Brands to Know

ALFRÉD: “ชุดอยู่บ้าน” ที่ใส่ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกได้แบบไม่อายใคร

บทความโดย Nanat Suchiva, Managing Editor, W. MINISTRY

Brands to Know

ALFRÉD: “ชุดอยู่บ้าน” ที่ใส่ออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกได้แบบไม่อายใคร

29 June 2020

เปิดตัวครั้งแรกที่ W. MINISTRY

 

ชุดเก่งของคุณในวันที่ไม่มีธุระ ไม่ได้ไปทำงาน ไม่ได้นัดใครคือชุดไหน? เสื้อยืดสีพื้น กางเกงขาสั้น หมวกสักใบ รองเท้าสนีกเกอร์เกรอะๆ กรังๆ สักคู่ก็เอาอยู่ได้แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก เพราะสำหรับเราก็ไม่ต่างจากใครหลายๆ คนที่มี “ชุดอยู่บ้าน” ใส่สบายๆ แต่จะให้ใส่แบบ “อะไรก็ได้” ก็คงจะใช่เรื่อง

เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาเราได้พอจะรู้จักกับแบรนด์เสื้อผ้าน้องใหม่อย่าง Alfréd จากฝีมือคนเก่าๆ ที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี ผ่านฝีไม้ลายมือการนำเสนอของ Artistic Director แบรนด์ดัง ทั้งเฟอร์นิเจอร์ประกอบฉาก ทิศทางการถ่าย การสไตล์ลิ่งนายแบบนางแบบ ที่มองจากดาวอังคารก็รู้ว่าเป็นเขา แต่เรื่องนี้เราอาจจะต้องเอาไว้คุยกันในครั้งหน้า

เรื่องของเรื่องคือความถูกใจใน “เสื้อผ้าชิ้นเบสิก” ที่ดูยังไงก็ไม่ธรรมดา เมื่อได้โอกาสเราจึงคว้าคุณ เอก วราพงษ์ เดชอมรธัญ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Alfréd มานั่งพูดคุยกันในบทสนทนาแบบสบายๆ เรียบๆ ง่ายๆ แต่แอบเอาไว้ด้วยคุณภาพเหมือนเสื้อผ้าที่เขาตั้งใจทำ

 

 

สวัสดี Alfréd! บอกผมมาว่าคุณเป็นใคร?

 

จริงอยู่ที่เราคุ้นเคยกับคุณเอกอยู่พอประมาณ แต่สารภาพตามตรงว่า “คุณ Alfréd” เหมือนเป็นคนแปลกหน้า แบบนี้ก็ถึงเวลาที่จะต้องมาทำความรู้จักกันสักนิด

“Alfréd เป็นเสื้อผ้าธรรมดา ผมขอเรียกมันว่า classic piece แล้วกัน ใจหนึ่งจะบอกว่าเออเขาเป็น loungewear ก็ใช่ แต่ก็ไม่ถูกซะทีเดียวหรอก ถ้าเทียบเป็นคนเขาก็น่าจะเป็นคนที่สร้างความแตกต่างให้สังคมได้ ไม่มากก็น้อย ในที่นี้คือพวกคัตติ้ง วัสดุ เนื้อผ้า การออกแบบ อาจจะเพราะผมเชื่อเรื่อง make a difference นะ ผมเลยเห็น Alfréd เป็นคนแบบนั้น”

นอกจากต้องใส่ได้จริงๆ ในเมืองไทยอันแสนอบอ้าวแล้ว คุณเอกบอกว่าจริงๆ แล้วตัวเขาตั้งใจให้เสื้อผ้าของ Alfréd มีเป็นคาแรคเตอร์แบบเสื้อผ้าฝั่ง French หรือ ฝั่งอเมริกันไปเลย เพราะพวก “เสื้อผ้าชิ้นเบสิก” ก็มาทางนั้นเสียส่วนมาก เขายกตัวอย่างแบรนด์ที่เหมือนเป็นไบเบิ้ลในการแต่งตัวที่เขาหลงรักอย่าง Aimé Leon Dore และ Holiday Boileau ให้เราได้พอเห็นภาพชัดขึ้น

“อาจจะมีคนมองว่าผมเอาเสื้อผ้าชิ้นเบสิกๆ มาอัพเกรดอะไรทำนองนี้นะ แต่จริงๆ มันก็ไม่ใช่แบบนั้นเพราะต้องบอกว่าผมเอาตัวเองเป็นหลักเลย ผมชอบใส่อะไรแบบนี้อยู่แล้ว ก็เลยค่อยๆ ปั้นคาแรคเตอร์ของแบรนด์มันขึ้นมา เน้นเรียบง่ายๆ นั่นแหละ แต่เน้นไปที่คุณภาพของเสื้อผ้า ไม่ฉูดฉาด ไม่ได้เน้นลวดลาย”

นอกจากเจ้าของแล้ว ใครกันที่น่าจะถูกใจ Alfréd?

