The Inspirations

ABOVE THE MARS: ในวันที่ ‘การเดินทาง’ ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ไกลบ้านเสมอไป

บทความโดย บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย ABOVE THE MARS

The Inspirations

ABOVE THE MARS: ในวันที่ ‘การเดินทาง’ ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ไกลบ้านเสมอไป

21 May 2020

ตกตะกอนจากทุกเรื่องราวที่ได้เก็บเกี่ยวผ่านการท่องโลกของสองนักเดินทางเจ้าของเพจ ABOVE THE MARS

 

หากการเดินทางคือการเรียนรู้สิ่งใหม่ ถอดตัวตนของเราออก ละทิ้งสิ่งที่ไม่จำเป็น เผชิญหน้ากับความจริง และที่สำคัญไม่ต้องไปที่ไหนไกลๆ มันจะยังเป็นความสุขของเราอยู่ไหม สองเพื่อนรักนักเดินทางอย่าง อีฟ มาริษา รุ่งโรจน์ และ หยก อุดมพร หงษ์ลัดดาพร แห่ง ABOVE THE MARS ไดอารี่การเดินทางที่เชื่อว่าสิ่งใดที่ทำจากความสุขแล้วผลของมันย่อมงดงามเสมอ

สำหรับพวกเธอ ‘การเดินทาง’ นั้นไม่ได้หมายถึงการเอาตัวเองไปอยู่ในสถานที่ใหม่ๆ ตลอดเวลาเพียงอย่างเดียว เพราะแท้จริงแล้วเราสามารถท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ผ่านประสบการณ์ของคนอื่นได้ ผ่านชุดความคิด ผ่านสายตาที่เขามองต่อโลกใบนี้ ที่บางทีการเดินทางในลักษณะนี้อาจจะมอบคุณค่าบางอย่างที่เราไม่เคยได้เจอผ่านหลักไมล์ที่เราขับรถพิชิตมันได้ “การเดินทางผ่านตัวบุคคล” จึงเป็นตัวเลือกที่ดี สำหรับใครที่อยากจะขัดเกลาความคิดและจิตใจ เพื่อเป็นเครื่องมือหรือวิธีการอะไรสักอย่างที่จะจัดการกับอนาคต บางทีอาจจะสามารถจัดการกับอดีตของตัวเองด้วยก็ได้

วงสนทนาของเราย้อนกลับไปเมื่อช่วงกลางปี 2019 อีฟกับหยกได้เริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของความคิดที่อยากจะนำเสนอการเดินทางผ่านตัวบุคคล เพื่อให้เราเตรียมความพร้อมก่อนจะออกเดินทางไปกับประสบการณ์ของพวกเธอ อีฟเป็นคนเริ่มอธิบายเป็นคนแรก เธอบอกว่าสาเหตุที่ทำให้เกิดชุดความคิดนี้ขึ้นมาเพราะรู้สึกอิ่มตัวในเชิงของการที่ตัวเธอนั้นเป็นเหมือนผู้ที่ผลักดันผู้อื่นให้เข้าใจและรับรู้ความหมายของการเดินทางในมิติเดียว ในที่นี้คือการที่ต้องออกไปผจญภัย ท่องโลกกว้าง และไม่เคยได้มาคิดหรือตระหนักกับระยะทางที่ผ่านมา เธอรู้สึกว่ามันเป็นการกระทำที่จะมีแต่การสร้างความกดดันต่อกัน ทำให้นัยยะของการเดินทางที่ผูกคู่กับความอิสระนั้นได้เลือนหายไป

 

 

หยกได้เล่าประสบการณ์ของตัวเองที่เคยได้คุยกับรุ่นพี่ที่สนิทให้ฟังเกี่ยวกับวิธีการเดินทางเพื่อพักผ่อน ที่ทำให้ดวงตาของเราเบิกกว้างและเข้าใจความหมายของมันล้ำลึกกว่าเดิม การไปเที่ยวของเขานั้นหมายถึงการไปอยู่ เขาจะใช้เวลากับสถานที่นั้นประมาณ 30 วัน มีครั้งหนึ่งเขาไปอยู่โคเปนเฮเกน เขาจะปฏิบัติตามวิถีชีวิตเฉกเช่นคนท้องถิ่น

