The Buyer’s Guide

A TAILORING THEORY: ใจเขาใจเรา เมื่อคนใส่สูทพยายามมองสูทในมุมของคนทำสูท

บทความโดย Korakot Unphanit, Contributing Editor, W. MINISTRY

The Buyer’s Guide

A TAILORING THEORY: ใจเขาใจเรา เมื่อคนใส่สูทพยายามมองสูทในมุมของคนทำสูท

9 September 2020

ที่เห็นช่างเอาสายวัดมาทาบตัวอย่างรวดเร็วและดูเหมือนทำง่ายๆ นั้น มีความหมายอะไรซ่อนอยู่ ช่างกำลังมองหาอะไร

 

ตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา ผมมีความคิดว่า อยากหัดทำสูทเอง

ทำสูท ในความหมายว่าวัดตัวเอง หัดวาดแพทเทิร์นเอง ตัดผ้าเอง เย็บหางม้าเอง เย็บทุกตะเข็บเอง และรีดสูทเอง (ด้วยเตารีดหนักๆ หน้าตาโบราณแบบที่เทเลอร์ใช้) ถือเป็นความฝันสูงที่ไม่ดูสารรูปตัวเองอย่างที่สุด สำหรับคนที่แค่กระดุมหลุดยังต้องถ่อไปให้ช่างเย็บ และเย็บผ้าครั้งสุดท้ายคือสมัยประถมปลายในวิชา กพอ.

แน่นอนว่ามันยังไม่ไปถึงไหนเลย แต่เพราะความหลงใหล ทำให้ผมศึกษาลงลึก ระหว่างการศึกษาเงียบๆ แบบครูพักลักจำจากช่างไทย อ่านตำราจากช่างอังกฤษและอเมริกันสมัยต้นศตวรรษที่ 19 ไหนจะดูวิดีโอจากช่างญี่ปุ่น ผมพบว่า นี่คือหนึ่งในความใฝ่ฝันที่อยากทำให้ตัวเองและคนรักได้ใส่สักครั้ง (แม้จะทำได้งูๆ ปลาๆ ก็เถอะ)

และกระบวนการนี้ทำให้ผมในฐานะคนใส่ที่พอจะรู้ว่าฟิตติ้งดีๆ นั้นควรเป็นอย่างไร เริ่มเข้าใจหัวอกของช่างมากขึ้น ผมเชื่อว่าผู้อ่าน W. MINISTRY นั้นย่อมคุ้นเคยกับการเย็บโครงสร้างหางม้า รู้จักวิธีการเลือกผ้า และรู้ว่าควรจะพิจารณาอะไรเพื่อให้ได้ฟิตติ้งที่ดี แต่เคยสงสัยไหมครับว่า กว่าจะได้สูทสักตัวนั้น ช่างฝีมือต้องเจอกับอะไรบ้าง เบื้องหลังของการวัดที่เห็นช่างเอาสายวัดมาทาบตัวอย่างรวดเร็วและดูเหมือนทำง่ายๆ นั้น มีความหมายอะไรซ่อนอยู่ ช่างกำลังมองหาอะไร เขาอ่าน figuration ของเราอย่างไร และทำไม บางครั้ง ทั้งที่วัดตัวเราดิบดี แต่กลับตัดออกมาไม่พอดี (หรือพอดี แต่ดูแล้วไม่สวย โดยที่เราก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร) ไหนจะการแก้สูทที่เราก็เห็นอยู่กับตาว่ากลัดเข็มแล้วหายย่นนี่ ไม่น่ายาก ทำไมช่างถึงทำไม่ได้ (หรือต่อให้ทำได้ ก็ไม่ใคร่จะอยากทำ)

และขอบอกก่อนนะครับว่า ความรู้และทักษะของผมตอนนี้ ยังไม่เฉียดใกล้คำว่าช่างตัดเสื้อเลยแม้แต่นิดเดียว มันจึงเป็นเพียงการแชร์ประสบการณ์จากคนที่หลงใหลในศาสตร์นี้ และหวังว่าจะเย็บสูทให้ตัวเองใส่ได้ในสักวันเท่านั้น ไม่ใช่ความคิดเห็นจากเทเลอร์มืออาชีพแต่อย่างใด หวังเพียงว่าประสบการณ์ตรงนี้จะทำให้คนอ่าน (ผู้หลงใหลในศาสตร์แห่งสูท) จะได้ความรู้ในมุมใหม่ และเข้าใจช่างฝีมือมากขึ้น