 

ถ้าผู้อ่านคนไหนเป็นคนที่แต่งตัวจัด ติดตามความเคลื่อนไหวของโลกแฟชั่นอยู่แล้ว เราเชื่อว่าดีเทลในความไม่มีอะไรของเสื้อผ้า Alfréd ต้องทำให้เหลียวมามองกันบ้าง เพราะคุณเอกบอกเราว่าเป้าหมายของแบรนด์นี้มีอยู่ 2 แบบที่น่าจะถูกใจ แบบแรกคือพวก creative people (ในที่นี้เขาบอกว่าไม่จำเป็นต้องเป็นช่างภาพ ครีเอทีฟโฆษณา หรือกราฟฟิกดีไซน์เนอร์สุดเจ๋งก็ได้ จะเป็นพ่อค้า จะเป็นพนักงานบัญชี ข้าราชการอะไรก็แล้วแต่ ขอให้เป็นคนที่ชอบศิลปะเป็นใช้ได้) กับอีกส่วนคือการเปิดกว้างให้ใครก็ได้ มาลองสวมลองใส่ ถูกใจก็เป็นลูกค้ากันไปอะไรทำนองนั้น

“ผมคือคนหนึ่งที่ลองผิดลองถูกมาแล้วหลายๆ แบบ แต่งตัวมาแล้วแทบจะทุกแนว แต่สุดท้ายก็มาตกตะกอนที่เสื้อผ้าเรียบๆ เพราะผมมองว่าสุดท้าย คนแต่งตัวไม่ว่าจะน้อยจะมาก มันต้องกลับมาที่เรื่องของคุณภาพกันทั้งนั้น คำว่าง่ายๆ แต่ดูดี ยังไงก็เข้าใจได้”

 

 

 

คืออะไรกันแน่ Loungewear ที่ว่ามา?

 

ในฐานะคนที่ชอบใส่เสื้อผ้าชิ้นเบสิกอยู่แล้ว เราไม่พลาดที่จะออกปากกลับมาถามอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ ว่า loungewear (หรือชุดอยู่บ้าน) มันหน้าตาเป็นแบบไหน

“คนไทยยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันแปลว่าอะไร (ขำ) แต่ถ้าถามผม ผมมองว่ามันเป็นชุดใส่อยู่บ้านที่ออกไปข้างนอกได้แบบไม่อายใครนะ เพราะเท่าที่เคยเห็น ก็มีแต่ของผู้หญิงที่เขาจะเรียกกันว่า casual loungewear เอามาเลเยอร์บ้าง เหมือนชุดนอนบ้าง แต่ก็ยังใส่ออกมาข้างได้แบบสุภาพ ทีนี้ทำไมผู้ชายจะมีบ้างไม่ได้ล่ะ จริงไหม?”

 

 

 

จุดขายของเสื้อผ้าธรรมดาๆ บนห้างก็หาได้ ราคาก็ไม่ใช่ว่าถูก?

 

ระหว่างบทสนทนาดำเนินไป เราคิดอะไรบางอย่างออก ดูเหมือนจะยียวนสักหน่อย แต่นั่นคือสิ่งที่เราอยากรู้ไม่แพ้เรื่องไหนๆ เราถามเขาว่าจุดขายของเสื้อผ้าที่ดูแสนจะธรรมดานี้คืออะไรกันแน่

“ถ้าทุกคนเห็นตรงกันว่า Muji มันคือเสื้อผ้าเรียบๆ สบายๆ ใส่ง่ายๆ คลีนๆ แต่ผมไม่ได้มองแบบนั้นกับ Alfréd เพราะเหมือนเราใส่ความแรดลงไปในชุดอยู่บ้าน เพราะสำหรับคนที่ชอบแต่งตัว ไม่ว่าจะไปซื้อกับข้าว เดินตลาด ไปวัด ไปกินก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอย ก็ยังอยากจะแต่งตัวให้ดูดีอยู่ ไม่ได้ดูกระเซอะกระเซิง ด้วยน้ำหนัก ด้วยสี ทั้งที่มันก็ชิ้นเดียวกันแต่ทำไมมันแตกต่างจากพวก fast fashion คำตอบอยู่ในนั้นหมดแล้วครับ”

