Silver Screens

AMERICAN SITCOMS: 6 โมเม้นท์จากซิทคอมยุค ’90s-’00s ที่บอกว่า “ยังไงเพื่อนก็มาก่อนผู้หญิงเสมอ”

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

Silver Screens

AMERICAN SITCOMS: 6 โมเม้นท์จากซิทคอมยุค ’90s-’00s ที่บอกว่า “ยังไงเพื่อนก็มาก่อนผู้หญิงเสมอ”

12 October 2020

สตรีสำคัญก็จริง แต่ไม่ว่ายังไงเพื่อนแท้ก็สำคัญที่สุดเสมอ

 

“จากวันนี้จะมีเรา เราและนาย จดจำไว้ตลอดไป ไม่ทิ้งกัน

หากมีเราจะมีนาย ร่วมทางไม่มีไหวหวั่น

คือเพื่อนกัน เพื่อนตาย ตลอดไป”

ไม่ว่ากี่ครั้งที่เพลง เราและนาย ของวงโลโซดังขึ้นในวงสนทนาเคล้าเครื่องดื่มที่รอบข้างมีแต่กลุ่มเพื่อนสนิทผู้ชาย แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วที่พลังแห่งมิตรภาพจะล้นเอ่อ กอดคอกัน แหกปากร้องตามเพลงจนเสียงแหบแห้ง

แต่หลังจากที่ผ่านการซาบซึ้งไปได้ไม่นาน เมื่อเพื่อนต่างคนต่างมีแฟน ก็ราวกับความรู้สึกแห่งมิตรภาพพลันหายวับไปกับตา จากที่เคยถึงไหนถึงนั่น กลายเป็น “วันนี้แฟนกูไม่ให้ออกว่ะ โทษที” แทนเสียอย่างนั้น

เชื่อว่าแทบทุกคนต้องเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้กันมา โดยเฉพาะหนุ่มโสดตลอดกาลที่น่าจะตรงใจไม่น้อย แต่เชื่อเถอะว่าถ้าเพื่อนคนนั้นคือเพื่อนแท้ ต่อให้จะหายหน้าหายตาไปบ้างตามภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ แต่สุดท้ายเขาก็จะไม่หายไปไหน ยังคงวนเวียนในชีวิต และพร้อมจะมาหาเสมอเมื่อคุณต้องการ 

เช่นเดียวกับ 6 โมเม้นท์จากซิทคอมยุค ‘90s-’00s ที่เราหยิบยกมาเล่าในบทความนี้ ที่ถึงแม้สุภาพสตรีอาจทำให้หวั่นไหวไปบ้าง แต่ในตอนสุดท้ายยังไงมิตรภาพก็สำคัญที่สุด

*มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของซิทคอมหลายเรื่อง

 


 

Okay Awesome – How I Met Your Mother

 

How I Met Your Mother เป็นซิทคอมที่ออกอากาศในช่วงปี 2005-2014 ทางช่อง CBS ประเทศสหรัฐอเมริกา และด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่มีความสร้างสรรค์ เคมีตัวละครที่ลงตัว รวมถึงมุกตลกที่พร้อมจะเรียกเสียงหัวเราะได้ทุกนาที ซิทคอมเรื่องนี้จึงได้รับความนิยมอย่างสูง จนทำให้ได้ออกอากาศต่อเนื่องยาวนานถึง 9 ปี 9 ซีซั่น และมีจำนวนตอนมากถึง 208 ตอน

ตามชื่อเรื่อง How I Met Your Mother คือเรื่องราวในปี 2030 ของ เท็ด โมสบี้ พระเอกของเรื่อง ที่ในตอนนั้นเป็นหนุ่มใหญ่ มีลูกแล้ว 2 คน โดยเขาได้เรียกลูกๆ มานั่งฟังเรื่องเล่า “กว่าที่พอจะเจอแม่” ก่อนจะเป็นการย้อนอดีตสู่ปี 2005 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด โดยไม่มีการเฉลยว่าใครคือแม่ เป็นหน้าที่ของผู้ชมที่จะต้องติดตามหาคำตอบไปจนจบเรื่องด้วยตัวเอง