สิ่งแรกที่ผมทึ่งมากคือ ผมค้นพบว่า ช่างแต่ละคน (หรือแต่ละสำนัก) จะมี system หรือ ‘ระบบ’ ที่ตัวเองยึดถือ เปรียบเทียบง่ายๆ ช่างทุกคนต้องการผลลัพธ์สุดท้ายคือ สูทที่ใส่แล้วสวย แต่การจะสร้างสูทที่ว่านั้น มันทำได้หลายวิธี และระบบนี่แหละครับ คือตัวกำหนดวิธีที่ช่างจะใช้ เพราะแต่ละระบบจะมีวิธีการวัดตัวที่ต่างกัน มาพร้อมการอ่านฟิกเกอร์ที่ต่างกัน และนำไปสู่การเอาตัวเลขที่ได้จากการวัดตัวไป ‘แทนค่า’ ลงไปในสูตรที่ต่างกัน ผลลัพธ์คือแพทเทิร์นที่ต่างกันออกไป เรียกได้ว่า สูตรใครสูตรมันครับ หลายคนประยุกต์เอาข้อดีจากหลายๆ ระบบมาสร้างเป็นระบบของตัวเองก็มีตั้งมากมาย  แต่ผลลัพธ์สุดท้ายคือสูทที่สวยและใส่สบายในสไตล์ของแต่ละสำนักนั่นเอง

 

Duke of Windsor

Duke of Windsor ว่ากันว่าพระองค์สูงเพียง 5 ฟุต 5 นิ้ว หรือราวๆ 165 เซนติเมตร ซึ่งถือว่าค่อนข้างเตี้ยและมีร่างกายที่เล็กเมื่อเทียบกับชายอื่น การใส่สูทในโครงสร้างแบบ drape cut ช่วยสร้าง silhouette อกผายไหล่ผึ่ง งามสง่าสมบารมี (อดีต) กษัตริย์แห่งสหราชอาณาจักร

 

แต่ไอ้คำว่าสวยนี่ก็เป็นเรื่องที่นามธรรมนะครับ สวยของแต่ละสำนักนั้น ไม่เหมือนกันอีก แต่ละระบบจึงมาพร้อมกับหุ่นที่มี ‘ความงามในอุดมคติ’ ที่ต่างกันออกไป ต้องเข้าใจก่อนครับว่า สูทที่ดีนั้นต้องใส่สบายและมีฟิตติ้งที่พอดีกับร่างกายของคนใส่ แต่สูทที่เหนือชั้น (ในทรรศนะของผม) นั้นต้องสามารถเปลี่ยน silhouette ของคนใส่ให้ออกมาดูดีกว่าความเป็นจริงได้

 

Duke of Windsor

 

นั่นคือเหตุผลว่าทำไมนวัตกรรม drape cut ที่ว่ากันว่าคิดค้นโดย Frederick Scholte นั้น สามารถเปลี่ยนหุ่น Duke of Windsor จากชายร่างเล็กให้กลายเป็นชายอกผายไหล่ผึ่งได้อย่างสง่าผ่าเผย (อย่างน้อยก็ถ่ายรูปออกมางามสง่าอย่างที่เราเห็นๆ กัน) ซึ่งเรายังเห็นการทำหน้าอกเต็มๆ แบบ drape cut นี้ได้ในสูทของ Anderson & Sheppard หรือแม้แต่ Liverano ที่นำฟีเจอร์นี้มาใช้ในดีกรีที่ซอฟท์ลง พูดง่ายๆ สูทพวกนี้ไม่เพียงใส่สบายและพอดี แต่ช่างฝีมือเสมือนว่ากำลัง ‘แกะสลัก’ หุ่นของคนใส่ให้กลายเป็นคนใหม่ที่มีสัดส่วนใกล้เคียงกับ Ideal Figure หรือหุ่นที่มีความงามในอุดมคติที่พวกเขาเชื่อถือมากที่สุด

 

The Blue Book of Men's Tailoring by Frederick Timothy Croonborg

ตำรา The Blue Book of Men’s Tailoring กับหุ่นในอุดมคติแบบ Apollo ภาพขวาแสดงสัดส่วนที่แปรผันตรงกับความสูง

 

