The Inspirations

5 DESIGNERS WHO REDEFINED LEGENDARY FASHION HOUSES

บทความโดย Kantinan Srisan, Style Editor, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

The Inspirations

5 DESIGNERS WHO REDEFINED LEGENDARY FASHION HOUSES

22 July 2019

5 ยุคสมัยของงานออกแบบจาก 5 นักออกแบบแนวหน้า อันเป็นที่จดจำต่อห้องเสื้อระดับตำนาน

Spread the words

สิ่งใดกันที่ทำให้เหล่าดีไซเนอร์มือฉมังต่างกลายเป็นที่จดจำ? มันคือความสร้างสรรค์ ความแตกต่าง หรือแนวคิดที่เข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภค จริงอยู่ว่าหลายครั้งหลายคราที่เราต่างชื่นชอบและหลงใหลไปกับตัวแบรนด์ ยี่ห้อและกระแสนิยมหมู่มาก แต่ผู้เขียนเชื่อว่าลึกๆ แล้วสิ่งที่มัดใจและสร้างภาพลักษณ์ฝังลึกกับเราไว้ได้อย่างเหนียวแน่นคือ “งานดีไซน์ที่ถูกจริต” เสียมากกว่า ทั้งในแง่ของความแปลกใหม่ ภาพลักษณ์ที่หรูหรา และแน่นอนว่าสอดคล้องกับการใช้งานจริงในยุคสมัยนั้นๆ

แน่นอนว่ามีนักออกแบบมากหน้าที่สร้างสรรค์ผลงานออกมาได้เป็นที่จดจำแม้จะผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนานก็ยังคงมีการพูดถึงในปัจจุบันอย่างเช่น Yves Saint Laurent, Ralph Lauren, Miuccia Prada เหล่าเจ้าของห้องเสื้อที่จารึกตำนานของตนไว้ชนิดที่ว่าฝังรากลึกจนถึงแก่นของแบรนด์ แต่กระนั้นเองก็มีนักออกแบบจำนวนไม่น้อยเช่นกันที่ผ่านมาสร้างสรรค์ผลผลิตไว้แล้วจากไป บ้างก็เห็นภาพไม่ตรงกัน บ้างก็มีการเปลี่ยนผ่าน บ้างก็มีแย่งชิงตัวกันต่างๆ นาๆ ที่เกิดขึ้นจนเป็นเรื่องชินตาในปัจจุบัน

เมื่อหัวเรือใหญ่สองค่ายอย่าง LVMH และ Kering ต่างสลับหัวเรือของแบรนด์ใต้อาณัติกันเป็นว่าเล่นเพื่อสร้างงานออกแบบที่แตกต่างและความน่าสนใจไม่ให้ห้องเสื้อเหล่านั้นเสื่อมความนิยมลง เพราะมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ติดตามผลงานของตัวนักออกแบบมากกว่าที่จะมองเพียงชื่อแบรนด์หรือยี่ห้อ และกลยุทธ์การเปลี่ยนหัวเรือเหล่านี้เองก็นับว่าตอบโจทย์ต่อคนกลุ่มนี้ได้ไม่น้อย แม้จะมีทั้งที่รุ่งและร่วงผสมกันไปก็ตามแต่

แล้วในทะเลใหญ่ที่มีปลาเล็กปลาน้อยเวียนว่ายตลอดเวลาเช่นนี้ ปลาใหญ่ตัวไหนบ้างที่ฝากฝังผลงานไว้จนเป็นที่กล่าวขวัญเซ็งแซ่? หากสงสัยบทความนี้ผู้เขียนจะขอพาคุณไปพบกับ 5 ดีไซเนอร์ผู้สร้างผลงานทรงคุณค่าจนเป็นที่กล่าวขวัญอย่างยิ่งใหญ่จวบจนปัจจุบันแม้ตัวจะจากไปแล้ว (ลาออกไปแล้ว)




Gucci: Tom Ford (1990 - 2004)