ปี 2005 ในตอนนั้น เท็ด ในวัย 26 ยังเป็นสถาปนิกนหน้าใหม่ที่ยังไม่มีเงินทองมากมายนัก โดยเขาได้เช่าห้องอาพาร์ทเม้นท์ในย่านแมนฮัตตัน มหานครนิวยอร์ก อยู่ร่วมกับ มาร์แชล อีริกสัน นักศึกษากฎหมาย เพื่อนสนิทตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ก่อนที่ต่อมาเมื่อ มาร์แชล ได้ทำการหมั้นกับ ลิลลี่ อัลดริน แฟนสาว เธอจึงได้ย้ายเข้ามาอยู่ในห้องนี้ด้วยอีกคน 

ในเรื่องความสนิทสนมระหว่าง เท็ด กับ มาร์แชล ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังขา เพราะทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันมาหลายปี ผ่านประสบการณ์ทั้งสุขเศร้าร่วมกันมามากมาย หรือแม้กระทั่งความเป็นความตายในตอนที่รถติดหิมะ และต้องกอดกันเพื่อส่งผ่านความอบอุ่นทางผิวหนังก็เคยทำมาแล้ว ดังนั้นการที่เป็นรูมเมทกัน ใช้ชีวิตร่วมกันในห้องเล็กๆ จึงไม่ใช่ปัญหา 

ทว่าเมื่อ ลิลลี่ ย้ายเข้ามาอยู่ด้วย ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนไป มาร์แชล กับ ลิลลี่ มีความคิดว่าเมื่อพวกเขาหมั้นกันแล้ว เท่ากับว่าในตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เพราะหลังจากนี้พวกเขาต้องก่อร่างสร้างครอบครัว มีการงานที่มั่นคง เลี้ยงดูลูกๆ ที่จะเกิดขึ้นมา จะมาทำตัวเหลวไหลเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้ 

 

How I Met Your Mother - Okay Awesome

 

โดยใน Okay Awesome ตอนที่ 5 ของซีซั่น 1 ลิลลี่ ซึ่งทำงานเป็นครูสอนอนุบาลโดนเพื่อนครูอีกคนถามว่า 

“สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเธอทำอะไร?”

ในความเป็นจริง ลิลลี่ ได้เข้าแข่งขันดื่มเบียร์เร็วที่บาร์ประจำ และเป็นผู้ชนะเลิศ แต่เธอรู้สึกอับอายในการบอกความจริงออกไป มันช่างดูไม่เป็นผู้ใหญ่เสียเลย ลิลลี่ จึงโกหกไปว่า 

“ใช้เวลาพักผ่อนเงียบๆ กับคู่หมั้น”

เมื่อกลับมาเจอ มาร์แชล ที่ห้อง ลิลลี่ ได้เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง พร้อมเสนอความคิดว่าต่อไปนี้เราจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว พวกเราต้องทำอะไรให้สมกับที่เป็นผู้ใหญ่ โดยเริ่มจากการจัดปาร์ตี้ชิมไวน์และชีสในสุดสัปดาห์นี้

“ฉันชอบไวน์ ฉันชอบชีส ลุยเลย!” มาร์แชล กล่าวกับ ลิลลี่ เขามองว่าที่ ลิลลี่ พูดมามันก็มีเหตุผล และมันอาจจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกก็ได้

เมื่อวันงานมาถึง มาร์แชล กับ ลิลลี่ ได้เปิดห้องต้อนรับคู่รักอีก 2 คู่ ที่มาเข้าร่วมงานปาร์ตี้ชิมไวน์และชีส ในขณะที่ เท็ด กับ บาร์นี่ย์ อีกหนึ่งเพื่อนสนิทได้ออกไปเที่ยวที่  Okay ไนท์คลับที่กำลังมาแรงที่สุด 

มาร์แชล เริ่มต้นงานด้วยความตื่นเต้น แต่ผ่านไปไม่นาน เขาก็รู้ได้ทันทีว่าปาร์ตี้นี้ไม่ต่างอะไรจากฝันร้าย คนอื่นๆ ที่มาร่วมงานช่างเป็นคนที่น่าเบื่อ จืดชืด วันๆ เอาแต่พูดถึงเรื่องการกู้เงินซื้อบ้านและการเลี้ยงลูก นอกจากนั้นยังห้ามเขาไม่ให้ดื่มไวน์ตามที่ต้องการอีกด้วย ด้วยเหตุผลเรื่องกรดแทนินที่จะส่งผลต่อรสชาติ