แน่นอนว่าคุณเอกไม่ย่อหย่อนกับคุณภาพวัสดุที่ใช้สร้าง Alfréd ขึ้นมาแน่ๆ เพราะเขาย้ำหลายรอบว่า ยังไม่เคยเห็นแบรนด์ไหนในไทยที่ทำแบบนี้ ที่เขาหมายถึงนั่นคือการ ‘ทอผ้าขึ้นมาใหม่’ ทั้งหมด โดยไม่ใช้ผ้าสำเร็จรูปแม้แต่ชิ้นเดียว

“มันเป็นความท้าทายของตลาดเสื้อผ้าในเมืองไทยนะ เพราะสำหรับคนทำเสื้อผ้าขาย บ้านเราไม่ได้มีเนื้อผ้าให้เลือกเยอะขนาดนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นผ้าสต๊อก ที่เหมือนๆ กันหมด แต่ผมต้องสั่งทอผ้า ต้องสั่งผลิตในจำนวนที่เยอะเป็นร้อยๆ กิโล กว่าจะได้ 1 สี ลองผิดลองถูกมาเยอะ บอกได้เลยว่าข้อได้เปรียบของเราคือ ราคา เพราะชิ้นที่แพงที่สุดของเราก็อยู่ท่ีแค่ราวๆ 3,000 – 4,000 บาทเท่านั้น แต่ถ้าเทียบกับแบรนด์ที่คุณภาพพอๆ กันของต่างประเทศเราอาจจะได้แค่เสื้อยืดของเขาก็เท่านั้น” 

 

 

 

ถ้าเบื่อคำว่า เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยรายละเอียด

 

เราหยิบเสื้อสเวตฮู้ดดี้สีแซลม่อนของ Alfréd มาพลิกไปพลิกมาอย่างช้าๆ ระหว่างที่คุยกับคุณเอก พอดิบพอดีกับที่เขาบอกว่า คอลเลคชั่นนี้เหมือนว่าจะดูเรียบๆ ง่ายๆ เหมือนจะไม่มีอะไร แต่จริงๆ เขาตั้งใจให้มันออกมาเป็น ‘ยูนิฟอร์ม’ ที่สามารถใส่ได้ในทุกวัน และเขาปฏิเสธทันควัน ทันทีที่เราบอกว่ามันก็เรียบๆ ง่ายๆ ดี

“ไม่ได้เรียบเลยนะ อย่างเสื้อและกางเกงสเวตเนี่ย ดูเผินๆ เหมือนจะแบบเดียวกัน แต่ไม่ใช่เพราะผ้ามันคนละแบบ อย่างเสื้อสเวตก็สั่งทอผ้าขึ้นมาให้มันหนา ให้มันหนัก ให้เสื้อมันดูสมส่วน ส่วนกางเกงสเวตก็ตั้งใจให้มันหนักกว่าชาวบ้าน เพราะว่าอยากให้มันเป็นทรงที่สวยงามจริงๆ เพราะบางทีเราจะเห็นมีบางเจ้าที่เป้าย้วยอะไรแบบนั้น เพราะฉะนั้น จะบอกว่ามันก็เรียบๆ ก็คงไม่ถูกต้อง 100% แต่มันอยู่ที่วัตถุดิบ สี ที่เราเลือกใช้ ผมถึงกล้าบอกว่าพวกนี้มัน make a difference”

คุณเอกบอกต่อว่า คอลเลคชั่นแรกนี้ มีทั้งหมด 6 สี แบ่งเป็น 3 สีที่เรียบๆ หน่อย อีก 3 สีก็สนุกสนานขึ้นมาอีกนิด มี 6 สีใส่ได้ 6 วันไปเลย อีกวันหนึ่งเบรคเอาไว้ให้ไปใส่ยี่ห้ออื่น (ขำ) ส่วนคอลเลคชั่นหน้า ก็คงจะมีอะไรที่เลเยอร์ได้ มีสีสัน มีเนื้อผ้าที่มันแปลกตาขึ้น แต่ยังคงคอนเซ็ปท์เหมือนเดิม

 

 

เปิดตัวครั้งแรกที่ W. MINISTRY

 

ด้วยความที่เป็นแบรนด์เสื้อผ้าน้องใหม่ เราจึงอดไม่ได้ที่จะถามเรื่องการตลาดสักนิด คำถามเดียวที่มีคือ Alfréd วางตัวเองในตลาดแบบไหน (positioning) คุณเอกบอกอย่างชัดเจนว่า มันไม่ได้มาเพื่อปิดช่องว่างที่ขาดไป (fill in) แต่สร้างขึ้นมาเพื่อเจาะไปที่กลุ่มคนแบบ creative people อย่างที่เขาว่า

