Silver Screens

ALFRED HITCHCOCK: 5 ภาพยนตร์ของราชาหนังระทึกขวัญที่เป็นพิมพ์เขียวแก่หนังระทึกขวัญยุคใหม่

บทความโดย Priewpan Saenlawan, Senior Writer, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chanyanee Larbaram, Illustrator, W. MINISTRY

Silver Screens

ALFRED HITCHCOCK: 5 ภาพยนตร์ของราชาหนังระทึกขวัญที่เป็นพิมพ์เขียวแก่หนังระทึกขวัญยุคใหม่

13 August 2020

ผู้กำกับที่เชี่ยวชาญในการสร้างบรรยากาศ อึดอัด กระอักกระอ่วน ป่วนประสาท

 

ทุกวงสนทนาที่ว่าด้วยเรื่องราวของภาพยนตร์ระทึกขวัญ ชื่อของ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก มักจะถูกเอ่ยขึ้นมาอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าเจ้าของนามนี้จะเสียชีวิตไปแล้วตั้งแต่ปี 1980 หรือกว่า 40 ปีที่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นช่วงเวลาที่เขาโลดแล่นสร้างสรรค์ผลงานอยู่ในวงการจริงๆ ต้องย้อนกลับไปถึงช่วงทศวรรษ 30-60 ด้วยซ้ำ 

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น

คำตอบก็ไม่มีอะไรซับซ้อนนอกจากผลงานภาพยนตร์ที่สร้างสรรค์โดย อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ถูกจัดให้อยู่ในระดับตำนานขึ้นหิ้ง เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ครบเครื่องทั้งความสมบูรณ์แบบในศาสตร์ภาพยนตร์ แต่ก็ยังสนุกน่าติดตามจนละสายตาไม่ได้ ทำหัวใจผู้ชมเต้นระรัวตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ในยุคดังกล่าวเทคโนโลยีต่างๆ ยังไม่ก้าวหน้า ส่วนใหญ่จะถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของหนังขาวดำเสียด้วยซ้ำ

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ภาพยนตร์ของ ฮิตช์ค็อก จะกลายเป็นเหมือน “พิมพ์เขียว” ต้นแบบสำคัญให้เหล่าผู้กำกับรุ่นหลังนำแนวทางดังกล่าวไปปรับใช้กับภาพยนตร์ระทึกขวัญรุ่นใหม่ เรียกได้ว่าภาพยนตร์ระทึกขวัญสั่นประสาทที่เราเห็นกันเกลื่อนในปัจจุบันล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลมาจากผลงานของ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก แทบทั้งสิ้น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม 

ถ้าวันนี้ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ยังมีชีวิตอยู่เขาจะมีอายุครบ 121 ปี เราจึงอยากใช้โอกาสนี้เล่าเรื่องของชายผู้ได้รับฉายา “ราชาแห่งภาพยนตร์ระทึกขวัญ” และอิทธิพลของเขาที่ส่งต่อถึงภาพยนตร์ระทึกขวัญยุคหลังผ่านภาพยนตร์ของเขาทั้ง 5 เรื่องที่เราหยิบยกมา

 


 

Mr.Hitchcock

ใครว่าผมไม่กลัว

 

Alfred Hitchcock

 

ก่อนที่จะไปถึงในส่วนของภาพยนตร์ เรามาทำความรู้จัก อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก เพิ่มเติมขึ้นอีกสักนิดกันดีกว่า ว่าแท้จริงแล้วชายผู้อยู่เบื้องหลังการสั่นประสาทผู้คนทั่วโลกผ่านเรื่องราวบนแผ่นฟิล์มคนนี้ตัวตนที่แท้จริงของเขาเป็นอย่างไร

หลายคนอาจจะคิดว่า ฮิตช์ค็อก เป็นผู้ชายเลือดเย็น มีรสนิยมชื่นชอบความสยองขวัญ จนหยิบสิ่งเหล่านั้นมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน…แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย 

