Around Town

A GUIDE TO ENJOYING MUSEUMS

บทความโดย Oat Montien, Artist and Museologist, W.MINISTRY
และ Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

Around Town

A GUIDE TO ENJOYING MUSEUMS

7 March 2019

5 เคล็ดลับที่จะทำให้การเที่ยวพิพิธภัณฑ์ครั้งต่อไปของคุณ เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ

Spread the words

วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ เชื่อว่าหลายคนที่ไม่ได้อยากจะแค่พักผ่อนอยู่กับบ้าน คงกำลังวางแผนออกไปทำกิจกรรมนอกสถานที่ ไม่ว่าจะเป็นการกินข้าว ดูหนัง จับจ่ายใช้สอย ทั้งกับครอบครัวหรือกับเพื่อนๆ แต่หากเบื่อกิจกรรมเหล่านี้แล้ว การไปใช้ช่วงเวลาของการพักผ่อนที่พิพิธภัณฑ์ก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะทุกวันนี้พิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากขึ้น โดยพิพิธภัณฑ์หลายแห่งไม่ได้มีแค่การจัดแสดงนิทรรศการโชว์ของเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนให้เป็นกิจกรรมกลางแจ้งทั้งในตอนกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังเป็นการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้ใหม่ๆ ให้กับผู้เข้าชมอีกด้วย

สำหรับใครที่ยังมองว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่เก็บของโบราณ มีแต่เรื่องเก่าๆ ของเก่าๆ และยังติดภาพการรับรู้เดิมๆ ว่าเป็นสถานที่ที่น่าเบื่อ บทความนี้เราขออาสาพาคุณทลายกำแพงความคิดเหล่านั้นทิ้งไปด้วยการลองมาฟังคำแนะนำการชมพิพิธภัณฑ์อย่างไรให้สนุกจากนักพิพิธภัณฑ์ชื่อดัง อย่างโอ๊ต มณเฑียร ผู้ก่อตั้งบริษัท “Museum Minds” และหนึ่งใน Aficionados ของเรา

“ส่วนมากคนที่บอกว่ามิวเซียมน่าเบื่อ คือคนที่ไม่ได้ไปมิวเซียมมานานแล้ว” คุณโอ๊ตกล่าวในวงสนทนา ก่อนจะอธิบายต่อว่า “เรื่องปัญหาที่ว่ามันน่าเบื่อหรือว่ามันไม่สนุก จริงๆ แล้ว ควรต้องลองไปดูก่อน ถ้าได้ไปจะเห็นว่าเดี๋ยวนี้เขามีการพัฒนาเยอะมาก รวมถึงมิวเซียมในเมืองไทยด้วย” หลังจากได้ตกผลึกทางความคิดในวงสนทนาครั้งนั้น ประกอบกับมุมมองของผู้เขียนที่เชื่อว่าพิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และสร้างความผ่อนคลายให้กับตัวเอง ฉะนั้นจึงอยากจะเชิญชวนผู้อ่านหรือใครที่ยังไม่เคยไป ให้ลองไปพิพิธภัณฑ์ดูสักครั้ง หรือหากใครที่เคยไปมาแล้ว แต่รู้สึกว่ายังไม่น่าสนใจเท่าที่ควร ก็อยากให้ไปใหม่ด้วยใจที่เปิดกว้างขึ้น และนี่คือ 5 เคล็ดลับการชมพิพิธภัณฑ์ที่เราได้รวบรวมจากคำแนะนำของคุณโอ๊ต ที่จะเป็นเสมือนไกด์บุ๊คให้คุณได้สนุกและเพลิดเพลินไปกับการใช้เวลาในพิพิธภัณฑ์



เลือกสไตล์ที่เราชอบ

“สิ่งสำคัญคือต้องเลือกที่เราสนใจและที่ไปแล้วไม่เกร็ง” นี่คือคำแนะนำแรกที่คุณโอ๊ตบอกกับเราเมื่อพูดถึงวิธีที่จะทำให้การชมพิพิธภัณฑ์เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ ก่อนอื่น ลองถามตัวเองก่อนว่าเราอยากไปพิพิธภัณฑ์สไตล์ใด ซึ่ง “สไตล์” ในที่นี้หมายถึงโครงสร้างทางกายภาพของสถานที่ รวมไปถึงการตกแต่ง สิ่งแวดล้อม และการนำเสนอข้อมูล

ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์มีความหลากหลายกว่าในอดีต เช่น เรื่องของโครงสร้างอาคารที่มีทั้งขนาดเล็กอบอุ่นอย่าง “บ้านหมอหวาน” หรือบางที่ มีอาคารขนาดใหญ่โอ่โถง อย่าง “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์” ไปจนถึงบางแห่งที่เน้นบริเวณพื้นที่ outdoor อย่าง “พิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติ” อีกทั้งความแตกต่างในวิธีการนำเสนอเรื่องราว ที่มีทั้งแบบเก่า อย่างพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร ที่เน้นการจัดแสดงโบราณวัตถุ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับ พิพิธภัณฑ์อย่าง “มิวเซียมสยาม” ที่นำเทคโนโลยีมัลติมีเดียเข้ามาช่วยในการสื่อสารให้เห็นภาพ ตั้งแต่เทคโนโลยีแบบดั้งเดิมอย่างระบบออดิโอไกด์ที่มีเสียงให้ฟังขณะเดินชม ไปจนถึง AR (Augmented reality) และ VR (Virtual reality) เป็นต้น

“กายภาพเป็นสิ่งสำคัญ การเข้าไปแล้วรู้สึกผ่อนคลายจึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกของการชมมิวเซียม” เหตุที่คุณโอ๊ตยกเรื่องความผ่อนคลายมาพูดถึงเป็นอันดับแรก เพราะลักษณะเชิงกายภาพของสถานที่และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนิทรรศการกับผู้ชมเป็นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง คุณโอ๊ตแนะนำว่า ก่อนไปพิพิธภัณฑ์ให้ถามตัวเองว่า หากเราไปอยู่ในพื้นที่นั้นจะรู้สึกสบายใจหรือไม่ เพราะเมื่อไหร่ที่เรารู้สึกอึดอัด ไม่ว่าจะกับบรรยากาศหรือข้อมูลที่พิพิธภัณฑ์เลือกมานำเสนอ แปลว่านั่นไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่เหมาะกับเรา



เสพข้อมูลแต่พอดี

เป็นพฤติกรรมอีกอย่างที่หลายคนคงเคยทำขณะชมพิพิธภัณฑ์ รวมถึงผู้เขียนเองก็เคยทำมาแล้ว นั่นก็คือการเก็บบันทึกข้อมูลให้ครบทุกอย่าง เพราะเชื่อว่าจะทำให้คุ้มค่าตั๋ว แต่สุดท้ายก็กลับบ้านไปพร้อมความรู้สึก “overload” กับข้อมูลทั้งหมดที่ได้มา เรื่องนี้คุณโอ๊ตเน้นย้ำกับเราว่าไม่จำเป็นที่จะต้องจำและบันทึกทุกอย่างที่เห็น เพราะเป็นการสร้างความกดดันให้ตัวเองโดยไม่จำเป็น นำไปสู่ความเครียดที่ตามมา จนกลายเป็นประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำในภายหลัง ดังนั้นคุณโอ๊ตแนะนำว่า “การเสพข้อมูลในมิวเซียม ควรเอาเท่าที่พอดี”โดยให้เลือกอ่านและศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ตัวเองสนใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้รับความรู้ในเรื่องนั้นอย่างเต็มที่ ซึ่งความรู้สึกที่เราควรจะได้รับหลังเดินออกจากพิพิธภัณฑ์คือความผ่อนคลายและความสุขที่ได้เรียนรู้ เท่านี้ก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการชมพิพิธภัณฑ์สักแห่งแล้ว



หาข้อมูลหรือทำการบ้านในเรื่องที่สนใจก่อนไป

หลายคนยังมีความคิดว่าพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่คอยป้อนความรู้อยู่ฝ่ายเดียว โดยขาดการมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ จนทำให้การไปพิพิธภัณฑ์เป็นประสบการณ์แสนน่าเบื่อ ความคิดดังกล่าวได้ทำให้คนทั่วไปมีความคาดหวังต่อพิพิธภัณฑ์ในแบบผิดๆ ว่าไม่จำเป็นต้องหาข้อมูลหรือทำการบ้านก่อนไป เพราะเชื่อว่าข้อมูลที่พิพิธภัณฑ์มอบให้คือสิ่งที่ดีที่สุด

