดนิทรรศการศิลปะครั้งแรกในชีวิตเลยก็ว่าได้ มีคุณน๊อต วง Getsanova มาจัดแสดงร่วมด้วยกัน โดยใช้ชื่องานนี้ว่าชื่อว่า 2 BARS : A Duet Exhibition by Panoth & Ammy เพราะเราวางแผนว่าจะทำเพลงด้วยกันจะทำเพลงเขียนคนละสองบาร์ก็เลยเป็นที่มาของชื่อนิทรรศการนี้”

นิทรรศการ 2BARS: A DUET EXHIBITION BY PANOTH & AMMY
เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 1-21 ตุลาคม 2561
11.00-20.00 น. (ปิดทุกวันอังคาร)
ณ YELO House

Related Stories

Horology

BLANCPAIN AND SÜHRING CELEBRATE THE ART OF LIVING

เรื่องราวของการรังสรรค์เรือนเวลาและศาสตร์การปรุงอาหารขั้นสูง

Read

Through the Lens

THROUGH THE LENS OF FAN HO: 1950s-1960s HONG KONG

รำลึกความหลังบรรยากาศฮ่องกงในอดีต ผ่านผลงานของ “แฟน โฮ” ช่างภาพในตำนาน

Read

Query & Advice

HOW TO PULL OFF SLEEVELESS T-SHIRTS

กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ “Query & Advice” พื้นที่สนทนาที่เราจะมาไขข้อสงสัยให้คุณทุกวันศุกร์

Read

0Shares
preloader