จุดนี้ทำให้อีฟเริ่มหลงใหลในการแลกเปลี่ยนและท่องเที่ยวในประสบการณ์ของผู้คนเพราะเธอรู้ว่านี่ ไม่ใช่เพียงแค่ทริปท่องเที่ยวยุโรปแต่มันเต็มไปด้วยตัวตนและความรู้สึกของผู้เล่าคนนั้นด้วย “อีฟว่าเวลาชีวิตเรามันอาจไม่ได้มีมากขนาดนั้น อันนี้ก็เลยเป็นจุดนึงที่อยากจะบอกคนอื่นว่าถ้าคุณไม่มีเวลา มันก็ไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าคุณยังไม่ได้ออกไปทำอะไร มันก็ไม่ใช่เรื่องผิด มันก็เหมือนการอ่านหนังสือเล่มนึง ที่คนเขียนเขาตกตะกอนแล้วแค่นั้นเอง เรื่องราวมันก็จะเปลี่ยนไปตลอด วันนึงคนเขียนจำได้บ้าง ตกหล่นอะไรไปบ้าง อีฟว่ามันก็เป็นสีสันของการที่แบบได้นั่งคุยกับคนจริงๆ”

หยกก็ได้พูดเสริมต่อว่าในสถานการณ์แบบนี้ที่เราไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย มันจะมีวิธีไหนที่จะทำให้เราเหมือนได้เดินทางจริงๆ “การที่เรามานั่งคุยกับใครสักคนหนึ่งที่แบบเรารู้สึกว่าเราสนใจ แล้วเราก็คุยกับเขาไปได้เรื่อยๆ มันเหมือนแค่เป็นบทสนทนาแค่นั่งกินข้าวนั่งคุยกันแลกเปลี่ยนความคิดกัน เรารู้สึกว่ามันก็ Made my day เราได้เหมือนกัน”

หลังจากได้รับรู้ถึงเจตนารมณ์ของพวกเธอ ก็ได้เวลาที่จะต้องออกเดินทางไปกับตัวตนของ ABOVE THE MARS ที่จริงๆ คือ การลงลึกไปในรายละเอียดของประสบการณ์ในแต่ละครั้ง ที่เปิดให้คนอื่นเข้ามาแลกเปลี่ยนและท่องเที่ยวผ่านความทรงจำของพวกเธอได้

 

Penang, 2017

 

 

หลังจากออกรถไปได้ไม่นานพวกเธอก็ได้มองกระจกหลังแล้วบอกกับเราว่าจริงๆ แล้วนั้นสาเหตุที่ทำให้ พวกเธอได้พบกับผู้คนใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาไปเที่ยวในที่ต่างๆ ก็เพราะว่าการเดินทางของพวกเธอนั้น จะไม่ค่อยยึดตรงกับแพลนที่วางไว้สักเท่าไหร่ ออกแนวจะไปเรื่อยๆ มากกว่า เราพยักหน้าแล้ว ยิ้มรับกลับไปส่งสัญญาณว่า โอเค

2 วันก่อนที่เราจะเจอกับอีฟและหยกนั้น พวกเธอเล่าให้ฟังว่าเพิ่งครบรอบ 4 ปีของทริปที่เคยไปเที่ยวปีนังมา ความประทับใจแรกในปีนังของพวกเธอ คือโรงแรมๆ หนึ่ง ที่ทาสีด้วยสีครามทั้งหลัง ซึ่งเป็นสีโปรดของทั้งอีฟและหยก โดยทั้งสองพยายามหาที่มาที่ไปของโรงแรมดังกล่าวก็พบเพียงแค่ข้อมูลทั่วไป ไม่ได้มีการบอกกล่าวอะไรมากมายนัก แต่แล้วพวกเธอก็ได้ไขปริศนาเบื้องหลังที่มาของสีครามบนผนังนั้นได้สำเร็จ จากคำบอกเล่าของเพื่อนชาวมาเลเซียที่บังเอิญได้เจอ โดยเมื่อก่อนนั้นโรงแรมและตึกแถวละแวกนี้เป็นสีชมพูทั้งหมด แต่ภายหลังที่เจ้าของโรงแรมนั้นเสียชีวิตไปจึงไว้อาลัยด้วยการทาสีครามแทน กลุ่มเพื่อนที่อีฟกับหยกได้พบในตอนนั้นกลายเป็นความทรงจำแรกเสมอเวลาที่เธอทั้งคู่นึกถึงปีนัง