ถ้าจะว่ากันตามตรงมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรงอะไรหากคุณจะไม่เตรียมข้อมูลก่อนไปชมพิพิธภัณฑ์ แต่หากต้องการที่จะเก็บเกี่ยวความรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณโอ๊ตแนะนำว่าการเตรียมข้อมูลล่วงหน้าสำหรับสิ่งที่เราสนใจเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยให้เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะไปดูอะไร “การที่เรามีความรู้เบื้องต้นเตรียมไปก่อน (Prior Knowledge) จะช่วยต่อยอดได้เร็วขึ้น แต่ถ้าไปแบบว่างเปล่าเลย แบบรับอะไรก็ได้ จะทำให้ไม่สนุกและจับประเด็นไม่ได้ เพราะไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จะไปยังไง จับเส้นเรื่องตรงไหน” ซึ่งคุณโอ๊ตได้จำลองสถานการณ์ว่าถ้าเราวางแผนจะไปชมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่จัดแสดงเรื่องราวตั้งแต่สิ่งมีชีวิตในยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ไปจนถึงเรื่องดาราศาสตร์ สิ่งที่เราต้องทำ คือ เลือกว่าวันนี้จะไปดูเนื้อหาอะไร ถ้าตั้งใจไปดูเรื่องราวของยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ก็ให้ลองตั้งคำถาม หรือหาข้อมูลเฉพาะเจาะจงไว้เลย อาทิ “ทำไมไดโนเสาร์ถึงสูญพันธุ์?” เป็นต้น

นอกจากการทำการบ้านในเรื่องที่สนใจก่อนไปพิพิธภัณฑ์ ผู้เขียนอยากให้คุณลองนึกภาพตามว่า ทุกวันนี้ คุณใช้เวลาในแต่ละวันไปกับเรื่องใดบ้างและเรื่องใดที่คุณให้ความสำคัญที่สุด เพราะการที่จะชมพิพิธภัณฑ์ได้อย่างสนุก ต้องเลือกในสิ่งที่เรารู้สึกว่าเชื่อมโยงกับตัวเองได้ โดยคุณโอ๊ตยกตัวอย่างว่า หากเราไปชมนิทรรศการประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับบรรพบุรุษของเรา หรือพื้นที่ท้องถิ่นที่เราเคยคุ้น เนื้อหาที่จัดแสดงอยู่ตรงหน้าจะกลายเป็นสิ่งใกล้ตัวทันที ทำให้เราอยากสวมบทบาทนักสืบ หาความจริงและทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต เสมือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนั้น ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการต่อยอดประสบการณ์การเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ให้สนุกขึ้นเป็นเท่าตัว



ถ่ายรูปให้น้อยลง
และซึบซับบรรยากาศรอบตัวให้มากขึ้น

ในยุคสมัยที่ใครๆ ก็ชอบแชร์ภาพแห่งความทรงจำลงบนโซเชียลมีเดีย ไม่แปลกที่เราจะเห็นคนจำนวนมากในพิพิธภัณฑ์ง่วนอยู่แต่กับการถ่ายรูป แต่สำหรับคุณโอ๊ต เขาเชื่อว่ายังมีวิธีอื่นที่สามารถทดแทนและทำหน้าที่บันทึกความรู้สึกได้ดีไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะการโฟกัสแต่การถ่ายรูปเพียงอย่างเดียวอาจทำให้เราพลาดโอกาสในการปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาของนิทรรศการในรูปแบบอื่นๆ

