Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: DESTINATION DETOX ON THE JAPANESE ISLAND OF KYUSHU

บทความโดย Apisorn Iamsriraksa, Staff Writer, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Apisorn Iamsriraksa, Staff Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Paritat Supaporne, Graphic Designer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: DESTINATION DETOX ON THE JAPANESE ISLAND OF KYUSHU

21 October 2019

5 วันในภูมิภาคคิวชู จากเมืองแห่งบ่อน้ำพุร้อนธรรมชาติสู่หมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา

Spread the words

“เกาะคิวชู” เกาะที่ไม่ใหญ่นักทางตะวันตกเฉียงใต้ของญี่ปุ่นคงจะไม่ใช่ชื่อแรกๆ ที่คนทั่วไปจะเอ่ยถึงนัก หากถามว่าปลายทางไหนคือที่ที่อยากไปที่สุดในดินแดนปลาดิบ แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว “ฟุกุโอกะ” จังหวัดไม่เล็กไม่ใหญ่ของเกาะคิวชูจะเป็นคำตอบแรกอยู่เสมอ อาจเป็นเพราะเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่รู้จักกันในวัยเด็กก็เป็นได้ ที่ทำให้รู้สึกติดใจกับชื่อนี้เสียเหลือเกิน เขามักจะเล่าให้ฟังตลอดว่าเมืองเกิดของเขานั้นสวยงามขนาดไหน ทั้งธรรมชาติ อากาศ ผู้คน อาหาร วัฒนธรรม พร้อมบอกว่าซักวันอยากให้ผู้เขียนไปให้ได้ และถึงแม้จะผ่านไปกว่า 7-8 ปีแล้ว แต่ความสุขในแววตาของเขาขณะที่เล่าก็ยังเป็นสิ่งที่ยังจำได้อยู่ตลอด

เมื่อถึงคราวหยุดยาวในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนจึงไม่ลังเลใจเลยที่จะจองตั๋วเครื่องบิน กรุงเทพฯ - ฟุกุโอกะ จริงอยู่ที่เพื่อนชาวไทยที่เคยไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นบอกว่าเมืองนี้ ‘ไม่ค่อยมีอะไร’ และในช่วงนั้นก็มีข่าวพายุลูกใหญ่ที่กำลังจะเข้าหมู่เกาะญี่ปุ่นพอดิบพอดี แต่แผนการการไปเที่ยวภูมิภาคคิวชูโดยมีเส้นทางคือ “เบปปุ-ฟุกุโอกะ-ยูฟูอิน” ในครั้งนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
มีคนเคยบอกกับผู้เขียนว่า “อาหารที่ญี่ปุ่นน่ะ กินๆ ไปเถอะ อร่อยทุกร้าน” ต่อให้จะเป็นร้านข้างทาง ร้านใต้สะพานลอย ร้านคุณลุงคุณป้าที่ไหน ยังไงก็อร่อย ผู้เขียนจึงพิสูจน์คำกล่าวนี้ด้วยการประเดิมมื้อแรกที่ร้านอาหารร้านแรกที่เห็นในสถานีรถไฟ โดยอาหารที่สั่งก็คือ “โทริเทมปุระ” หรือเนื้อไก่เทมปุระซึ่งถือเป็นเมนูเอกลักษณ์ขึ้นชื่อของเมืองเบปปุ และมันก็ไม่ทำให้ผิดหวังจริงๆ
หลังจากอิ่มท้อง สถานที่แรกที่เดินทางไปก็คือ “บ่อนรกทั้ง 8” หรือ “บ่อจิโกกุ” ซึ่งถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดของเมือง แต่ความสนุกของมันไม่ได้อยู่แค่ที่ปลายทางเท่านั้น เพราะขณะที่เดินทางไป เราจำเป็นที่จะต้องนั่งรถบัสของเมืองตั้งแต่ต้นสายจนเกือบจะสุดปลายสาย ทำให้ได้เห็นบ้านเมืองในอีกมุมมองหนึ่ง ด้วยเส้นทางที่ลัดเลาะผ่านทั้งมหาวิทยาลัยประจำเมือง ชุมชนเล็กๆ ตามหุบเขา ควันจากบ่อน้ำพุร้อนที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า ผืนทะเลที่เห็นอยู่ลิบๆ ภาพของนักเรียนญี่ปุ่นที่กำลังเดินกลับบ้านเป็นกลุ่ม มันทำให้ได้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองนั้นจริงๆ
นอกจากนี้เมืองเบปปุยังถือเป็นสวรรค์สำหรับคนรักแมวทั้งหลาย แม้จะยังไม่ทันสังเกตในตอนแรก แต่เมื่อเดินไปเรื่อยๆ ในตัวเมือง ลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆ ระหว่างทางไปที่พัก จึงได้พบกับเพื่อนร่วมทางตัวน้อยที่มีให้เห็นอยู่ตลอด แม้แมวที่นี่จะไม่ได้ขี้เล่นและเข้ามาประชิดตัวเหมือนกับบางที่ แต่มันก็น่ารักน่าเอ็นดูในแบบของมัน
เมื่อมาถึงที่พัก เจ้าของก็ออกมาต้อนรับทักทายอย่างเป็นกันเองพร้อมอธิบายส่วนต่างๆ ของโรงแรมและวิธีการใช้ออนเซ็นก่อนจะนำไปที่ห้องพัก แวบแรกที่เปิดประตูเข้าไปผู้เขียนถึงกับต้องหยุดชะงักไปสักพักด้วยความตื่นตะลึง ห้องสไตล์ญี่ปุ่นดั้งเดิม บานกระจกใสกว้างที่แทนพื้นที่ทั้งผนังตั้งแต่พื้นจรดเพดาน เผยให้เห็นผืนทะเลกว้างสุดลูกหูลูกตา เป็นทัศนียภาพที่มองแล้วรู้สึกสงบอย่างน่าประหลาด จนอยากจะหยุดเวลาไว้และเก็บมันกลับบ้านมาด้วย
อีกหนึ่งกิจกรรมที่เจ้าของโรงแรมบอกว่าพลาดไม่ได้หากมาเมืองเบปปุก็คือ “บ่อออนเซ็นทรายดำ" หรือ “Beppu Sand Bath” ที่ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นเองมักมาผ่อนคลายร่างกายให้หายจากความเหนื่อยล้า แต่สิ่งที่ติดใจผู้เขียนเป็นอย่างมากกลับเป็นสวนสาธารณะติดทะเลข้างๆ ที่กว้างสุดลูกหูลูกตา ทุ่งหญ้าสีเขียวๆ ที่ตัดกับผืนทะเลสีฟ้าคราม ต้นปาล์มสูงชะลูด และภาพชาวเมืองที่พาสุนัขออกมาเดินเล่นในวันสุดสัปดาห์
หลังจาก 2 วันเต็มในเมืองเล็กๆ อันสุขสงบนี้ ผู้เขียนถ่ายภาพสุดท้ายของเมืองเบปปุที่สถานีรถไฟอย่างเหงาๆ พร้อมสัญญากับตัวเองว่าจะต้องกลับมาที่นี่อีกสักครั้งให้ได้ ก่อนที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่ฟุกุโอกะ