มาร์แชล เริ่มคิดถึงการสนุกกับเพื่อน เขาคิดว่าตอนนี้ เท็ด กับ บาร์นี่ย์ ต้องกำลังสนุกสุดเหวี่ยงโดยลืมเขาไปแล้วแน่ๆ เขาเองก็ยังอยากสนุกแบบนั้นอยู่ ยังไม่พร้อมสำหรับปาร์ตี้ชิมไวน์แสนน่าเบื่อแบบนี้ จนในที่สุด มาร์แชล ก็ตัดสินใจทำเรื่องที่พ่อบ้านใจกล้าต้องคารวะ เขาได้ปีนหนีออกจากงานผ่านทางหน้าต่างห้องน้ำ เรียกแท็กซี่ไปคลับ Okay อย่างไม่รอช้า โดยทิ้ง ลิลลี่ คู่หมั้นตัวเองไว้ในงาน

เมื่อมาถึงคลับ มาร์แชล ก็ไม่รอช้า ออกสเต็ปเท้าไฟทันที ดูเหมือนเขาจะสนุกเกินหน้าเกินตาเพื่อนๆ ที่มาก่อนหน้านี้เสียอีก เขาเต้นราวกับว่ามันเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้ทำอะไรแบบนี้ เพราะกลับไปเขาต้องโดน ลิลลี่ เล่นงานอย่างหนักแน่นอน และอาจไม่ได้ออกมาสนุกกับเพื่อนๆ อีก

แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อ ลิลลี่ ตามคู่หมั้นของเธอมาจนถึงคลับ ในตอนแรกเธอมาพร้อมอารมณ์โกรธ แต่เมื่อได้เห็น มาร์แชลกำลังเต้นอย่างสนุกสนาน ความโกรธก็พลันหายไป ลิลลี่ ได้กระโจนลงไปร่วมเต้นกับเขาด้วย ก่อนจะเกิดเป็นฉากโรแมนติกกลางฟลอร์ 

เรื่องราวนี้จบลงด้วยการได้ตระหนักรู้ของ มาร์แชล กับ ลิลลี่ ว่าอย่าฝืนในสิ่งที่ไม่เป็นตัวเอง สนุกไปกับชีวิต และการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ไม่ใช่แค่การลงหลักปักฐานมีครอบครัว ทำอะไรน่าเบื่อๆ เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการบริหารความสัมพันธ์อย่างถูกต้อง มีความรับผิดชอบกับครอบครัว ในขณะเดียวกันก็ยังคงมีเวลาให้เพื่อนสนิทด้วยต่างหาก

 


 

Robin 101  – How I Met Your Mother

 

ยังอยู่ที่ How I Met Your Mother แต่เปลี่ยนจาก มาร์แชล มาเป็น เท็ด โมสบี้ พระเอกของเรื่องกันบ้าง สำหรับใครที่เป็นแฟนซิทคอมเรื่องนี้คงทราบกันดีอยู่แล้วว่าสำหรับ เท็ด โรบิน เชอบาสกี้ คือรักแท้ที่หยั่งรากลึกลงในใจ และไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนความรู้สึกก็ไม่เคยเปลี่ยน ถึงแม้ตลอด 9 ซีซั่น พวกเขาจะอยู่ในสถานะ “คนรัก” กันไม่นานก็ตาม

อย่างไรก็ตามเมื่อเนื้อเรื่องดำเนินเข้าสู่ช่วงซีซั่น 5 กลับกลายเป็นว่า บาร์นี่ย์ เพื่อนอีกคนในกลุ่มผู้มีนิสัยเพลย์บอยตัวพ่อ กลับตกหลุมรัก โรบิน ขึ้นมาเสียอย่างนั้น แถมครั้งนี้ยังเป็นรักแท้ที่ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยมอบให้ใครมาก่อนอีกต่างหาก 

 

How I Met Your Mother - Robin 101

 

เมื่อ เท็ด ทราบความรู้สึกที่ บาร์นี่ย์ มีต่อ โรบิน ในตอนแรกเขาก็รู้สึกเจ็บลึกในใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง เท็ด ก็ตระหนักได้ว่าทั้งคู่คือคนสำคัญต่อชีวิตเขา ดังนั้นถ้าพวกเขาจะมีความสุขด้วยกัน เท็ด ก็ควรจะมีความสุขไปกับมันด้วย 