 

 

จุดหมายแรกที่อีฟและหยกนำเราไป จึงเป็นการเรียนรู้ว่าการที่เราจะได้ความรู้มา บางทีมันต้องมาจากการที่เราเข้าไปหาจากคนพื้นที่จริงๆ โดยอีฟขยายความให้เราฟังต่อกับสิ่งที่ติดเป็นนิสัยและเป็นความชอบในทุกครั้งที่ได้มีโอกาสเดินทางไปที่ใหม่ๆ เธอบอกว่า “บางครั้งเรื่องราวหรือประวัติศาสตร์ต่างๆ มันไม่สามารถ หาได้จากที่อื่นๆ บนอินเตอร์เน็ตหรือข้อมูลทั่วไปได้ ดังนั้นถ้าเราอยากรู้ลึกเราต้องเข้าไปหาจากคนท้องถิ่น”

 

London, 2019

 

 

ความรู้สึกสบายใจของสถานที่มันไม่ได้สร้างขึ้นภายในเวลาวันสองวัน อังกฤษถือว่าเป็นประเทศที่ทั้งสองตกหลุมรักตลอดกาล อีฟบอกกับเราเองว่าตอนที่ไปกับหยกตอนนั้นเธอเพิ่งกลับมาจากอังกฤษได้เพียงสองสัปดาห์ก็ตบปากรับคำเพื่อนรักกลับไปอีกครั้ง ทำไมอังกฤษถึงมีความหมายกับสองคนนี้มาก สำหรับหยกนั้นเธอเคยใช้ชีวิตอยู่ช่วงสั้นๆ ในตอนเด็ก และอีฟเคยมาเรียนอยู่ที่นี่ผ่านช่วงเวลาที่ลำบาก แม้ทั้งสองจะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าทริปอังกฤษที่ไปด้วยกันนั้นอาจจะหาสาระมาเล่าไม่ได้เลย แต่มันก็เป็นความประทับใจอย่างบอกไม่ถูก

ความรู้สึกดีทุกครั้งที่กลับมาอังกฤษของทั้งคู่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าขาดผู้คนที่เคยมีเวลาร่วมกัน อย่างตัวหยกเองก็รู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเก่าอีกครั้งที่เคยใช้ชีวิตอยู่ช่วงนึง ได้เจอพี่ที่รู้จักและอีฟเองที่ได้มาเจอเพื่อนที่เคยเรียนด้วยกันเหมือนเป็นการรียูเนี่ยนเล็กๆ โมเมนต์เหล่านี้ก่อเป็นไออุ่นโอบกอดหัวใจของทั้งคู่ นอกจากเรื่องผู้คนที่ทั้งสองผูกพัน บรรยากาศของการชมพระอาทิตย์ตกที่ Hyde Park ก็คือมุมโปรดของหยกที่เธอต้องไปทุกครั้ง พร้อมกับเบียร์และมะกอกโดยมีอีฟที่นั่งกินสลัดอยู่ข้างกาย เพราะการไปได้นั่งเฉยๆ ตรงนั้นสำหรับหยกแล้วมันเป็นการย้ำเตือนว่าที่นั่นเป็นที่ที่เธอชอบจริงๆ ที่แม้มันจะดูธรรมดา แต่สำหรับเธอช่วงเวลาขณะนั้นมันสวยมาก และสำหรับอีฟแล้วความอบอุ่นที่เธอรู้สึกต่อประเทศอังกฤษทำให้เธอบอกกับตัวเองและคนอื่นเสมอว่า บางครั้งการเที่ยวที่ซ้ำมันก็ดีเหมือนกัน

 

Glasgow – North Berwick, 2019

 

 