หากพูดถึงการรีแบรนดิ้งที่ประสบความสำเร็จที่สุดในอุตสาหกรรมแฟชั่นแล้ว อย่างไรต้องมีชื่อของทอม ฟอร์ด (ที่ตอนนี้มีแบรนด์ของตนเองในชื่อ TOMFORD) อยู่อย่างแน่นอน เพราะนักออกแบบจากเมืองคาวบอยคนนี้คือผู้ที่ประคองและช่วยชีวิตแบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง Gucci ที่เคยประสบปัญหาด้านการเงินจนเกือบล้มละลายมาแล้ว และฟอร์ดเป็นผู้สร้างภาพลักษณ์ใหม่ชนิดหมดจดแทบจะล้างกระดานให้กับแบรนด์ พร้อมใส่ภาพลักษณ์ความเซ็กซี่ลงไปแทน และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ตอบแทนกลับมาอย่างคุ้มค่าเพราะในช่วงปี 1994-2003 แบรนด์หรูแห่งนี้สร้างเม็ดเงินได้มากถึง 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้อาณาจักรแห่งนี้เป็นหนึ่งในห้องเสื้อหรูที่สร้างผลกำไรได้มากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ณ ช่วงเวลานั้นๆ
ในยุคสมัยก่อนหน้าที่ฟอร์ดจะเข้ามาดูแลในฐานะของ Creative Director แบรนด์มีภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างแก่และไม่ทันสมัยเสียเท่าไหร่ อาศัยความเก่าแก่เพื่อการดำรงอยู่ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนหัวเรือครั้งใหญ่นี้ สิ่งที่ปรากฏออกมาคือความหวือหวา หรูหราและแน่นอนกับ “ความเซ็กซี่” (จนฉาวไปในบางที) ไม่ว่าจะผ่านการออกแบบที่เน้นกับสรีระของสตรี การสไตลลิ่งที่เผยให้เห็นถึง Sex Appeal ผ่านคอลเลคชั่นเมนส์แวร์ฤดูหนาวในปี 2004 ที่มีการเล่าเรื่องผ่านโชว์รูดเสาบนรันเวย์ ที่ส่งให้ภาพความหรูหราต่างๆ ดูมีดีกรีความเซ็กซี่แบบทวีคูณ รวมไปถึงแคมเปญทั้งหลายที่ผ่านสายตาของฟอร์ดทั้งปี 1997 กับภาพของคู่หนุ่มสาวในเสื้อผ้าแบบเทเลอร์ที่เผยให้เห็นสรีระใต้ร่มผ้าพร้อมท่วงท่าเหมือนเตรียมจะร่วมรัก ในปี 2004 กับเซ็ทถ่ายแบบหญิงสาวในชุดวาบหวิวแสนหรูหราและประกบคู่ด้วยนายแบบลุคกริบที่สื่อถึงความรุ่มรวยอย่างคงรสนิยม แต่ผู้เขียนเชื่อว่าไม่มีแคมเปญปีใดที่จะฉาวโฉ่และเซ็กซี่มากไปกว่าแคมเปญปี 2003 ที่มีการตัดแต่ง “จุดเร้นลับ” เป็นโลโก้ของแบรนด์ ที่แน่นอนว่าโดนแบนเป็นที่เรียบร้อย

แต่กระนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้ความเซ็กซี่กลายเป็นภาพลักษณ์ที่ผู้คนต่างจดจำได้อย่างเด่นชัด แม้ปัจจุบันนักออกแบบผู้นี้จะได้ออกมาเปิดห้องเสื้อเป็นของตนเองแล้ว และทางแบรนด์เองก็ได้ อเลสซานโดร มิเคเล มาสร้างบทตำนานใหม่ให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ผลงานของเขาที่ Gucci ยังคงเป็นที่กล่าวขวัญอยู่ตลอดเวลาและยังคงไม่มีนักออกแบบคนใดทำ Gucci ให้ดูเซ็กซี่และเย้ายวนได้ดีมากไปกว่า ทอม ฟอร์ด