สัดส่วนในอุดมคติแบบ Apollo

ขอยกตัวอย่างจากตำรา The Blue Book of Men’s Tailoring เขียนโดย Frederick T. Croonborg ตีพิมพ์ราวๆ ปี 1907 นั้น ใช้ระบบ The Supreme System มีสัดส่วนในอุดมคติคือสัดส่วนแบบ Apollo ซึ่งสูง 5 ฟุต 8 นิ้ว หนัก 135 ปอนด์ โดยในตำราระบุสัดส่วนให้นักเรียนใช้ฝึกร่างแพทเทิร์นคือ มีรอบอก 36 นิ้ว โดยรอบเอวจะมีสัดส่วนที่เล็กกว่ารอบอก 4 นิ้ว และสะโพกจะกว้างกว่ารอบอกอยู่ 1 นิ้ว ดังนั้น สัดส่วนของหุ่นในอุดมคติที่ระบบนี้ยึดถือคือ สูง 5 ฟุต 8 นิ้ว หนัก 135 ปอนด์ รอบอก 36 นิ้ว รอบเอว 32 นิ้ว รอบสะโพก 37 นิ้ว โดยสัดส่วนนี้ถือเป็น normal figure ที่สมส่วนมากๆ (ในมาตรฐานของสำนักนี้) หลายคนอาจคิดว่า อ้าว แล้วถ้าอกไม่ใหญ่เท่านี้ล่ะ ถือว่าผิดปกติเลยหรือ? ไม่ครับ รอบอกจะเล็กหรือใหญ่กว่านี้ก็ได้ แต่ถ้าสัดส่วนแปรผันไปตามนี้ เช่น รอบอก 34 นิ้ว รอบเอว 30 นิ้ว รอบสะโพก 35 นิ้ว และถ้ามีน้ำหนักและส่วนสูงที่ต้องสมดุลกันตามเงื่อนไขของระบบนี้ด้วยแล้ว ก็ถือว่าคุณสมส่วนตามระบบนี้ครับ ซึ่งแน่นอนว่าระบบอื่นๆ ย่อมมีสัดส่วนในอุดมคติ (รวมถึงนิยามของความสูง เตี้ย อ้วน ผอม) ที่ต่างกันไป แต่สิ่งที่ทุกระบบมีคือการพยายามสร้างเครื่องแต่งกายใน silhouette ที่สมดุลที่สุดกับหุ่นคนใส่

 

Modern Tailor Outfitter and Clothier (1928), The Blue Book of Men's Tailoring (1907), J.P. Thornton The International System of Garment Cutting (1885)

ตัวอย่างการวัดตัวจากตำรา 3 เล่ม จากซ้ายไปขวา, Modern Tailor Outfitter and Clothier (1928), The Blue Book of Men’s Tailoring (1907), J.P. Thornton The International System of Garment Cutting (1912)

 

แต่ก่อนจะสร้างเครื่องแต่งกายที่สามารถเปลี่ยน silhouette คนใส่ให้สมดุลได้นั้น เราจำเป็นต้องทราบ ‘ต้นทุน’ ที่แต่ละคนมีก่อน

ขอย้อนกลับไปที่การวัดตัว ตรงนี้ แต่ละระบบใช้ ‘ค่า’ ที่ไม่เหมือนกันครับ เช่น บางระบบต้องวัดระยะจากปุ่มต้นคอมาถึงเอว (natural waist) ด้วย แต่บางระบบกลับคิดระยะตรงนี้จากการนำความสูงทั้งหมดมาคำนวณ (นำส่วนสูงหาร 4 และบวกเพิ่มอีกครึ่งนิ้ว) แต่สิ่งที่หลายระบบขาดไม่ได้เลยคือรอบอก รอบเอว รอบสะโพก โดยเฉพาะรอบอกที่มักใช้เป็น ‘ค่าตั้งต้น’ เพื่อเข้าสูตรคำนวณสร้างสัดส่วนอื่นๆ ให้สมดุลกับขนาดรอบอกที่วัดได้ (สถาบันเทเลอร์ฝั่งอังกฤษอย่าง Tailor and Cutter เรียกสิ่งนี้ว่า chest measure system) เมื่อวัดระยะต่างๆ ได้ครบตามเงื่อนไขของระบบที่ใช้แล้ว เราจะเอาเลขเหล่านั้นมาคำนวณเพื่อสร้างแพทเทิร์น ซึ่งจะได้แพทเทิร์นสำหรับ ‘หุ่นปกติ’ หรือหุ่นมาตรฐานในระบบนั้น

ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ ‘ปกติ’ ของแต่ละระบบนั้น ไม่เหมือนกัน และความเป็นจริงคือ หุ่นคนส่วนใหญ่นั้นไม่ปกติ (พูดว่าไม่สมส่วนกับมาตรฐานที่ระบบวางไว้จะถูกกว่า) นี่แหละครับคือความแตกต่างระหว่างสูท ready-to-wear ที่สร้างจากบล็อคแพทเทิร์น (ที่ทางห้องเสื้อกำหนดแพทเทิร์นของหุ่นมาตรฐานเอาไว้) กับสูท bespoke ที่มาสเตอร์เทเลอร์ต้องอ่าน figuration ของคนใส่ให้ขาด และสร้างแพทเทิร์นให้เข้ากับฟิกเกอร์ของคนคนนั้น

 

Types of male figure from Thornton's International System

ซ้าย: ตัวอย่างฟิกเกอร์ประเภทต่างๆ, ขวา: แสดงตำแหน่งกระดูกชิ้นสำคัญ เช่น สะบัก ซึ่งมีผลต่อการวัด การพิจารณาฟิกเกอร์และการปรับแก้ในแพทเทิร์น

 

ถูกต้องครับ แค่วัดค่าต่างๆ ตามเงื่อนไขของระบบให้ครบนั้น ยังไม่พอ เพราะอาวุธของเทเลอร์ ไม่ใช่แค่สายวัด แต่คือสายตาอันเฉียบคม ระหว่างวัดตัวลูกค้า เทเลอร์จะคอยสังเกต ‘ความผิดปกติ’ ที่ต่างไปจากหุ่นในอุดมคติของระบบที่เขาใช้ โดยจุดที่มักสังเกต เช่น

ผอม (ดูจากรอบเอวที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับรอบอก) หรือล่ำ (รอบเอวกับรอบอกพอๆ กัน) หรืออ้วน (รอบเอวล้ำรอบอกไปมาก)

ไหล่ลู่ (slope shoulder) หรือไหล่ตั้ง (square shoulder)

ลำตัวแอ่น (erect) หรือก้ม (stooping)

หัวไปข้างหน้า (head forward) หรือหัวไปข้างหลัง (head backward)

คอยาวหรือคอสั้น

กระดูกสะบักใหญ่ (large blade) หรือกระดูกสะบักเล็ก (small blade)

ไปจนถึงการวัดความโน้มเอียงของช่วงคอและหลัง

จากนั้น เทเลอร์จะนำข้อสังเกตเหล่านี้ไปปรับในแพทเทิร์นปกติที่สร้างจากการวัดตัวก่อนหน้า (เรียกสิ่งนี้ว่าการทำ variation จาก normal pattern) ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะเจอความผิดปกติเหล่านี้มากกว่า 1 อย่างในคนคนเดียวกัน เช่น ตัวล่ำ หลังแอ่น ไหล่ตั้ง และคอไปข้างหลังในองศาที่ตรงดิ่ง เทเลอร์จึงต้องมองให้ขาดว่า หุ่นลูกค้าเข้าข่ายฟิกเกอร์แบบไหน ผิดปกติอย่างไร และต้องปรับแพทเทิร์นให้เอียงหรือแอ่นมากแค่ไหนจึงจะได้ระยะที่พอดีกับตัวผู้สวม หากอ่านฟิกเกอร์ไม่ขาด แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือการทำ alteration ขนาดใหญ่ ที่อาจโชคร้ายเกินแก้ไขเพราะเผื่อผ้าไว้ไม่พอ

 

ซ้าย: ตัวอย่างการปรับแก้จากแพทเทิร์นปกติ ให้สอดรับกับฟิกเกอร์แบบต่างๆ (Variation), ขวา: ตัวอย่างการวัดตัวแบบ Direct Measures

 