การไปเรื่อยๆ ของพวกเธอดูเหมือนว่าเริ่มจะออกดอกออกผลจริงๆ สก๊อตแลนด์เป็นความประทับใจหนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุด หมุดหมายที่พ่วงมาจากทริปเที่ยวอังกฤษ ทั้งคู่บอกกับเราตรงๆ ว่าวันที่ย่ำเท้ามาถึงในเมืองกลาสโกว์นั้นไม่รู้อะไรใดๆ เกี่ยวกับสถานที่นี้เลย สิ่งที่พวกเธอทำได้ในตอนนั้นก็คือแค่เดินไปเรื่อยๆ ก่อนที่เธอจะพบกับทางเข้าของอาคารหลังหนึ่งที่หน้าตาคล้ายผับ ขณะที่ยืนอยู่ข้างหน้าก็มีเสียงเล็ดลอดออกมาพอให้จับต้นชนปลายได้ว่าเป็นดนตรีแจ๊ส ถึงพวกเธอจะไม่แน่ใจซะเท่าไหร่ก็เถอะ แต่นั่นก็เพียงพอที่ทำให้พวกเธอกล้าที่จะเปิดประตูเข้าไป ก่อนที่เรื่องราวหลังประตูบานนั้นจะเติมเต็มประสบการณ์ที่สุดวิเศษให้แก่ทั้งคู่

อีฟกับหยกเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า ในวินาทีที่ดันประตูเข้าไปเจอแต่คนแก่อายุประมาณ 60-70 ปี เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน เหมือนพวกเธอหลุดเข้ามาในแดนสนธยาจากนั้นทั้งคู่ก็เดินไปสั่งเครื่องดื่มเพื่อลดอาการเกร็งและประหม่าเล็กน้อย ก่อนที่จะได้รับคำแนะนำจากคนข้างในว่าให้ถอดเสื้อโค้ทและนั่งทำตัวสบายๆ เถิด ชายสูงวัยคนดังกล่าวพร้อมทำหน้าที่ประหนึ่งเป็นโฆษกของร้านประกาศว่าคิวของเพลงต่อไปจะเป็นผลงานของแฟรงก์ ซินาตรา (Frank Sinata) และไมเคิล บูเบล (Michael Bublé) ก่อนที่เขาก้มตัวเชื้อเชิญให้ทั้งสองออกสเต็ปร่วมกับเขากลางฟลอร์

 

 

อีฟเล่าให้เราฟังต่อว่า “เขาทำท่าทางเหมือนสุภาพบุรุษที่เชื้อชวนผู้หญิงไปเต้นรำแล้วเขาก็พาหยกไปก่อน สอนสเต็ปเต้นเท้าคือเต้นจริงจัง และไม่ได้มีการลวนลามใดๆ แล้วเขาก็ถามทำไมถึงมาที่นี่รู้รึเปล่าว่ามันไม่มีวัยรุ่นมาเลย พวกเขามาที่นี่เพื่อพบเจอกันเหมือนเป็นสังคมผู้สูงอายุ คือรู้สึกว่ามันเป็นบรรยากาศแปลกแต่มันดีมาก แล้วมันเป็นสิ่งที่เราแบบว่ามันไม่ได้แพลนไว้” โดยหยกพูดขึ้นมากลางวงว่าตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่าผับนั้นชื่ออะไร แต่รู้แค่ว่าความทรงจำของพวกเธอนั้นได้เชื่อมต่อกับผู้คนที่นั่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่อีฟจะอธิบายให้เราฟังว่า “คน” นั้นมีความสำคัญและความหมายอย่างไรต่อพื้นที่ที่เดินทางไปแต่ละครั้ง “เวลาเที่ยวไปแบบไม่มีคนให้นึกถึง ไม่มีคนให้พูดถึง มันแบบจะว่างเปล่ามากๆ”

 

Huay Tong Kor, 2017

 

 