ฮิตช์ค็อก ไม่ได้หลงใหลในความน่ากลัว ตรงกันข้ามเขาถือเป็นผู้ชายขี้กลัวคนหนึ่ง เพียงแต่เขาเลือกที่จะเก็บซ่อนความรู้สึกไว้ภายใต้ใบหน้าแสนเย็นชา และด้วยนิสัยขี้กลัวทำให้เขารู้ซึ้งถึงความกลัวของมนุษย์เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อมาทำภาพยนตร์เขาจึงรู้วิธีว่าต้องทำอย่างไรผู้ชมถึงจะรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง หวาดระแวง สั่นประสาทไปกับเรื่องราวบนจอ

อัลเฟร็ด ฮิตช์ค็อก หรือชื่อเต็มว่า อัลเฟร็ด โจเซฟ ฮิตช์ค็อก เกิดมาในครอบครัวชาวคาทอลิกเคร่งศาสนา ที่อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน และด้วยความเคร่งนี้เองทำให้ในสมัยเด็กๆ เมื่อ ฮิตช์ค็อก ทำอะไรผิดเพียงแค่นิดเดียว เขามักจะโดนพ่อของเขานำไปขังคุกในสถานีตำรวจใกล้บ้าน เป็นระยะเวลาครั้งละ 10-20 นาที เพื่อหวังจะดัดนิสัย

“นี่คือสิ่งที่เด็กดื้อสมควรจะได้รับ” นี่คือสิ่งที่พ่อบอกกับเขา

10 นาทีอาจจะดูเหมือนเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่สำหรับเด็กตัวน้อยๆ มันช่างแสนยาวนาน และขณะที่อยู่หลังลูกกรงนั้นเองความกลัวก็ค่อยๆ ถูกปลูกฝังลงในใจของ ฮิตช์ค็อก โดยที่ครอบครัวเขาไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย 

หลังจากผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมา ฮิตช์ค็อก ก็กลายเป็นคนหวาดระแวง ไม่ไว้ใจใคร เนื่องจากเขาคิดว่าแม้แต่ตำรวจที่ควรจะเป็นที่พึ่งของประชาชนยังไม่ช่วยอะไรเขาเลย ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยสนับสนุนการกักขังเขาด้วยซ้ำ 

 

Alfred Hitchcock

 

ความหวาดระแวงของ ฮิตช์ค็อก ถูกถ่ายทอดลงบนผลงานภาพยนตร์ของเขาแทบทุกเรื่อง โดยเขาจะทำให้ผู้ชมรู้สึกไม่น่าไว้วางใจกับตัวละครแทบทุกตัว ราวกับกำลังเก็บซ่อนความความลับดำมืดไว้ภายใต้รอยยิ้มปลอมเปลือก 

ยกตัวอย่างเช่นในฉากที่ตัวละคร “ไลลา” จากภาพยนตร์เรื่อง Psycho (1960) กำลังขับรถอยู่บนทางหลวงและโดนตำรวจเปิดไซเรนบอกให้จอด หน้าตาท่าทางของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ยื่นหน้ามาคุยกับหญิงสาวบริเวณกระจกข้างนั้นช่างดูมีเลศนัยน์ ไม่น่าไว้วางใจเป็นอย่างยิ่ง เป็นรอยยิ้มที่เห็นแล้วรู้สึกเสียวสันหลัง ทั้งๆ ที่สุดท้ายแล้วฉากนี้ก็ไม่มีอะไรเลย หลังจากพูดคุยเพียงเล็กน้อยเจ้าหน้าที่ตำรวจนายดังกล่าวก็ปล่อย ไลลา ไปแบบสบายๆ อย่างไรก็ตามฉากนี้เพียงฉากเดียวก็สะท้อนถึงทัศนคติที่ ฮิตช์ค็อก มีต่อตำรวจเป็นอย่างดี

หรืออีกหนึ่งตัวอย่างจากภาพยนตร์เรื่อง Stranger on the Train กับตัวละคร บรูโน่ แอนโธนี่ ชายโรคจิตที่พยายามสะกดรอยและเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของนักเทนนิสชื่อดัง หลังจากที่พวกเขาพบกันบนขบวนรถไฟ