Dior Homme: Hedi Slimane (2001 - 2007)

ดีไซเนอร์เจ้าพ่อร็อกแอนด์โรลที่ในปัจจุบันได้ดำรงตำแหน่ง Artistic and Image Director ให้กับแบรนด์ CELINE ที่เปลี่ยนรูปแบบงานดีไซน์เก่าไปเสียจนหมดสิ้น จากความมินิมัลสู่สไตล์ม๊อด (Mod) แต่กว่าจะประสบความสำเร็จขนาดที่ว่าสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้มากถึงขนาดนี้ นักออกแบบคนนี้ได้สร้างชื่อให้ตนเองในแวดวงมาอย่างยาวนาน และแน่นอนว่ายุคของ เอดิ สลิมาน ณ Dior Homme คือหนึ่งในยุคทองของทั้งนักออกแบบและตัวแบรนด์

หลังจากที่สลิมานลาออกจาก Yves Saint Laurent เพราะโดนทอม ฟอร์ด เข้ามาก้าวก่าย (Gucci สมัยทอม ฟอร์ดได้ซื้อแบรนด์เอาไว้และฟอร์ดเองก็เป็นผู้ที่เข้ามารับหน้าที่การออกแบบของแบรนด์ฝรั่งเศสแห่งนี้ไปพร้อมๆ กับ Gucci) เขาได้เข้ามารับหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์เสื้อผ้าผู้ชายให้กับ Dior Homme ต่อในปี 2001 แน่นอนว่าจุดเปลี่ยนที่สำคัญนี้นำพาแบรนด์พุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง
การออกแบบสไตล์ร็อก เสื้อผ้าทรงสกินนี่ที่เคยทำไว้ ณ Yves Saint Laurent ถูกนำกลับมาพัฒนาและต่อยอดให้ดีขึ้นกว่าเดิมที่ Dior Homme ทั้งเนคไทเส้นเล็ก กางเกงทรงสกินนี่จัด เสื้อผ้าเทเลอร์เข้ารูปที่ทั้งหมดมีพื้นฐานมาจากเสื้อผ้าที่สวมใส่กันในชีวิตจริงๆ และเพราะความเพรียวบางแต่ใส่ได้จริง (ที่อาจจะต้องลดไซส์กันสักหน่อย) และดูโมเดิร์นแปลกตา เป็นเหตุผลที่งานออกแบบของสลิมานในยุคนั้นดังเป็นพลุแตก ขึ้นแท่นนักออกแบบแห่งยุค และเหตุการณ์ในครั้งนี้คือหนึ่งสิ่งที่จุดประกายคำว่า “Hedi Style” ขึ้นมาอย่างถาวร ถึงแม้ในเวลาต่อมาเขาจะย้ายไปทำงานที่ Yves Saint Laurent อีกครั้งและต่อยอดสไตล์ร็อกเกอร์สกินนี่ต่อไป แต่ผลงานต้นแบบที่เขาสร้างไว้ก่อนหน้ายังคงเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่รุ่งโรจน์ที่สุดของ Dior Homme




Céline: Phoebe Philo (2008 - 2017)

หลังจากสร้างผลงานมากว่า 6 ปีที่ Chloé นักออกแบบสาวชาวอังกฤษนาม ฟีบี้ ไฟโล ก็ได้ขึ้นมากุมบังเหียนที่แบรนด์ฝรั่งเศสชื่อดังอย่าง Céline ในปี 2008 และสร้างสรรค์สไตล์การออกแบบแบบมินิมัลที่สามารถสวมใส่ได้จริง พร้อมกับแนวความคิดที่จะสร้างเสื้อผ้าที่ช่วยส่งให้สตรีผู้สวมใส่มั่นใจและดูทันสมัย ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผลักให้งานออกแบบของฟีบี้ได้รับความนิยมอย่างมาก ผลพลอยได้ต่อมาคือการจดบันทึกภาพจำของแบรนด์ที่เป็นเสื้อผ้าสไตล์มินิมัลต่อผู้คนไว้อย่างชัดเจน และนับว่าเป็นช่วงเวลาขาขึ้นอย่างที่สุดของตัว ฟีบี้ ไฟโล ในฐานะของนักออกแบบ