ถึงตรงนี้อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเราจะไม่ให้คุณถ่ายรูปเลย เพราะถึงอย่างไร การถ่ายรูปก็ยังเป็นหนึ่งในวิธีการบันทึกความทรงจำที่ดี แต่คุณโอ๊ตยืนยันอย่างหนักแน่นว่า “วิธีการรับข้อมูลไม่ได้มีแค่การถ่ายภาพ” เพียงอย่างเดียว โดยเขาได้เสนอให้ลองใช้วิธีอื่นๆ ที่ดีไม่แพ้การถ่ายรูป เช่น การสัมผัส การพูดคุย การจดบันทึก และการเขียนเรื่องสั้น รวมไปถึงการวาดรูปซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่คุณโอ๊ตชอบทำที่สุดขณะชมนิทรรศการ เพราะมัน “ช่วยทำให้ได้โฟกัสกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้เห็นอะไรที่ต่างไปและเห็นรายละเอียดมากขึ้น” อีกวิธีที่สามารถทำได้ไม่ยากคือการชวนคนที่ไปด้วยพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเนื้อหาของนิทรรศการ หรือแม้กระทั่งการเล่นเกมก็สามารถทำได้เหมือนกัน นอกจากนี้ คุณโอ๊ตยังยกตัวอย่างกิจกรรมแบบสุดโต่งในต่างประเทศ เช่น การนั่งสมาธิหน้าวัตถุจัดแสดงเพื่อหาความสงบ หรือการเล่นโยคะหน้าผลงานจัดแสดง เพราะเวลาที่ร่างกายได้หลั่งสารอะดรีนาลีนและสารโดปามีนจะส่งผลต่ออารมณ์ของเรา ทำให้ความรู้สึกขณะเสพงานต่างไปจากเดิม



ชวนเพื่อนไปด้วย 

เพื่อนในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคนวัยเดียวกันเสมอไป คนในครอบครัวหรือแม้กระทั่งคนที่สนใจในเรื่องเดียวกับเราก็ถูกบรรจุอยู่ในนิยามนี้ได้เหมือนกัน คุณโอ๊ตอธิบายว่าการมีเพื่อนไปพิพิธภัณฑ์ด้วยกัน ไม่ใช่แค่เป็นการคลายเหงาเท่านั้น แต่ยังทำให้บรรยากาศเวลาเดินชมนิทรรศการดีขึ้น ที่สำคัญเป็นการสร้างพื้นที่นั้นให้เป็น “Social space ที่จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย”

คุณโอ๊ตที่ครั้งหนึ่งได้เคยร่วมออกแบบนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์ “ร้านขายยากิเลน เต๊กเฮงหยู” ของโอสถสภา เล่าให้เราฟังว่า ในการจัดนิทรรศการครั้งนั้น ทำให้เขาได้เห็นการปฏิสัมพันธ์จากผู้เข้าชมหลายครอบครัวที่มีความทรงจำดีๆ กับยาของโอสถสภา เช่น ยาทันใจ ยาอมโบตันและยากฤษณากลั่น เป็นต้น ภาพที่เขาเห็นคือคุณปู่ คุณย่าที่แบ่งปันเรื่องราวและเล่าสู่กันฟังถึงสรรพคุณของยาชนิดต่างๆ ให้ลูกหลานฟัง ซึ่งคุณโอ๊ตมองว่าเป็นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงจากเหตุการณ์ในอดีตที่ส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ดังนั้น “การมาชมมิวเซียมไม่ใช่แค่การชมดิสเพลย์หรือพร็อพสวยๆ แต่ต้องเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างคนได้ เพราะสิ่งนี้จะทำให้ประสบการณ์ที่เราได้รับนั้นสนุกและเป็นที่น่าจดจำยิ่งขึ้น”

 

ติดตามผลงานล่าสุดของคุณโอ๊ต มณเฑียร ได้ที่ นิทรรศการ “ศิลปิน ผู้ตกหลุมรัก หนังสือ” (Bibliophilia)
ที่เขาได้บรรจงถ่ายทอดสำเนียงภาษาและอารมณ์ของความรักที่มีต่อหนังสือผ่านเรื่องสั้นและงานศิลปะ
ไปตกหลุมรักหนังสือได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 28 เมษายน 2562 ที่หอสมุดแห่งชาติ


ดูรายละเอียดนิทรรศการ เพิ่มเติมได้ ที่นี่

Related Stories

Horology

BLANCPAIN AND SÜHRING CELEBRATE THE ART OF LIVING

เรื่องราวของการรังสรรค์เรือนเวลาและศาสตร์การปรุงอาหารขั้นสูง

Read

Through the Lens

THROUGH THE LENS OF FAN HO: 1950s-1960s HONG KONG

รำลึกความหลังบรรยากาศฮ่องกงในอดีต ผ่านผลงานของ “แฟน โฮ” ช่างภาพในตำนาน

Read

Query & Advice

HOW TO PULL OFF SLEEVELESS T-SHIRTS

กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ “Query & Advice” พื้นที่สนทนาที่เราจะมาไขข้อสงสัยให้คุณทุกวันศุกร์

Read

0Shares
preloader