ทั้งๆ ที่ตัวละคร บูรโน่ เปิดตัวมาในภาพลักษณ์ชายหนุ่มสุภาพเรียบร้อย อัธยาศัยดี มากด้วยอารมณ์ขัน อีกทั้งยังแต่งตัวด้วยชุดสูทราคาแพง แต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด ผู้ชมกลับรู้สึกตั้งแต่แวบแรกที่เห็นว่าผู้ชายคนนี้ไม่น่าไว้วางใจเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างมันช่างดูปลอมเปลือกไปหมด เขาไม่ได้เข้ามาหาด้วยความหวังดีแน่ๆ….นี่แหละคือมนต์เสน่ห์ในภาพยนตร์ของ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก 

จุดเด่นของภาพยนตร์ฉบับ ฮิตช์ค็อก ไม่ใช่การเปิดประตูส่งมอบความกลัวให้ผู้ชมแบบซึ่งหน้า แต่เขาจะค่อยๆ ตะล่อมสร้างความอึดอัดอยู่ไม่สุขให้กับผู้ชมผ่านบรรยากาศที่ไม่น่าไว้วางใจ และพฤติกรรมแปลกประหลาดของเหล่าตัวละคร ที่ถ้าทะลุหน้าจอเข้าไปได้ผู้ชมทุกคนคงอยากจะกระโจนเข้าไปกระชากคอเสื้อแล้วถามว่า 

“คุณต้องการอะไรกันแน่ บอกมาตรงๆ เรารู้นะว่าคุณไม่ได้มาดี”

 


 

Rope (1948)

พิมพ์เขียวสำคัญของหนังระทึกขวัญโลเคชั่นเดียว

 

Rope (1948) Directed by Alfred Hitchcock

 

หนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ทุกวันนี้มีภาพยนตร์ระทึกขวัญออกมาสู่ตลาดจำนวนมากคือการที่เหล่าผู้สร้างสรรค์ผลงานรู้ว่าไม่จำเป็นต้องใช้ทุนสร้างมหาศาล หรือโลเคชั่นยิ่งใหญ่อลังการ ก็สามารถสร้างภาพยนตร์ระทึกขวัญชั้นดีออกมาได้ โดยหนึ่งในอิทธิพลสำคัญที่วางแม่บทในเรื่องนี้เอาไว้ยังไงก็ต้องมี Rope ผลงานของ ฮิตช์ค็อก จากปี 1948 รวมอยู่ในนั้น

Rope เล่าเรื่องราวของนักศึกษาหนุ่มสองคนจากตระกูลชนชั้นสูงที่หลงใหลในเรื่องการฆาตกรรมเป็นชีวิตจิตใจ พวกเขาได้ทำการตอบสนองสัญาตญาณมืดในใจของตัวเองด้วยการลงมือสังหารชายคนหนึ่ง ก่อนที่จะนำร่างไร้วิญญาณดังกล่าวมายัดลงไปในหีบเพื่อรอเวลาที่จะนำไปถ่วงน้ำอำพรางคดี 

อย่างไรก็ตามเพียงเท่านี้ดูเหมือนจะยังกระตุ้นต่อมความตื่นเต้นของพวกเขาไม่พอ พวกเขาจึงได้ทำการจัดงานปาร์ตี้ในบ้านพักของตัวเอง เชิญผู้คนเข้าร่วมมากมาย โดยที่วางหีบบรรจุศพไว้กลางห้อง ท้าทายให้ใครสักคนจับพิรุธและไขความจริงให้ได้

ด้วยพล็อตเรื่องที่เป็นแบบนี้ทำให้ตลอดการดำเนินเรื่อง Rope จึงเป็นภาพยนตร์ที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนชวนอึดอัด เพราะผู้ชมทุกคนทราบดีว่าศพแทบจะวางอยู่ในเฟรมภาพตลอดเวลา เพียงแต่ว่าตัวละครทั้งหลายในเรื่องนั้นยังไม่รู้ 