ผลงานของฟีบี้นั้นมีคุณค่าอย่างไร หากคุณเป็นคนที่ชื่นชอบงานของเธอในช่วงเวลาเกือบ 10 ปีในแบรนด์ฝรั่งเศสแห่งนี้ จะทราบดีว่าสิ่งที่ฟีบี้ได้มอบให้ไม่ใช่แค่เรื่องของการดีไซน์เสื้อผ้าให้สวยงาม “สไตล์” ต่างหากที่เป็นแก่นหลักที่ฟีบี้ต้องการนำเสนอ ภาพลักษณ์ของสตรียุคใหม่ที่แกร่ง มุ่งมั่น และฉลาดเฉลียว สิ่งเหล่านี้สามารถสังเกตเห็นได้จากแคมเปญทั้งหลาย ตั้งแต่ในปีแรกที่เธอเข้ามารับตำแหน่ง ผ่านการจัดเซ็ทแบบเรียบนิ่ง ฉากที่ธรรมดาไม่ผ่านการประดิษฐ์จนผิดสังเกต แต่ส่งพลังออกมาจากสายตา สีหน้า ท่าทาง ของนางแบบที่จับคู่เข้ากับเสื้อผ้าทั้งแบบงานเทเลอร์ที่มีความมาสคิวลีน หรืองานเดรสจับเดรปที่ดูเฟมินีนจ๋า หรือเสื้อผ้าแบบไร้เพศที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันกับความเรียบหรู ส่งผลให้งานสร้างสรรค์ของฟีบี้นั้นมีความชัดเจนอย่างมาก และความชัดเจนเหล่านี้เองที่มัดใจหญิงสาวได้อย่างอยู่หมัด เพราะความมั่นใจ เรียบนิ่ง หรูหรา และใช้ได้จริงคือองค์ประกอบที่ผู้หญิงทุกคนเฟ้นหา และทั้งหมดนั้นรวมอยู่ในงานออกแบบของฟีบี้เรียบร้อยแล้ว (ที่เมื่อเปรียบเทียบกับผลงานในยุคสลิมานที่เน้นหนักในเรื่องความเป็นม็อด กรันจ์ และร็อก จะเห็นได้ถึงความต่างที่ชัดเจน)
และนอกจากงานออกแบบของเธอแล้ว สไตล์ส่วนตัวของเธอเองก็ยังคงพรีเซนต์ความเป็นแบรนด์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ความน้อย เรียบนิ่ง ดูมั่นใจ และคงไว้ซึ่งเรื่องของสไตล์ อันเป็นนิยามที่สมบูรณ์แบบของหญิงสาว Céline เมื่อเธอประกาศลาออกจากแบรนด์ฝรั่งเศสแห่งนี้ในปี 2017 และได้เอดิ สลิมานเข้ามารับช่วงต่อ พร้อมกับฉีกกรอบงานดีไซน์เดิมทิ้งเสียหมดและเปลี่ยนโลโก้เป็น CELINE สร้างความเสียใจให้กับแฟนๆ ของงานสไตล์ฟีบี้เป็นอย่างมาก จนขนาดที่มีคนบอกว่า CELINE ได้เสียจิตวิญญาณของแบรนด์ไปแล้ว จึงนับได้ว่าผลงานของ Céline ภายใต้การออกแบบของฟีบี้ ไฟโล เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ทรงคุณค่ายุคหนึ่งของ Céline




Lanvin: Alber Elbaz (2001 - 2015)