ในอีกแง่มุมหนึ่งที่คนไม่ค่อยได้พูดถึงเกี่ยวกับการเดินทาง คือ การเรียนรู้ที่จะเคารพธรรมชาติ ผ่านการไปมีชีวิตอยู่ร่วมตรงนั้นจริงๆ ทริปห้วยตองก๊อ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้มอบชุดความคิดที่นอบน้อมต่อธรรมชาติและความเข้าใจต่อวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอให้กับพวกเธอทั้งสองคนผ่านการใช้ชีวิตและสัมผัสโดยตรง “ที่เราเคยได้ข่าวสารว่าพวกเขาไม่รักป่า เอาเปรียบป่า ทำไร่ทำนาถางป่า เรารู้สึกว่าจริงๆ พวกเขาใจดีมาก เขาเชื่อมจิตกับป่าได้อย่างลึกซึ้งมากๆ” แม้ทั้งคู่จะโดนตัดขาดจากโลกภายนอกเพียงหลังที่หยกอัพสเตตัสว่า closed the internet บนเฟซบุ๊กเพียงไม่กี่วินาทีระหว่างเดินทางเข้าหมู่บ้าน แต่นั่นก็ถือเป็นโอกาสที่เปิดให้พวกเธอโอบรับธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ หลังจากทริปดังกล่าวนับว่าเป็นจุดที่ทำให้เธอทั้งสองสนใจความเป็นไปของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 

 

อีฟทิ้งท้ายก่อนที่จะพาเราจะเดินทางออกจากห้วยตองก๊อไปจุดหมายอื่นต่อ “ยิ่งเราเจอกับธรรมชาติเราก็ยิ่งผูกพันกับธรรมชาติ เราก็รู้สึกหวงแหนมันมากขึ้น อีฟคิดว่าถ้าอยากให้คนรู้สึกรักธรรมชาติ จะต้องให้เขารักธรรมชาติให้เป็น ลองอยู่ร่วมกับธรรมชาติดูแล้วคุณก็จะรู้ว่ามันสำคัญ” เพราะฉะนั้นเรื่องของการเกื้อกูลและเคารพต่อธรรมชาติควรเข้ามาเป็นฐานจิตสำนึกของนักเดินทางอยู่ตลอดเวลา

การใกล้ชิดธรรมชาติส่งผลให้พวกเธอทั้งคู่มีใจเปิดกว้างที่มากขึ้นต่อมุมมองต่อความคิดและอคติต่างๆ ซึ่งมีสองบุคคลที่สำคัญต่ออิทธิพลทางความคิดของอีฟและหยกคือ คุณโอ๊ค คฑา มหากายีและคุณโรส วริสรา มหากายี อีฟเล่าให้เราฟังถึงประโยคที่ประทับใจมากหลังจากการที่ได้แลกเปลี่ยนกับสองท่านนี้ “เขาบอกว่าเราชอบเอาไม้บรรทัดของเราไปวัดสิ่งต่างๆ ดังนั้นมันเลยเป็นเกณฑ์ของเรา สิ่งนี้ดีสิ่งนี้ไม่ดี เราอยู่กับธรรมชาติเราจะมีไม้บรรทัดมากขึ้น แล้วเวลาเราวัดอะไรเราจะเข้าใจและยืดหยุ่นกับมันมากขึ้น” หยกเสริมต่อว่ามันทำให้เรานั้นมองหาเหตุผลของการกระทำ ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ทำให้เรารู้ที่มาที่ไปก่อนจะตัดสินผู้อื่น ซึ่งทั้งหมดนี้อีฟบอกว่ามันปรับใช้ได้จริงกับเวลาเดินทางไปที่ต่างๆ ที่เราต้องศึกษาและทำความเข้าใจวัฒนธรรมอันหลากหลาย ว่าทำไมคนประเทศนี้ถึงมีลักษณะนิสัยแบบนี้

 

Chiang Mai, 2018

 

 

อยากจะลืมใครสักคน เมื่อหยาดฝนพร่างพรมพริ้วมา… ฝนของเบิร์ดกะฮาร์ท หนึ่งในเพลงของเพลย์ลิสต์การไปโร้ดทริปเชียงใหม่ การเดินทางที่มีฉากประกอบบรรยากาศหม่นๆ ฝนตกตลอดเวลา นี่คือทริปแรกๆ ของทั้งคู่ที่ไปด้วยกัน หยกเล่าว่าตอนออกเดินทางฝนตกรถติดอยู่กรุงเทพฯ กว่าจะออกมาได้ก็รู้สึกกังวลเหมือนกัน เพราะกลัวว่าจะถึงจุดหมายปลายทางช้า แต่ใครจะรู้ว่าเพราะเหตุการณ์ดังกล่าวถึงทำให้เธอพบกับท้องฟ้าที่ไล่เฉดสีอันงดงามตอนเช้าตรู่ที่ลำปางและได้เจอกับ “อินทนนท์ที่สวยที่สุดตั้งแต่ที่เคยไป”