ฮิตช์ค็อก ไม่จำเป็นต้องเล่นใหญ่ ใช้ทนุสร้างมหาศาลหรือโลเคชั่นตระการตาก็สามารถร่ายมนต์สะกดผู้ชมได้อยู่หมัดตลอดทั้งเรื่อง เนื่องจาก Rope แทบจะเป็นภาพยนตร์โลเคชั่นเดียว ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในห้องจัดปาร์ตี้ 

ตลอดทั้งเรื่องเต็มไปด้วยบทสนทนา ทั้งเรื่องสัพเพเหระทั่วไปสลับกับไหวพริบในการเอาตัวรอดของฆาตกรทั้งสองที่พยายามจะเบี่ยงเบนความสงสัยของทุกคนออกไปให้ไกลจากหีบ เชือดเฉือดกับไหวพริบกับอีกตัวละครสำคัญอย่าง รูเพิร์ต แคนเดิ้ล อาจารย์มหาวิทยาลัยผู้มีนิสัยช่างสังเกต ช่างสงสัย และรู้สึกว่างานปาร์ตี้นี้มีอะไรบางอย่างผิดปกติ

 

Rope (1948) Directed by Alfred Hitchcock

 

นอกจากความระทึกขวัญปนอึดอัดที่ ฮิตค็อกซ์ จัดใส่จานมาเสิร์ฟตลอดทั้งเรื่องแล้ว Rope ยังเป็นภาพยนตร์ที่ตีแผ่สันดานมนุษย์ออกมาได้อย่างถึงแก่น เนื่องจากเหล่าตัวละครฆาตกรสองคนล้วนแล้วแต่มีหน้าที่การงานดี การเงินมั่นคง ชอบเสพศิลปะ หลงใหลในไวน์เลิศรส…ยิ่งพวกเขาพล่ามเรื่องที่เหมือนจะ “สูงส่ง” ออกเท่าไร ผู้ชมที่รู้ดีว่าสองคนนี้คือฆาตกรยิ่งตระหนักได้ว่าสังคมของเราช่างอันตราย เต็มไปด้วยคนรู้หน้าไม่รู้ใจมากเท่านั้น

Rope ถือเป็นพิมพ์เขียวสำคัญต่อภาพยนตร์ระทึกขวัญยุคหลังที่มีหลายต่อหลายเรื่องที่เลือกเดินในเส้นทางเดียวกันคือใช้โลเคชั่นเดียว แต่ขับเน้นความเข้มข้นของเรื่องออกมาผ่านบทสนทนาและสถานการณ์ต่างๆ พร้อมสร้างความอึดอัดกระอักกระอ่วนไปในตัว ตัวอย่างที่ชัดเจนคือภาพยนตร์เรื่อง Phone Booth (2002), Devil (2010), Locke (2013), และอีกมากมายหลาย

นอกจากนั้น Rope ยังขึ้นชื่อในเรื่องของการถ่ายทำแบบ “ลองเทค” เนื่องจากทั้งเรื่องมีการตัดต่อเพียงแค่ 11 ครั้งเท่านั้น ซึ่งถือเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากๆ ในยุคสมัยดังกล่าว จนกระทั่งในปัจจุบันการถ่ายทำรูปแบบนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในรูปแบบยอดนิยมที่ผู้กำกับหลายคนเลือกที่จะมาใช้เพื่อความลื่นไหลของอารมณ์ผู้ชม

 


 

Rear Window (1954)

จมดิ่งสู่ชีวิตคนอื่น

 

Rear Window (1954)Directed by Alfred Hitchcock

 

ภาพยนตร์อีกหนึ่งเรื่องของ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ที่ขึ้นชื่อเรื่องการถ่ายทำในโลเคชั่นแคบๆ แต่กลับสร้างความกดดันมหาศาลให้กับผู้ชมได้คือภาพยนตร์เรื่อง Rear Window (1954)