“คนพวกนี้ผมเชื่อว่าเขา shopping แบรนด์นอกอยู่แล้ว เรามีตลาดอยู่แล้วแน่นอน และที่กล้าทำ Alfréd ขึ้นมาเนี่ยเพราะว่าผมมองว่าสมัยนี้ ผู้ชายกล้าแต่งตัวมากขึ้น ทำการบ้านมากขึ้น เริ่มเปิดรับมากขึ้น เพราะฉะนั้นถามว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร ก็ตอบได้ว่าครึ่งหนึ่งคือกลุ่ม creative people อีกกลุ่มคือกลุ่มใหม่ๆ ค่อยแทรกซึมให้เค้ารู้จักไปเรื่อยๆ ค่อยโตเป็นธรรมชาติมากกว่า”

แน่นอนว่า ความพิเศษของ Alfréd ไม่ใช่แค่คอนเซ็ปท์และคุณภาพอย่างที่เราพรรณนากันมาตั้งแต่เริ่มต้นบทความ แต่คือการมาเปิดตัว “ครั้งแรก” กับเรา อาจจะเพราะเขาเห็นอะไรที่คล้ายคลึงกัน อีกเรื่องคงเป็นการเสริมความแข็งแกร่งของตลาดเสื้อผ้าผู้ชายให้มีน้ำหนักมากขึ้น

คุณเอกยังบอกว่า คนเราสามารถใส่กางเกงขาสั้น สเวตเชิ้ต กับรองเท้า penny loafer ได้ หรือ จะใส่เสื้อเชิ้ต OCBD กับ สเวตแพ้นท์ ก็ยังได้ มันจับคู่ผสมผสานกันได้หลายๆ แบบ แต่ขอให้มันอยู่บนพื้นฐานของความสมส่วน คุณภาพของสินค้าที่มันไปด้วยกัน และที่สำคัญคือความลงตัวก็เท่านั้นเอง

“จริงๆ ผมก็แต่งตัวแบบพวกเสื้อผ้าคลาสสิกเมนสแวร์มาก่อน แต่หลังๆ พอไม่ได้ออกไปข้างนอกจริงๆ จังๆ เราก็เลยลดทอนลงมาใส่อะไรที่มันใส่ได้ทุกๆ วันจริงๆ ซึ่งถ้าพูดไปแล้วเสื้อผ้าของ Alfréd กับ Wardrobe Ministry ก็มีความคล้ายกันอยู่คือ เป็น classic piece มันเหมือนคนยุคเก่ามาอยู่ในสมัยใหม่ แต่ปรับปรุงให้มันอยู่ด้วยกันได้ก็เท่านั้น”

 

 

 

ขอหนึ่งประโยคคมๆ จากผู้ที่ปลุกปั้นมาตั้งแต่เริ่ม

 

“ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นแบรนด์เสื้อผ้านะ มันเป็นไลฟ์สไตล์มากกว่า”

คุณเอกทิ้งท้ายก่อนจะจบการสนทนาว่า พอถึงจุดหนึ่งที่เราลองผิดลองถูกมามากมาย สุดท้ายก็ต้องการอะไรที่มัน function ได้ คุณภาพได้ ใส่แล้วดูดี ไม่ว่าจะเป็นแนวไหน ซึ่งเขามองว่าในตลาดของเมืองไทยมันยังไม่ค่อยมี อาจจะด้วยข้อจำกัดต่างๆ แต่เขาก็พยายามเปิดตลาด เพื่อสร้างความแตกต่างให้ได้ และเราเองก็จะจับตาดูเขาเติบโตต่อไป

 

Related Stories

Brands to Know

BARACUTA G9 : THE JACKET THAT I GREW UP WITH

Managing Editor ของเราพูดถึงแจ็คเก็ตอเนกประสงค์ที่เขาหลงรัก

Read

The Read

PERFECTLY IMPERFECT: จะจงใจละไว้…ก็ไม่มีใครหาว่าคุณ “แต่งหล่อไม่เสร็จ”

จบหรือไม่ ใครตัดสิน ชวนศึกษาศิลปะในสไตล์ที่เสร็จครบและจบสมบูรณ์ในตัวมันเอง

Read

The Inspirations

MR. NICOLAS GABARD OF HUSBANDS PARIS

วาระพิเศษกับชายผู้ก่อตั้ง Husbands Paris พร้อมมุมมองใหม่เรื่องสูท อิทธิพลของวัฒนธรรม และกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ในยุคที่โลกหมุนเร็วกว่าเดิม

Read

0Shares
preloader