ดังนั้นใน How I Met Your Mother ซีซั่น 5 ตอนที่ 3 ในชื่อ Robin 101 ผู้ชมจึงได้เห็นมิตรแท้ที่ เท็ด ได้มอบให้กับ บาร์นี่ย์ ถึงแม้ที่ผ่านมา เท็ด จะบอกตลอดว่าเพื่อนสนิทของเขาคือ มาร์แชล แต่ครั้งนี้ก็พิสูจน์ให้รู้แล้วว่า เท็ด ก็รัก บาร์นี่ย์ มากเช่นกัน

ในฐานะที่เคยคบหากับ โรบิน ในฐานะคนรักมาก่อน เท็ด จึงรู้แทบทุกรายละเอียดว่าผู้หญิงคนนี้มีนิสัยอย่างไร ชื่นชอบอะไร ต้องซื้ออะไรให้ ต้องทำตัวแบบไหนเธอถึงจะประทับใจ เขานำเอาความรู้เหล่านั้นมาสอนแก่ บาร์นี่ย์ เพื่อให้เพื่อนรักของเขาทั้งสองคนได้มีโอกาสทำความรู้จัก เปิดใจกันในฐานะคู่รัก ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วในใจ เท็ด เองก็ยังคงชอบ โรบิน อยู่ 

การเปิดคอร์ส Robin 101 แก่ บาร์นี่ย์ ในครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นสำคัญที่นำไปสู่การแต่งงานของทั้งคู่ ใครจะรู้ว่าถ้า เท็ด ไม่สอน บาร์นี่ย์ ในเรื่องนี้ พวกเขาอาจจะไม่มีวันได้ครองรักกันเลยก็เป็นได้

ในวันที่ บาร์นี่ย์ ขอแต่งงาน โรบิน ได้สำเร็จ คนแรกที่เขาส่งข้อความมาบอกก็คือ เท็ด นี่แหละ ส่วน เท็ด เมื่อเห็นข้อความทำได้แค่ฝืนยิ้มออกมา ทั้งที่ใจข้างในแทบแตกสลาย

“เหมือนเอาความเจ็บปวดตลอดชีวิตที่ผ่านมารวมเข้าด้วยกันแล้วคูณไปอีกร้อยเท่า” เท็ด อธิบายถึงความรู้สึกตัวเองในช่วงเวลานั้น

เป็นฉากสุขปนเศร้า ที่แสดงให้เห็นว่า เท็ด ทุ่มเทให้กับมิตรภาพขนาดไหน มันอาจจะเจ็บปวด แต่เขาก็ยินดีทิ้งหญิงสาวในฝันไว้เบื้องหลัง เพื่อคำว่าเพื่อน

 


 

The One with Chandler in a Box – Friends

 

เมื่อเอ่ยถึงคู่เพื่อนสนิทตลอดกาลแห่งโลกซิทคอม หนึ่งในคำตอบมักจะโผล่มาในอันดับแรกๆ เสมอก็คือ “แชนเลอร์ และ โจอี้” คู่ซี้จาก Friends ซิทคอมจากช่อง NBC ที่ออกอากาศในช่วงระหว่างปี 1994-2004 และได้รับความนิยมอย่างสูง ขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในซิทคอมที่ประสบความสำเร็จที่สุดตลอดกาล 

ตลอดทั้ง 236 ตอนของซิทคอมเรื่องนี้ เรียกได้ว่ามีแทบนับครั้งไม่ถ้วนที่ผู้ชมได้เห็นมิตรภาพอันสวยงาม ปนเสียงหัวเราะของ แชนเลอร์ กับ โจอี้ เนื่องจากทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทที่แทบจะตัวติดกัน เป็นรูมเมทกัน ไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ 

ทว่าเมื่อเรื่องดำเนินเข้าสู่ซีซั่น 4 ตอนที่ 5 มิตรภาพอันแข็งแรงดุจเพชรของทั้งคู่ก็ถึงคราวสั่นคลอน…

ในช่วงเวลาดังกล่าว โจอี้ เริ่มคบหากับผู้หญิงคนใหม่ชื่อ เคธี่ เธอเป็นผู้หญิงที่เปี่ยมอารมณ์ขัน เฉลียวฉลาด มีเสน่ห์ ตรงกันข้ามกับ โจอี้ ที่เป็นจอมตะกละ ไม่ค่อยมีไหวพริบเท่าไรนัก แต่หน้าตาดีโดยสิ้นเชิง 