Rear Window ว่าด้วยเรื่องราวของ เจฟฟ์ ช่างภาพข่าวที่บังเอิญบาดเจ็บจากการทำงาน ทำให้ขาหักต้องเข้าเฝือก จำเป็นต้องใช้ชีวิตในห้องอพาร์ทเมนต์หลายวันโดยไม่สามารถออกไปไหนได้ เมื่อรู้สึกเบื่อก็เลยหยิบกล้องส่องทางไกลมาส่องดูพฤติกรรมเพื่อนบ้านในตึกฝั่งตรงข้ามเป็นการฆ่าเวลา จนกระทั่งเขาไปสงสัยในพฤติกรรมของเพื่อนบ้านคนหนึ่งว่าอาจจะกำลังวางแผนฆ่าภรรยาที่นอนป่วยอยู่บนเตียง เขาจึงต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อหยุดเรื่องเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้น

“เรื่องของชาวบ้าน” มีเสน่ห์ให้กระหายใคร่รู้เสมอ อย่าว่าแต่ เจฟฟ์ เลย เราเชื่อว่าแทบทุกคนเวลามีใครเปิดบทสนทนานินทาบุคคลที่ 3 ออกมา หูก็จะผึ่งกางออกมาโดยอัตโนมัติ ฮิตช์ค็อก เข้าใจถึงธรรมชาตินี้ของมนุษย์เป็นอย่างดี ดังนั้นเขาจึงจัดการร่ายมนต์ พาผู้ชมทุกคนเข้าไปอยู่ในหน้าจอ โดยสวมบทบาทเป็น เจฟฟ์ 

 

Rear Window (1954)Directed by Alfred Hitchcock

 

เมื่อผู้ชมกับ เจฟฟ์ คือคนเดียวกัน ดังนั้นยิ่ง เจฟฟ์ รู้สึกสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมเพื่อนบ้านมากเท่าไร ผู้ชมเองก็จะรู้สึกไม่ต่างกัน รู้ตัวอีกทีเราก็ดำดิ่งลงไปในวิถีชีวิตของเพื่อนบ้านคนดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

อีกหนึ่งเทคนิคที่ ฮิตช์ค็อก ใช้ในการเล่าเรื่อง Rear Window คือความทีเล่นทีจริง บางครั้งเราก็รู้สึกเหมือน เจฟฟ์ ว่าเพื่อนบ้านคนดังกล่าวมันน่าสงสัยสุดๆ ไปเลย แต่ในบางช่วงเวลาเรากลับรู้สึกว่า “หรือ เจฟฟ์ จะหลอนคิดไปเอง” ความทีเล่นทีจริงแบบนี้นี่แหละคือสิ่งดึงดูดชั้นดีในการนำพาผู้ชมทุกคนเดินทางไปยังตอนจบด้วยกันเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดมันเป็นยังไงกันแน่ 

เรียกได้ว่า Rear Window คือภาพยนตร์เรื่องแรกๆ ในประวัติศาสตร์ที่นำเสนอเรื่องราวของบุคลลที่ 3 ที่ผู้ชมแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเขาเลย แต่เขากลับอยู่ในหน้าจอแทบจะตลอดเวลาผ่านเลนส์กล้องของ เจฟฟ์ โดยอิทธิพล “การดำดิ่งสู่ชีวิตคนอื่นโดยไม่รู้ตัว” นี้ต่อมามันได้กลายเป็นตะกอนสำคัญในการสร้างภาพยนตร์เรื่อง The Conversation (1974), และ The Lives of Others (2006) ที่ว่าด้วยการดักฟังชีวิตคนอื่น ก่อนที่การดักฟังดังกล่าวจะค่อยๆ ส่งผลต่อชีวิตของตัวละครหลักไปเรื่อยๆ 

 


 

Vertigo (1958)

พิศวง วกวน วนเวียน

 

Vertigo (1958) Directed by Alfred Hitchcock

 

Vertigo คือภาพยนตร์ที่หลังจากดูจบครั้งแรกเราถึงกับต้องตบเข่าฉาด พลางอุทานในใจว่า 

“โดน ฮิตช์ค็อก เล่นงานเข้าแล้ว”