นอกจากนี้ เทเลอร์ยังใช้วิธีการวัดแบบ direct measures ซึ่งเป็นการวัดเฉพาะจุด เช่น ความลาดเอียงของไหล่ (slope of shoulder) ความลึกของวงแขน (depth of scye) ความกว้างของสะบัก (blade measure) ไปจนถึงการวัดระยะข้ามไหล่ (over shoulder measure) แต่ค่าเหล่านี้ มักไม่ได้ใช้ลงไปในแพทเทิร์นตรงๆ เพราะเสี่ยงที่อาจจะผิดสัดส่วนกับพวกเส้นรอบวงต่างๆ แต่ช่างมักใช้ระยะของ direct measures เพื่อเช็คจุดต่างๆ บนแพทเทิร์น เหมือนเป็นการบันทึกลักษณะฟิกเกอร์ของลูกค้า เมื่อช่างเห็นตัวเลขเหล่านี้ จะนึกออกทันทีว่าหุ่นลูกค้าคนนี้เป็นอย่างไร

อ่านมาถึงตรงนี้คงพอเห็นภาพแล้วนะครับว่า ความสมดุลและสมส่วนนั้น สำคัญมากแค่ไหน เอาเข้าจริงๆ การแก้ทรงหรือทำ alteration ที่จุดใดจุดหนึ่งนั้น ย่อมส่งผลต่อจุดอื่น และสะเทือนถึงความสมดุลของแจ็คเก็ตทั้งตัว

ผมเองมีประสบการณ์ตรงกับเรื่องนี้

คนใกล้ตัวจะเห็นผมใส่แจ็คเก็ตตัวหนึ่งเสมอ มันเป็นแจ็คเก็ตลาย gunclub check สีน้ำตาลแบบชนบทอังกฤษ ออกสีทองยามต้องแสง ที่ผมซื้อผ้า VBC และสั่งหางม้าไปให้ช่างที่รู้จักกันเย็บมือให้ทั้งตัว ต้องบอกก่อนครับว่างานนี้ไม่ใช่ความผิดช่าง เพราะผมให้ช่างสร้างแจ็คเก็ตตัวนี้โดยอิงรูปแบบจากแจ็คเก็ตตัวโปรดอีกตัวมาเป็นต้นแบบ แต่เป็นความผิดของผมเองที่พยายามฝืนสมดุลของแจ็คเก็ตตัวนี้ (ทั้งที่ช่างเตือนแล้ว)

 

Arm Korakot Unphanit, W. MINISTRY Contributing Editor

แจ็คเก็ตที่ alteration โดยรื้อไหล่เพื่อปรับให้วงแขนเล็กลง แม้ว่าสัดส่วนจะกระชับและดู ‘เข้าที่’ มากขึ้น แต่แจ็คเก็ตยังดูเหมือน ‘ก้ม’ อยู่ดี และจากความรู้สึกในการใส่ รู้เลยว่าบาลานซ์หายไป (และโหยหาแจ็คเก็ตยุคก่อน alteration เป็นอย่างยิ่ง)

 

ปัญหาคือ แจ็คเก็ตตัวนี้มีลักษณะเหมือนพยายามหนีออกจากตัวผม และมันเหมือน ‘ก้ม’ อยู่ตลอดเวลา ผมเริ่มจากการทำ alteration ที่ดูเป็นไปได้อย่างการเข้าเอว โอเค มันแนบช่วงเอวมากขึ้น แต่ยังไม่แนบอกและวงแขน จึงขอช่างแก้วงแขน (ซึ่งงานช้างขึ้นมาอีกระดับ) ช่างแก้วงแขนได้เล็กลงมานิดหนึ่งโดยให้เหตุผลว่า เดี๋ยวมันจะเสียสมดุล สุดท้าย ผมไปให้ช่างอีกคนแก้ให้วงแขนเล็กลงอีก โดยการถอดทั้งแขน รื้อเส้นไหล่ และบีบให้ทั้งวงไหล่และวงแขนเล็กอย่างที่ต้องการ ผลลัพธ์คือวงแขนเล็กลงจริงครับ โดยรวมดูโอเคขึ้น แต่แจ็คเก็ตก็ยังดูเหมือน ‘ก้ม’ อยู่ดี (แม้ว่าจะก้มน้อยลงแล้ว)