เมื่อพูดกันถึงนักออกแบบที่เก่งกาจในบ้านที่เก่าแก่ที่สุดในฝรั่งเศสอย่าง Lanvin ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าชื่อของ อัลแบร์ เอบาส นักออกแบบชาวโมรอคโคต้องติดเป็นหนึ่งในลิสต์นั้นๆ อย่างแน่นอน เพราะเขาคนนี้เปรียบเสมือนผู้ที่ช่วยชุบชีวิตให้กับแบรนด์เก่าแก่แห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับแบรนด์เสื้อผ้าบุรุษที่ Guy Laroche มากว่า 10 ปี ทำให้ Lanvin ภายใต้การดูแลของอัลแบร์นั้นมีความเรียบหรู ดูนิ่งและแฝงกลิ่นความสนุกได้ในระดับที่สมดุล ไม่ดูเยอะจนอึดอัด แต่ไม่น้อยจนน่าเบื่อ และที่สำคัญคือสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันจริงๆ ความหรูหราที่ส่งผ่านการตัดเย็บ เนื้อผ้า การพลิกแพลงสัดส่วนและวัสดุปลีกย่อยมากหน้า

แม้จะออกแบบมาในโครงสร้างมาตรฐานทั่วไปแต่การใช้วัสดุที่แปลกตามากหน้าทั้ง ผ้าเคลือบเงา ชีฟอง หนังสัตว์บนเสื้อเชิ้ต หรือเข็มขัดที่ใช้เชือกอัดหลากสีแทนเส้นหนัง ก็ทำให้สิ่งธรรมดาสามัญดูแปลกใหม่และน่าสนใจได้ไม่ยาก และความสามารถในการสร้างสรรค์เชิงนี้คือสิ่งที่อัลแบร์ทำออกมาได้ดีอย่างไม่มีใครกังขา ยิ่งผสมกับการนำเสนอความเรียบหรูเป็นแกนหลัก ทำให้ Lanvin ในอาณัติของอัลแบร์เป็นภาพลักษณ์ของหนุ่มสาวยุคใหม่ที่มีความก้าวล้ำกว่าห้องเสื้ออื่นๆ อยู่หลายขุม

แต่กระนั้นเองยุคทองของ Lanvin ดังกล่าวเป็นต้องจบลง เมื่ออัลแบร์ได้ผิดใจกับทางบอร์ดบริหารและลาจากแบรนด์ไปในปี 2015 เมื่อผลงานดีไซน์ที่ไม่มีอัลแบร์คอยควบคุมเริ่มถอยหลังลง จังหวะของเสื้อผ้าเริ่มแปลก แนวทางการออกแบบเองก็ขาดไปซึ่งเสน่ห์แบบ Lanvin อย่างรุนแรงจนลูกค้าเก่าไม่สามารถที่จะรับไหวอีกต่อไป ผลที่ออกมาคือยอดขายของแบรนด์ตกลงอย่างมาก จนประสบสภาวะเกือบล้มละลายในปี 2017 ที่ในปัจจุบันได้ บรูโน่ เซียเลลี เข้ามาดูแลและเริ่มเข้าร่องเข้ารอยอีกครั้ง


จากทั้งหมดนี้เป็นข้อพิสูจน์ที่บอกได้อย่างเสียงแข็งว่าผลงานการออกแบบและสร้างสรรค์ของอัลแบร์ในช่วงเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา คือเสาเข็มหลักที่ช่วยประคองบริษัทเอาไว้อย่างหนักแน่น เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมากกับการตัดสินใจของบอร์ดบริหารไม่เช่นนั้น Lanvin ในปัจจุบันน่าจะยังคงรุ่งโรจน์และเป็นหนึ่งในเสาหลักให้กับแวดวงเมนส์แวร์เหมือนเช่นที่อัลแบร์เคยทำไว้นับทศวรรษตั้งแต่ปี 2001







Helmut Lang ('90s) : Helmut Lang (1986 - 2004)