ส่วนเหตุผลว่าทำไมเราถึงรู้สึกแบบนั้น….ไม่บอกหรอก เรื่องแบบนี้มันต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง 

Vertigo ว่าด้วยเรื่องราวของ สก๊อตตี้ อดีตนายตำรวจที่ตัดสินใจลาออกมาเนื่องจากป่วยเป็นโรคกลัวความสูงจากประสบการณ์เลวร้ายที่เขาต้องเผชิญในอดีต ทุกครั้งที่ขึ้นที่สูงเขาจะรู้สึกหน้ามืด วิงเวียนศรีษะ และตาลาย โดยอาการเหล่านี้ทางการแพทย์เรียกว่า Vertigo

สก๊อตตี้ ออกมาทำงานเป็นนักสืบเอกชน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้รับการว่าจ้างจาก เอลสเตอร์ เจ้าของธุรกิจอู่ต่อเรือให้ช่วยติดตาม เมดเดอลีน ภรรยาตัวเอง ที่ระยะหลังมักมีท่าทีแปลก ๆ ชอบหายตัวไปทั้งวัน โดยไม่รู้ว่าเธอไปไหน เมื่อสอบถามหรือพูดคุยเธอก็จำเหตุการณ์ไม่ได้ 

ถึงแม้จะไม่เต็มใจ แต่สุดท้าย สก๊อตตี้ ก็ตัดสินใจรับงานนี้ ก่อนที่สุดท้ายมันจะนำพาเขาไปเจอกับเรื่องราวสุดพิศวง 

 

Vertigo (1958) Directed by Alfred Hitchcock

 

ฮิตช์ค็อก เฉลียวฉลาดอย่างมากในการเล่าภาพยนตร์เรื่อง Vertigo ราวกับเขาเป็นนักตกปลาชั้นยอดที่โยนเหยื่อลงไปให้เหล่าผู้ชมตามงับไปเรื่อยๆ พร้อมคำถามในหัวว่า ทำไม เกิดอะไรขึ้น เรื่องราวทั้งหมดมันคืออะไร และจะลงเอยแบบไหนกันแน่ 

อีกหนึ่งสิ่งที่โดดเด่นของ Vertigo คือเรื่องงานภาพ ที่ ฮิตช์ค็อก มักจะเล่นกับวิชวลประหลาดๆ สอดคล้องกับอาการป่วยของตัวละครเอก เช่น บันไดวน, ผมลอนม้วนของผู้หญิง, ถนนอันคดเคี้ยวของเมืองซานฟรานซิสโก โดยทั้งหมดถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบเซอร์เรียล หรือเหนือจริง และเทคนิคนี้ต่อมาก็ส่งอิทธิพลต่อภาพยนตร์ยุคหลังหลายเรื่อง ที่ชัดเจนที่สุดคือ American Beauty ภาพยนตร์รางวัลออสการ์จากปี 1999

ถ้า Vertigo นำมาฉายในยุคปัจจุบันก็คงไม่ถือว่าหวือหวาอะไรมากมาย แต่อย่าลืมว่านี่คือภาพยนตร์จากเมื่อ 60 ปีที่แล้ว ทุกอย่างในเรื่องจึงดูแปลกใหม่ โดยวิธีการเล่าเรื่องแบบค่อยๆ ทิ้งปริศนาไปตามทางเรื่อยๆ ล่อผู้ชมให้กระหายใคร่รู้เต็มที่ ก่อนจะปล่อยหมัดฮุคด้วยตอนจบแบบหักมุมตกเก้าอี้ ถือเป็นการวางแนวทางให้นักเล่าเรื่องยุคใหม่จำนวนมากหยิบไปทำตาม 

จนกระทั่งปัจจุบันเรียกได้ว่าการเล่าเรื่องแบบนี้แทบจะเป็นหนึ่งในสูตรสำเร็จของภาพยตร์ระทึกขวัญไปแล้ว

 


 

North by Northwest (1959)

หนังสายลับฉบับฮิตช์ค็อก

 