เคธี่ อาจจะดูเข้ากันไม่ค่อยได้กับ โจอี้ แต่กับ แชนเลอร์ เรียกว่าทั้งคู่เป็นปี่เป็นขลุ่ยกันเลยทีเดียว และด้วยความสนิทสนมที่เริ่มล้ำเส้นมากขึ้นเรื่อยๆ นี้เอง คืนหนึ่ง แชนเลอร์ ก็เผลอจูบกับ เคธี่ ในตอนที่ โจอี้ ไม่อยู่ 

 

Friends - The One when Chandler in the box

 

แชนเลอร์ รู้สึกผิดในสิ่งที่เขาทำไปอย่างมาก โจอี้ คือเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิต และถึงแม้จะไม่ล่วงรู้ถึงสิ่งที่เขาได้ทำลงไป แต่ แชนเลอร์ ก็ไม่สบายใจอยู่ดี เขาจึงตัดสินใจสารภาพเรื่องนี้ตรงๆ กับ โจอี้ และหวังว่าเขาจะยอมให้อภัย 

แน่นอนว่า โจอี้ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเมื่อได้ยิน ถึงขั้นไม่ยอมคุยด้วย เก็บข้าวของทุกอย่างที่ แชนเลอร์ เคยซื้อให้ส่งคืนเขา ส่วน แชนเลอร์ ผู้ชมก็ได้เห็นเช่นกันว่าเขารักเพื่อนขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นการโทรมาขอโทษ พยายามทำทุกอย่าง จนถึงขั้นสุดท้ายที่ แชนเลอร์ ยอมไปนอนในกล่องไม้เล็กๆ เพราะ โจอี้ บอกว่า ในเหตุการณ์ที่เขาเสียรู้โดนโจรจับขังในตู้เล็กๆ ภายในห้องตัวเอง ก่อนจะโดนยกเค้าไปเกลี้ยงนั้น เขาใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงก่อนที่ แชนเลอร์ จะมาพบสำนึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป แชนเลอร์ จึงพยายามที่จะทำแบบเดียวกัน

“การอยู่ในกล่องของฉันมี 3 จุดประสงค์ หนึ่งเพื่อให้มีเวลาคิดทบทวนสิ่งที่ทำลงไป สองเพื่อพิสูจน์ว่ามิตรภาพกับ โจอี้ กับสำคัญต่อฉันแค่ไหน สามมันเจ็บ”

ด้วยความพยายามอย่างแน่วแน่ที่ แชนเลอร์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสำหรับเขายังไงมิตรภาพกับ โจอี้ ก็สำคัญกว่าเรื่องผู้หญิง จนสุดท้าย โจอี้ ก็ใจอ่อนยอมคืนดีกับเขา และหลังจากนั้นมิตรภาพระหว่างทั้งคู่ก็แทบไม่เคยสั่นคลอนอีกเลย กระทั่งปัจจุบันเรื่องราวมิตรภาพ แชนเลอร์-โจอี้ ก็ยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอยู่บ่อยๆ 

 


 

The Locomotion Interruption – The Big Bang Theory

 

ด้วยบุคลิคสายเนิร์ดทำให้ เชลดอน กับ เลนเนิร์ด คู่ซี้จาก The Big Bang Theory ซิทคอมช่อง CBS ที่ออกอากาศระหว่างปี 2007-2019 จึงไม่ค่อยมีเหตุการณ์ที่พิสูจน์มิตรภาพกับเรื่องผู้หญิงเท่าไรนัก แต่เมื่อลองรื้อค้นลิ้นชักความทรงจำอย่างละเอียด ก็ได้พบกับเหตุการณ์หนึ่งที่พอจะเข้าเค้าอยู่บ้าง 

 

The Big Bang Theory - Leonard and Sheldon

 

เหตุการณ์ที่ว่าเกิดขึ้นในซีซั่น 8 ตอนที่ 1 “The Locomotion Interruption” เป็นตอนที่ เชลดอน โดนตำรวจับในรัฐอาริโซน่า ในภาพเปลือยเปล่า เสื้อผ้ารวมถึงสิ่งของต่างๆ โดนขโมยไปจนเกลี้ยง เมื่อถูกนำตัวมาที่สถานีตำรวจ เชลดอน เริ่มตั้งสติได้ เขาจึงรีบโทรขอความช่วยเหลือ เพียงแต่ว่าคนที่เขาโทรหากลับไม่ใช่ เอมี่ แฟนสาว แต่เป็น เลนเนิร์ด คู่หูคู่ซี้ของเขา