สุดท้ายผมพบว่า (นี่อาจเป็นสมมติฐานเท่าที่มีความรู้ตอนนี้ ถ้าผิด ขออภัยครับ) ที่เป็นอย่างนั้นเพราะต้นแบบของแจ็คเก็ตตัวนี้สร้างมาสำหรับฟิกเกอร์ที่ลำตัวก้ม (stooping) นิดนึงครับ แต่ฟิกเกอร์ผมคือหลังแอ่น (erect) วิธีแก้คือต้องเลื่อนตำแหน่งคอ (neck point) ไปด้านหลัง จะช่วยดึงให้แผ่นหน้าของแจ็กเก็ต (forepart) เชิดขึ้น ไม่ก้มอย่างเคย และแน่นอน เมื่อเลื่อน neck point แล้ว ก็ต้องสร้างแนวไหล่ใหม่ ไหนจะต้องเลื่อนคอให้ต่ำลง แต่ต้องไม่ต่ำมากไป นี่ยังไม่รวมการเข้าแขนและไหล่ใหม่ทั้งหมด นี่คืองานแก้ระดับพระกาฬที่ช่างส่ายหน้าไม่อยากรับ และมันจะไม่เกิดขึ้นเลยครับถ้าเราอ่านขาดว่าฟิกเกอร์เราเป็นอย่างไร และควรปรับแพทเทิร์นอย่างไร

พูดง่ายๆ คือ ตัดใหม่ทั้งตัวตั้งแต่ต้น ยังง่ายกว่า

 

ซ้าย: ตัวอย่างการรักษาบาลานซ์ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของแจ็คเก็ต ภาพบนคือการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างความยาวของผ้าชิ้นหลังและชิ้นหน้า ภาพล่างคือการเลื่อนตำแหน่งคอ (neck point) โดยเลื่อนไปข้างหน้า สำหรับหุ่น stooping และเลื่อนไปข้างหลัง สำหรับหุ่น erect, ขวา: แจ็คเก็ตก่อน alteration สังเกตด้านหลังคอที่เหลือผ้าย่นออกมาจำนวนมาก กับช่วงไหล่และวงแขนที่ไม่พอดี แม้จะใหญ่และไม่พอดี แต่ก็งามในแบบของมัน เพราะบาลานซ์โดยรวมยังโอเค

 

แน่นอนว่าการทำสูทยังไม่จบแค่นี้ครับ ไม่ต้องพูดถึงการเย็บ การรีด และอีกหลายทักษะที่ต้องอุทิศเวลาแรมปี นี่จึงเป็นงานฝีมือที่ผนวกทั้งวิทยาศาสตร์ (อย่างความเข้าใจกายวิภาค) และศิลปะเข้าด้วยกัน

ในฐานะของคนที่รักการใส่สูท (และเคยเป็นลูกค้าที่เอาแต่ใจ) ก่อนจะคุยกับช่างครั้งหน้า เข้าใจเขาหน่อยครับ เพราะภายใต้คำปฏิเสธที่ว่าไม่ ใช่ว่าจะขาดเหตุผล

ให้ความร่วมมือเขาหน่อยครับ ด้วยการยืนอย่างเป็นธรรมชาติ ใจเย็น และพยายามทำความเข้าใจกับฟิกเกอร์ของตัวเองบ้างก่อนไปพบเขา

ให้โอกาสเขาบ้างครับ หากความผิดพลาดนั้นยังพอรับไหว

และสุดท้าย ใจเขาใจเราหน่อยครับ ช่างไม่ได้ใช้เวลา 70 ชั่วโมงเพื่อเย็บสูท bespoke ให้เราๆ แต่เขาต้องใช้เวลาค่อนชีวิต กับความผิดพลาด (ที่ส่วนมาก มักมาพร้อมราคาแพงหูฉี่) อีกตั้งเท่าไหร่ กว่าจะสร้างสรรค์สูทให้เราๆ ได้ใส่กันในวันสำคัญของชีวิต

Related Stories

The Buyer’s Guide

SUIT FABRICS: วิธีเลือกผ้าตัดสูทให้เหมาะกับโอกาสต่างๆ

ตั้งแต่สูทตัวแรก สูทงานแต่ง ไปจนถึงทักซิโด้สีงาช้างที่ใส่ในคืนหวานช่วงหน้าร้อน

Read

Query & Advice

HOW A SUIT SHOULD FIT, ACCORDING TO TAILORING EXPERTS

สองกูรูด้านคลาสสิคเมนส์แวร์ของเรา จะมาตอบอีกหนึ่งคำถามที่ใครก็ต้องเคยเผชิญทุกครั้งที่ตัดสูท

Read

The Style Guide

FIRST STEPS TO UNDERSTANDING BESPOKE

ต้อนรับสอง Aficionados สายคลาสสิคเมนส์แวร์ด้วยคำแนะนำ 3 ข้อสำคัญเกี่ยวกับเสื้อผ้า Bespoke

Read

0Shares
preloader