North by Northwest (1959) Directed by Alfred Hitchcock

 

หลายคนอาจจะชอบสายลับสไตล์ เจมส์ บอนด์ ที่มาพร้อมความเฉลียวฉลาดเก่งกาจรอบด้าน อีกทั้งยังมีเสน่ห์เหลือร้าย หรือ เจสัน บอร์น ผู้มาพร้อมความกล้าบ้าบิ่นไม่เกรงกลัวใคร แต่รู้หรือไม่ว่าต้นแบบในการสร้างสรรค์เฟรนไชส์หนังสายลับเหล่านี้มีพิมพ์เขียวสำคัญมาจากภาพยนตร์ของ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ที่มีชื่อว่า North by Northwest

อย่างไรก็ตามความแตกต่างสำคัญระหว่าง North by Northwest กับหนังเฟรนไชส์สายลับอื่นๆ คือการที่ตัวเอกของเรื่องไม่ใช่คนที่เก่งกล้า แต่เป็นเพียงคนธรรมดาเหมือนผู้ชมทุกคนที่กำลังนั่งดูเรื่องราวของเขาผ่านทางหน้าจอนั่นแหละ

North by Northwest ว่าด้วยเรื่องราวของ โรเจอร์ ชายหนุ่มธรรดาคนที่ทำอาชีพขายโฆษณา แต่อยู่มาวันหนึ่งเขากลับถูกลักพาตัวไป พร้อมถูกกล่าวหาว่าเป็น “จอช แคปแลน” ซึ่งแน่นอนว่าโรเจอร์ปฏิเสธแบบหัวชนฝา แต่กลับไม่มีใครเชื่อ

 

North by Northwest (1959) Directed by Alfred Hitchcock

 

โรเจอร์เกือบถูกฆาตกรรมแต่ก็สามารถหนีเอาตัวรอดมาได้ และเมื่อเขาได้แจ้งตำรวจ  ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปตามที่คิด หนำซ้ำเขายังตกอยู่ในสถานะแพะรับบาป, ฆาตกรเลือดเย็น, และ จอช แคปแลน พร้อมๆ กัน นั่นทำให้เขาต้องตามหาความจริงว่าแท้จริงแล้วใครกันคือ จอช แคปแลน กันแน่

North by Northwest สร้างความสงสัยกระหายใคร่รู้ให้กับผู้ชมตลอดทั้งเรื่อง และดึงผู้ชมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการติดตามหาความจริงร่วมกับ โรเจอร์ ไปโดยไม่รู้ตัว นอกจากนั้นยังมีการหักเหลี่ยมเฉือนคม หลอกคนดูให้หัวทิ่มหัวตำหลายต่อหลายครั้ง ก่อนจะตบท้ายด้วยฉากไล่ล่าสุดเร้าใจ ที่ต่อมาวิธีการเล่าเรื่องแบบนี้แทบจะกลายเป็นแม่บทสำคัญในการเล่าเรื่องของภาพยนตร์สายลับแทบทุกเรื่อง หรือแม้กระทั่งภาพยนตร์เรื่อง The Fugitive จากปี 1993 ก็มีกลิ่นอายของ North by Northwest ปรากฎอยู่อย่างชัดเจน 

 


Psycho (1960)

เรื่องเล็กน้อยที่บานปลายไปไม่รู้จบ

 

Psycho (1960) Directed by Alfred Hitchcock

 

ปิดท้ายด้วยภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ซึ่งจะเป็นเรื่องไหนไปไม่ได้นอกจาก Psycho จากปี 1960 นั่นเอง

Psycho ว่าด้วยเรื่องราวของ ไลลา เลขานุการสาวในสำนักงานธรรมดาที่ตัดสินใจขโมยเงินบริษัท ก่อนจะขับรถหนีออกไปนอกเมือง และได้เข้าพักในโรงแรมเล็กๆ ที่ชื่อ Bates Motel ซึ่ง ณ สถานที่แห่งนี้เอง ไลลา ต้องเผชิญกับชะตากรรมสุดระทึก