คนสุดท้ายที่จะไม่พูดถึงกันเลยเห็นจะไม่ได้อย่าง เฮลมุต แลง นักออกแบบชาวออสเตรเลีย เจ้าของฉายา King of Cool ในโลกแฟชั่น ที่สร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนวิถีแฟชั่นวีคของโลกในปี 1998 จากเดิมที่เคยเริ่มต้นที่หัวเมืองแฟชั่นหลักของยุโรปอย่างกรุงปารีส ด้วยการปลีกวิเวกเปลี่ยนตารางการเดินของแบรนด์ตนเองเป็นที่กรุงนิวยอร์กเสียแทน และจากนั้น New York Fashion Week จึงเกิดขึ้นและดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน พอจะนึกออกไหมว่าในยุคนั้นแบรนด์ที่ชื่อว่า Helmut lang นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด

ความน่าสนใจจากดีไซน์ของเฮลมุต แลง ในยุค ‘90s นั้นคือเรื่องของความ “แปลก” ด้วยรูปทรงโครงสร้าง สัดส่วน และการเลือกใช้วัสดุที่แปลกตาจำพวก ยาง พลาสติก ขนนก หรือผ้าสังเคราะห์เคลือบเนื้อเงินที่ในยุคสมัยนั้นๆ ไม่ได้มีให้เห็นจนชินตาเหมือนเช่นทุกวันนี้ แต่กลับเท่อย่างที่สุดเป็นงานดีไซน์ที่มีความมาสคิวลีนและล้ำสมัยอย่างมากในยุคนั้นทั้งยังคงไว้ซึ่งความเรียบแบบมินิมัลลิส
แต่เรื่องเศร้าที่เป็นอันทำให้ตำนานบทนี้ต้องปิดตัวลงเริ่มต้นขึ้นเมื่อแลงตัดสินใจขายหุ้นกว่า 51% ให้กับยักษ์ใหญ่อย่าง Prada ความโชคร้ายเริ่มเข้ามาเยือนเมื่อทาง Prada ได้บีบให้ Helmut Lang ผลิตไลน์สินค้าเพิ่มเพื่อสร้างกำไรอย่างหนัก แต่ผลกำไรที่สร้างได้กลับเริ่มถอยหลังลงเรื่อยๆ อย่างรุนแรง จนสุดท้ายตัวแลงเองได้ตัดสินใจวางมือจากแบรนด์ที่สร้างมากับมือไปในปี 2004 ซึ่งโชว์ฤดูร้อนปี 2005 คือแฟชั่นโชว์สุดท้ายที่เฮลมุต แลงเป็นคนดูแล จากนั้น Prada เองก็ได้ขายแบรนด์ที่เคยเป็นตำนานเจ้านี้ให้กับ Link Theory Holdings ต่ออีกทีปิดฉากเรื่องราวยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่ค่อยสมศักดิ์ศรีเสียเท่าไหร่นัก

ผลงานการออกแบบของแลงในยุค ‘90s นั้นเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อดีไซเนอร์ยุคใหม่ชื่อดังทั้ง Alexander Wang, Raf Simon, Jil Sander และอีกมากมาย ด้วยความโดดเด่นของวิถีการดีไซน์และแนวคิด ส่งผลให้ผู้คนที่ชื่นชอบในสไตล์ดังกล่าวต่างนิยามผลงานยุครุ่งเรืองของแลงไว้ว่า “Helmut Lang ‘90s” ที่แม้ในปัจจุบันจะผ่านเลยมานับสิบกว่าปีแล้ว ผลผลิตและความคิดสร้างสรรค์ดังกล่าวก็ยังคงถูกพูดถึงและใช้เป็นแรงบันดาลใจจวบจนปัจจุบัน เสมือนเป็นตำราเล่มหนึ่งที่มีผลต่อการสร้างสรรค์เสื้อผ้าในอุตสาหกรรมแฟชั่นยุคสมัยใหม่

Related Stories

The Inspirations

TOM FORD A MAN WITH A VISION

สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากชายชื่อ ทอม ฟอร์ด
ภายใต้แนวคิดและวิสัยทัศน์อันเฉียบแหลม

Read

0Shares
preloader