 

 

แม้จะเป็นทริปที่ดูแสนธรรมดาไม่ได้หวือหวาอะไรแต่กลายเป็นทริปที่ทั้งสองคนประทับใจที่สุดในชีวิต สำหรับหยกนั้นทริปนี้มันช่าง “ถูกที่ ถูกเวลา ถูกคน” โดยอีฟก็เสริมต่อว่าเพื่อนร่วมทริปเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่แค่ว่าเป็นเพื่อนกันแต่จะสามารถเที่ยวด้วยกันได้ เคมีต้องเข้ากันจริงๆ เพราะการแชร์ไลฟ์สไตล์ของคนที่เติบโตมาคนละแบบมันเป็นเรื่องยากเหมือนกันที่จะเข้ากันได้ ซึ่งถ้าไม่ได้ลองเที่ยวด้วยกันก็จะไม่มีวันได้รู้

 

 

หลังจากเสร็จสิ้นการเดินทางทุกครั้งของเรา แม้เราจะกลับมาอยู่ที่บ้านแล้วตื่นเช้าขับรถไปทำงาน ฉลองงานวันเกิดเพื่อน แต่ความทรงจำของทริปๆ นั้นมันยังคงอยู่กับเราไปตลอด นี่เป็นสิ่งที่อีฟกับหยกเห็นตรงกัน สำหรับอีฟแล้วเธอมองว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถลบได้และไม่มีวันที่มันจะเลือน “มันไม่มีใครตั้งใจลบความทรงจำตัวเองได้จริงๆ ดังนั้นเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว กลับไปทำเหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่เราทำตอนนี้ก็คือพูดถึงมันอีกครั้งถ้าเรามีความสุขกับมันจริงๆ” ซึ่งสำหรับหยกแล้วนั้นเธอคิดว่ามันเป็น “Long-term journey” ที่ต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ตอนแรกและการนำความรู้สึกตอนนั้นมาพูดใหม่ไม่ว่าจะสักกี่ครั้งมันก็คือการย้ำเตือนถึงช่วงเวลาตอนนั้นว่าเรามีความสุขมากแค่ไหน

 

Annapurna, 2018

 

 

จริงอยู่ที่การเดินทางทำให้พบเจอผู้คนมากมายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ นานาและบางทีเราอาจจะเผลอหรือไม่ได้ตั้งใจเอาไม้บรรทัดของตัวเองไปวัดตัวตนของผู้อื่นที่ทำไปด้วยเจตนาดี แต่รู้ตัวอีกทีเราก็ตัดสินการกระทำของคนที่ดูจะต่างไปจากเรา เรื่องเล่าจากทริป ABC (Annapurna Base Camp) ครั้งนั้นก็เหมือนเป็นการตอกย้ำให้ทั้งคู่เข้าใจและเคารพในความแตกต่างของวัฒนธรรมมากขึ้น อีฟและหยกเล่าให้เราฟังว่าได้คุยกับหนึ่งในลูกหาบที่ช่วยเหลือนักเดินทางทุกคนมาตลอดทั้งทริป พวกเขาทุกคนเต็มใจที่จะทำหน้าที่นี้ นี่คือสิ่งที่พวกเขาฝึกฝนมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ จนเป็นอาชีพของเขาทุกวันนี้ อีกทั้งงานของพวกเขามันยังช่วยสนับสนุนให้เขานั้นได้ใกล้ชิดกับพระเจ้าในความเชื่อที่พวกเขาเติบโตมา ทั้งที่ตอนนั้นเธอก็แอบสงสารพวกเขาเหล่านี้ที่ต้องแบกของหนักตลอดการเดินทาง แต่แท้จริงแล้วมันกลับเป็นความภูมิใจและความสุขของพวกเขาอย่างที่สุด