พล็อตเรื่องดูธรรมดามากๆ แต่ที่ไม่ธรรมดาคือวิธีการเล่าเรื่องที่ ฮิตช์ค็อก ใช้ เขาตั้งใจให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นจากอะไรที่เล็กน้อยมากๆ ก่อนที่เหตุการณ์ทุกอย่างจะบานปลายใหญ่โตไปแบบที่ไม่มีใครคาดคิด

เสน่ห์แบบ ฮิตช์ค็อก ยังคงอัดแน่นอยู่ในภาพยนตร์เรื่อง Psycho อย่างเต็มเปี่ยม ที่ชัดเจนที่สุดคือการสร้างความอึดอัดให้กับผู้ชม ทั้งๆ ที่ ไลลา เป็นโจร แต่ผู้ชมกลับรู้สึกเอาใจช่วยเธออย่างน่าประหลาด เนื่องจากสภาวะรอบๆ ตัวที่เธอต้องเผิชญนั้นประหลาดกว่าการเป็นโจรหลายเท่าตัว 

ถ้านำภาพยนตร์เรื่อง Psycho มานั่งตั้งใจวิเคราะห์อย่างจริงจัง จะพบว่าแทบทุกองค์ประกอบของเรื่องได้กลายเป็นอิทธิพลสำคัญของหนังระทึกขวัญแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นด้วยเรื่องราวเล็กๆ ธรรมดาๆ ก่อนจะบานปลายไปใหญ่โตแบบที่เราเห็นได้จากภาพยนตร์เรื่อง Fargo (1996)

 

Psycho (1960) Directed by Alfred Hitchcock

 

หรือแม้แต่การให้ตัวละครที่ปูมาเหมือนจะเป็นตัวละครเอกตายตั้งแต่ยังไม่ทันถึงครึ่งเรื่อง ที่เมื่อ 60 ปีที่แล้ววิธีนี้แทบไม่มีใครใจกล้าพอที่จะทำ เล่นเอาผู้ชมทั้งอึ้งทั้งงงกันไปเป็นแถว พร้อมคำถามในหัวว่า…แล้วเรื่องมันจะไปทิศทางไหนต่อละ

อีกหนึ่งพิมพ์เขียวสำคัญคือการสร้างฉากระทึกขวัญขึ้นในห้องอาบน้ำ ท่ามกลางหยาดน้ำที่ไหลออกมาจากฝักบัว เนื่องจากก่อนหน้านี้แทบจะไม่มีใครเคยเล่นกับสถานที่นี้ ห้องน้ำเปรียบเสมือน “เซฟโซน” ของโลกภาพยนตร์มาโดยตลอด แต่ ฮิตช์ค็อก นี่แหละคือผู้ปฏิวัติแนวคิดเหล่านั้น ซึ่งต่อมาในภาพยนตร์ระทึกขวัญยุคหลัง ฉากอาบน้ำไม่ใช่ฉากที่รู้สึกปลอดภัยอีกต่อไป ตรงกันข้ามมันคือฉากที่ผู้ชมรู้สึกหวาดระแวงมากที่สุดฉากหนึ่ง

ปิดท้ายด้วยวิธีการสร้างตัวละครอย่าง นอร์แมน เบตต์ ขึ้นมาในมาดชายหนุ่มสุภาพเรียบร้อย ก่อนที่เขาจะเผยความแปลกประหลาดในตัวออกมาเรื่อยๆ ซึ่งต่อมาตัวละครนี้ก็ได้กลายเป็นต้นแบบของเหล่าตัวร้ายในภาพยนตร์ระทึกขวัญมากมาย

Related Stories

Silver Screens

COMING OF AGE: “หนังข้ามผ่านวัย” ชั้นยอด 6 เรื่อง ที่สะท้อนความเจ็บปวดวัยรุ่นแต่ละยุค

ไม่ว่าจะยุคไหน สมัยใด เป็นวัยรุ่นก็เหนื่อยด้วยกันทั้งนั้นแหละ

Read

0Shares
preloader