เมื่อเข้าเมืองฟุกุโอกะแล้ว จุดหมายปลายทางต่อไปก็คือ “ยูฟูอิน” ที่ในตอนแรกเกือบจะหาชานชาลารถไฟที่ถูกต้องไม่เจอ โชคดีที่มีคุณป้าชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งเข้ามาช่วยไว้ และถึงแม้คุณป้าจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ และผู้เขียนเองก็พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แต่สุดท้ายด้วยทักษะการสื่อสารแบบพื้นฐานที่ทุกชนชาติต้องมีอย่างภาษามือ พวกเราก็วิ่งมาที่ชานชาลาที่ถูกต้องได้ทันเวลาก่อนรถออกพอดี ผู้เขียนยังจำได้ถึงตอนที่คุณป้าโบกมือให้ขณะรถไฟเคลื่อนผ่านได้เป็นอย่างดี ความน่ารักเล็กๆ นี้แหละที่สามารถสร้างรอยยิ้มให้ได้ตลอดวัน
เวลาเกือบ 3 ชั่วโมงบนรถไฟนั้นถือว่าไม่ยาวนานเลยหากเทียบกับสิ่งที่รออยู่ตรงหน้า “ยูฟูอิน” เป็นเมืองในหุบเขาเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยร้านรวงแบบพื้นบ้านมากมาย มีทั้งอาหารจุกจิกให้ทานเล่น งานฝีมือพื้นเมือง ถ้วยชามกระเบื้องทำมือ ให้ไม่รู้สึกเบื่อเลยระหว่างเดินไปตามถนนหนทางเล็กๆ ของเมืองที่ผู้คนสัญจรเคียงคู่ไปกับรถยนต์และรถม้า
สิ่งที่อยู่ปลายสุดของถนนก็คือทะเลสาบยูฟูอิน จริงๆ แล้วที่เลือกมาญี่ปุ่นในช่วงเดือนนี้ (ตุลาคม) ก็เพื่อที่จะได้พบกับช่วงใบไม้เปลี่ยนสี น่าเสียดายที่กะเวลาเร็วไปเสียหน่อย เพราะหากต้นไม้สีเขียวรอบๆ ทะเลสาบนี้เปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้มทั้งหมดก็คงจะเป็นภาพที่งดงามน่าดู
ในบริเวณใกล้ๆ ทะเลสาบจะมีคาเฟ่หมาชิบะอยู่แห่งหนึ่งที่เราสามารถเข้าไปเล่นด้วยได้ แม้ตัวผู้เขียนเองจะไม่ได้เป็นคนชอบสุนัขเท่าไหร่นัก แต่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสมันด้วยตนเองก็ต้องยอมรับว่ามันน่ารักจริงๆ
หลังจากเก็บเที่ยวเมืองรอบๆ ไปหมดแล้ว จุดหมายสุดท้ายก็คือเมือง “ฟุกุโอกะ” และศาลเจ้า “ดาไซฟุ” ซึ่งคือศาลเจ้าที่อาจจะเรียกได้ว่าโด่งดังที่สุดของเมือง ดูๆ แล้วก็ไม่ต่างจากวัดอาซากุสะที่โตเกียวมากนัก ที่ระหว่างทางเดินไปตัววัดจะมีร้านขายของเรียงรายให้บรรยากาศญี่ปุ่นแบบเก่าๆ แต่สำหรับตัวผู้เขียนเองแล้ว กลับชอบที่นี่มากกว่าด้วยเหตุผลบางอย่าง อาจเพราะต้นไม้ที่มากกว่า นักท่องเที่ยวที่มีน้อยกว่า หรือที่ตั้งที่ห่างจากตัวเมืองอันวุ่นวายในระดับนึงก็เป็นได้  ที่ทำให้รู้สึกถึงความสงบได้จริงๆ
เป็นเหมือนธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว ว่าหากได้มาญี่ปุ่นเมื่อไรก็จะต้องแวะเข้าร้านเสื้อผ้ามือสองให้ได้ และในครั้งนี้ก็เช่นกัน การได้เดินผ่านเหล่าเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า เครื่องประดับ แหวกผ่านผืนผ้าในแต่ละราวแขวนเผื่อตามหาของชิ้นโปรดสักชิ้นที่ซุกซ่อนอยู่ก็ยังคงสนุกเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
ในคืนสุดท้าย ผู้เขียนเดินเล่นอย่างไร้จุดหมายไปทั่วเมืองโดยหวังวะจะเก็บบรรยากาศเหล่านี้ไว้ให้ได้มากที่สุด จนสุดท้ายมาจบที่บาร์เพลงโซลและ R&B ที่ซ่อนอยู่ที่ชั้นใต้ดินแห่งหนึ่ง ด้วยแสงไฟนีออนอ่อนๆ และเสียงเพลงที่คลอออกมาเบาๆ เป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะอดใจไม่ให้แวะเข้าไป
แม้เริ่มแรกความอยากมาเมืองนี้จะเกิดจากคำบอกเล่าของเพื่อน แต่หลังจากได้มาสัมผัสมันจริงๆ เป็นเวลาเกือบหนึ่งสัปดาห์เราก็พบว่าเราได้ตกหลุมรัก ‘ความไม่ค่อยมีอะไร’ ของที่นี่เข้าไปแล้วอย่างจัง และแน่นอนว่าจะต้องกลับมาที่นี่อีกครั้งให้ได้

Related Stories

Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: VENTURING OFF THE BEATEN PATH IN SEOUL

ขีดฆ่าแลนด์มาร์กสำคัญ ค้นพบอีกหนึ่งมุมของกรุงโซล

Read

Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: TOKYO-AKITA-AOMORI

เล่าเรื่องราวด้วยภาพถ่าย จากโตเกียวสู่วิวหิมะของภูมิภาคโทโฮคุ

Read

Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: THE WEST SIDE OF SOUTHERN THAILAND

ลัดเลาะสองเมืองชายฝั่งอันดามัน จากย่านเมืองเก่าภูเก็ตสู่เกาะเจมส์ บอนด์ที่พังงา

Read

0Shares
preloader