เมื่อได้รับรู้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ของเพื่อนสนิท เลนเนิร์ด ก็ไม่รอช้าที่จะพุ่งตรงไปให้ความช่วยเหลือ ถึงแม้ว่าระยะทางจะห่างออกไปถึง 6 ชั่วโมงก็ตาม ส่วน เอมี่ ที่ถึงแม้จะรู้สึกน้อยใจที่แฟนคิดถึงเพื่อนก่อนตัวเอง แต่เธอก็ติดสอยห้อยตามไปด้วยเช่นกัน

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้ชมรับรู้ถึงมิตรภาพของคู่หูจอมเนิร์ด ที่ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อเพื่อนได้ เพราะในตอนนั้น เลินเนิร์ด ก็อยู่กับ เพนนี แฟนสาว อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เธอต้องการเขาอยู่ข้างๆ ด้วย เนื่องจากพรุ่งนี้คือการสัมภาษณ์งานครั้งสำคัญในชีวิต เธอจึงต้องการกำลังใจอย่างมาก 

ถึงแม้สภานการณ์จะไม่เต็มใจนัก แต่เมื่อเพื่อนรักกำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน เลนเนิร์ด ก็ไม่ลังเลที่จะห้ความช่วยเหลือย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้…นี่แหละคำว่ามิตรภาพ

 


 

My Old Friend’s New Friend – Scrubs

 

ถึงแม้ในบ้านเราจะไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไรนัก แต่เมื่อเอ่ยถึงคู่ซี้จากโลกซิทคอมที่พร้อมจะทุ่มเทให้คำว่ามิตรภาพได้ทุกอย่าง หนึ่งในนั้นต้องมีชื่อของ เจดี และ เติร์ก จากเรื่อง Scrubs ซิทคอมที่เข้าฉายทางช่อง NBC ในระหว่างปี 2001-2010 อยู่ด้วยอย่างแน่นอน

Scrubs ว่าด้วยเรื่องราววายป่วงในรั้วโรงพยาบาล ที่นำเสนอผ่านมุมมองของ เจดี คุณหมอฝึกหัดผู้เปี่ยมด้วยอารมณ์ขัน และ เติร์ก คุณหมอที่กลัวแฟนสุดๆ รวมถึงเหล่าผองเพื่อนที่การันตีความเสียเส้นไม่แพ้กัน 

นี่คือซิทคอมอีกเรื่องที่นำเสนอเรื่องราวมิตรภาพออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม จนผู้ชมเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ถึงความสนิทสนมระหว่าง เจดี กับ เติร์ก ที่ผ่านประสบการณ์ทั้งสุขทั้งเศร้าร่วมกันมามากมาย 

 

Scrubs -My Old Friend's New Friend

 

เหตุการณ์ที่เราหยิบยกมาเกิดขึ้นในซีซั่น 4 ตอนที่ 1 “My Old Friend’s New Friend” เป็นเหตุการณ์เล็กๆ ที่หลายคนอาจหลงลืมไปแล้ว แต่สำหรับเรามันคือเหตุการณ์ที่แสดงถึงมิตรภาพระหว่าง เจดี กับ เติร์ก ออกมาได้อย่างน่ารัก

ในขณะที่ เจดี กำลังคุยอยู่กับเพื่อนร่วมงานในโรงพยาบาล ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงแตรรถยนต์ และ เจดี ก็รับรู้ได้ทันทีว่า เติร์ก เพื่อนสนิทของเขากลับมาจากฮันนีมูนกับ คาร์ลา ภรรยาของเขาแล้ว 

“เติร์ก!”