 

 

หยกเล่าให้ฟังต่อว่าการได้เจอไกด์ที่ดี เจอเพื่อนร่วมทางที่ดี ก่อให้เกิดความทรงจำที่ดีตามมา เพราะมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยที่จะเกิดเรื่องพวกนี้พร้อมกันได้ เฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางขึ้นเขาที่ใช้ระยะเวลา 12 วัน ที่ปัจจัยทุกอย่างหรือแม้กระทั่งความอ่อนล้าเองก็อาจเอื้อต่อการผิดใจกันได้ง่ายๆ แต่ไม่มีสิ่งนั้นเกิดขึ้นเลยและยังมีเหตุการณ์ที่ต้องนอนรวมกันเพื่อแชร์ความอุ่นหรือว่าแบ่งยาที่มีอยู่ในจำนวนจำกัดเพื่อให้ทุกคนได้กินยาเหมือนกัน หรือเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ช่วยกันดูแลอย่างดี เหตุการณ์เหล่านี้คือการแทนภาพความสุขที่สมบูรณ์แบบของการเดินทางอย่างแท้จริง อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่เราเรียนรู้ได้จากสองคนนี้คือ รูปที่สวยมากๆ ไม่ได้ย้ำเตือนถึงความทรงจำที่ดี ไม่ได้ดึงเรากลับไปในความทรงจำนั้น ถ้าหากรูปนั้นมันปราศจากผู้คนที่เรายึดโยงอยู่ด้วยหรือช่วงเวลาที่มีความหมายต่อเราจริงๆ

 


 

บทสรุปเพื่อเดินทางต่อไปของทั้งคู่สำหรับอีฟนั้นสิ่งที่ทำมาตลอดนำพาให้เธอเติบโตขึ้นตามความหมายของการเดินทางที่เธอให้ไว้กับเราว่า “การเดินทางคือการเติบโต เราจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากเรื่องราวที่เราพบเจอ” เธอบอกว่าตัวเราเองก็จะต้องโตขึ้น คนรอบข้างเราก็จะโตขึ้น และสิ่งที่เธอเชื่อเสมอว่าการบอกเล่าเรื่องการเดินทางผ่านวัฒนธรรมจากหลายๆ แห่งที่เราไปด้วยตัวเองและจากประสบการณ์ของใครหลายๆ คนจะสามารถหล่อหลอมคุณค่าแห่งตัวตนของเรา

สำหรับหยกสิ่งที่การเดินทางมอบให้กับตัวเธอนั้นคือพลังงานที่จะนำมาแปรรูปให้ตัวเองสามารถสร้างสรรค์งานได้ดียิ่งขึ้น และที่สำคัญการพบเจอผู้คนที่แบ่งปันเรื่องราวให้กับเธอนั้นทำให้เธอมองโลกในมุมที่กว้างขึ้นและเรียนรู้ที่จะเข้าใจความแตกต่าง ซึ่งเธอเชื่อว่าความสุขของคนเรานั้นไม่จำเป็นต้องมีหน้าตาที่เหมือนกัน ถึงรูปแบบต่างกันแต่ไม่ได้แปลว่าคนๆ นั้นสุขน้อยกว่าเรา

Related Stories

The Sounds

THE PLAYLIST: “COMING HOME” BY POD THANACHAI UJJIN

10 บทเพลงที่สะท้อนตัวตนตลอด 25 ปีในฐานะศิลปินของ "ป๊อด โมเดิร์นด็อก"

Read

Hennessy

SMELLS LIKE STREET SPIRIT WITH TAKARAWONG

ในตอนที่สองของซีรีย์ All I Need จากเฮนเนสซี่ เราตามติดชีวิตในหนึ่งวันของชายผู้ให้กำเนิดแบรนด์สตรีทแวร์ที่มีชื่อว่า TAKARAWONG

Read

Arts

LIGHT ART สะกดบรรยากาศด้วยแสง

ศิลปะในความมืดกับจินตนาการที่ไร้ข้อจำกัด

Read

0Shares
preloader