“เจดี!” ต่างฝ่ายต่างตะโกนเรียกกัน ก่อนที่ เติร์ก จะหันมามองภรรยาที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยแววตาน่าสงสาร ส่วน คาร์ลา ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้าอย่างเหนื่อยใจ เพราะเธอก็ทราบดีว่าคู่นี้สนิทกันมากแค่ไหน 

เมื่อได้รับอนุญาตจากภรรยา เติร์ก ก็วิ่งตรงเข้าไปในโรงพยาบาลเพื่อพบกับ เจดี จนเกิดเป็นฉากฮาเรียกเสียงหัวเราะผู้ชมได้ฉาดใหญ่ ส่วน คาร์ลา ที่เคว้งคว้างอยู่เพียงลำพังกับกระเป๋าสัมภาระใบใหญ่ก็หันไปบ่นกับคนขับแท็กซี่ว่า

“หวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะคิดถึงฉันแบบนี้บ้าง”

 


 

The Third Wheel – That ’70s Show

 

ปิดท้ายด้วยเรื่องราวจากซิทคอมเรื่อง That ’70s Show ที่ถึงแม้จะออกอากาศในช่อง Fox ระหว่างปี 1998-2006 แต่ก็ตามชื่อเรื่อง เพราะนี่คือซิทคอมที่พาผู้ชมทุกคนย้อนเวลากลับสู่ทศวรรษที่ 70 นำเสนอเรื่องราวชีวิตประจำวันแฝงอารมณ์ขันของแก๊งเพื่อนผู้ชายที่อาศัยอยู่ในรัฐวิสคอนซิน ประเทศสหรัฐอเมริกา 

 

That 70s Show - The Third Wheel

 

ตอนที่หยิบยกมากล่าวถึงในครั้งนี้คือ The Third Wheel ตอนที่ 11 ซีซั่น 4 เหตุเกิดเมื่อแก๊งหนุ่มๆ ยกพลกันไปที่ลานโบว์ลิ่งเพื่อพักผ่อนกันตามประสา แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อ ไฮด์ หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มได้พา จิล แฟนสาวไปด้วย และในระหว่างที่คนอื่นๆ สนุกสนานกัน ทั้งคู่ก็เอาแต่สวีทหวานแหววราวกับโลกนี้ม่ีแค่เราสอง จนทำให้ เอริค เพื่อนอีกคนรู้สึกไม่พอใจ เพราะเขามองว่านี่คือกิจกรรมที่เพื่อนผู้ชายจะสนุกด้วยกัน การพาแฟนมาทำให้อุดมการณ์ดังกล่าวสูญสิ้นไป 

เอริค กับ จิล มีปากเสียงกันเล็กน้อย โดยเขาได้นำบริบทในยุค ‘70s มาเปรียบเทียบว่า จิล คือ โยโกะ โอโนะ ที่เข้ามาเพื่อทำลายมิตรภาพของวง The Beatles ก่อนที่การเล่นโบว์ลิ่งครั้งดังกล่าวจะจบลงแบบไม่ค่อยราบรื่นนัก

ทว่าในช้วงสุดท้ายของตอนนี้ ไฮด์ ได้จับเข่าคุยกับ เอริค ก่อนที่เขาจะเล่าให้ฟังว่าตอนนี้เขาเลิกกับ จิล แล้ว 

“เธอบอกว่าเธอไม่ชอบนาย แต่แย่หน่อยที่นายคือเพื่อนฉัน มันก็แค่นั้นแหละ”

“เพื่อนฉันรู้สึกแย่ว่ะ มีอะไรให้ฉันช่วยได้ไหม”

“เพื่อน ไม่เป็นไรหรอก”

 เป็นบทสนทนาสั้นๆ แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงมิตรภาพระหว่างพวกเขา…จริงอยู่ว่าผู้หญิงก็อาจจะสำคัญ แต่ถ้านำมาเทียบกับเพื่อนแท้ที่ชีวิตนี้อาจหาไม่ได้แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกอะไร 

Related Stories

Silver Screens

FRIENDS: บทเรียนชีวิตหลากรส จากเพื่อนซี้ทั้ง 6 ในมหานครนิวยอร์ก

นอกจากเสียงหัวเราะแล้ว รอสส์ โจอี้ แชนเลอร์ เรเชล โมนิก้า ฟีบี้ ให้อะไรกับผู้ชมอีกบ้าง

Read

Silver Screens

THE NEXT JAMES BOND: 5 สิ่งที่จะเปลี่ยนถ้า ‘ทอม ฮาร์ดี้’ รับบท 007 คนต่อไป

รสชาติใหม่ของเฟรนไชส์ เจมส์ บอนด์ โดย ทอม ฮาร์ดี้

Read

0Shares
preloader