Around Town

3 UP AND COMING BANGKOK STAYCATIONS

บทความโดย Apisorn Iamsriraksa, Staff Writer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Around Town

3 UP AND COMING BANGKOK STAYCATIONS

25 September 2019

3 ที่พักหลากสไตล์ในเมืองกรุง ที่จะทำให้วันพักผ่อนของคุณไม่ธรรมดา

Spread the words

เคยไหมที่รู้สึกเบื่อกับบรรยากาศรอบตัวเดิมๆ เหนื่อยหน่ายกับชีวิตที่วนลูปเพราะกิจวัตรซ้ำๆ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันศุกร์ ว่าแล้วก็มองหาที่เที่ยวต่างจังหวัด ต่างประเทศ หรืออะไรก็ตามแต่ที่ทำให้รู้สึกว่าได้เปิดหูเปิดตาบ้าง แต่จะให้ออกเดินทางไปเที่ยวแบบง่ายๆ  เหมือนดีดนิ้วคงไม่สามารถทำได้ทุกคน เพราะไหนจะเวลาว่างที่มีน้อยนิด ความขี้เกียจขับรถครอบงำ ในบทความนี้เราจึงมีทางเลือกใหม่ในการพักผ่อนที่น่าสนใจ และไปได้ง่ายๆ ในช่วงวีคเอนด์ เพื่อเติมพลัง ชาร์จแบตให้เราได้โดยไม่ต้องเดินทางไปไหนไกล แต่ยังอยู่ในเงื่อนไขจุกจิกต่างๆ นานาที่เรากังวล กับ “การเปลี่ยนที่นอน” ณ ที่พักสำหรับ Staycation 3 แบบ 3 สไตล์ที่เราคัดมาให้แล้วว่าน่าไปเสพความสุขง่ายๆ สักครั้ง




The Taste of Thainess

Image Courtesy of Loy La Long

LOY LA LONG
ถนนทรงวาด


หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่คิดถึงความ ‘ดั้งเดิม’ หรือ ‘สเน่ห์แบบไทยๆ’ และรู้สึกเบื่อกับความเจริญและแสงสีของโลกทุนนิยมที่มาพร้อมกับความเป็นเมืองและความวุ่นวาย มลพิษ ตึกสูงระฟ้า และรถติดอันน่าเหนื่อยหน่าย เรารับประกันว่าคุณจะต้องตกหลุมรักโรงแรมเล็กๆ ทำเลดีริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีชื่อว่า ‘ลอยละล่อง’ แห่งนี้อย่างแน่นอน จริงอยู่ที่โรงแรมหรูริมแม่น้ำนั้นมีมากมาย แต่เราต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ‘ลอยละล่อง’ นั้นไม่เหมือนกับโรงแรมไหนๆ เพราะสเน่ห์ของมันอยู่ที่ความขลังแบบย้อนยุคที่ไม่ปรุงเสริมเติมแต่งใดๆ พร้อมจะให้ผู้เข้าพักได้สัมผัสประสบการณ์ไทยแท้แบบบ้านๆ อย่างแท้จริง

Image Courtesy of Loy La Long

ถึงแม้จะตั้งอยู่ใจกลางเมืองอันพลุกพล่านบริเวณใกล้ๆ หัวลำโพง โรงแรมลอยละล่องกลับคงความสงบเอาไว้ได้อย่างน่าประหลาดใจ อาจเป็นเพราะจำนวนห้องพักที่มีเพียง 6-7 ห้อง เท่านั้นก็เป็นได้ ที่ทำให้แขกทุกคนมีพื้นที่ส่วนตัวและเจ้าของโรงแรมอย่าง ‘พี่ซี’ สามารถดูแลผู้เข้าพักได้อย่างทั่วถึงและเป็นกันเอง โดยแต่ละห้องของโรงแรมจะถูกตั้งชื่อง่ายๆ ตามสีที่ใช้เป็นโทนหลักในการแต่งห้องนั้นๆ และมีธีมที่แตกต่างกัน เช่น The White, The Green หรือ The Red ชื่อเหล่านี้พี่ซีเล่าให้เราฟังว่าได้มาโดยบังเอิญ เพราะไม่รู้จะตั้งชื่อแต่ละห้องอย่างไร จึงเรียกเป็นชื่อสีไปเลย ซึ่งภายหลังได้กลายเป็นที่ชื่นชอบของทุกคนทั้งแขกผู้เข้าพักและพนักงานของทางโรงแรมเอง เพราะไม่ว่าจะชาติไหนก็สามารถเข้าใจได้ และสะดวกต่อการสื่อสารด้วย ความเรียบง่ายในบางคราก้กลายเป็นสิ่งที่ดีและเวิคที่สุด

Image Courtesy of Loy La Long

นอกเหนือจากการตกแต่งสไตล์ไทยๆ บรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยา และแสงสีอันยามค่ำคืนของเมืองบางกอกที่ผู้เข้าพักสามารถดื่มด่ำได้จากห้องของตนอย่างสงบแล้ว อีกหนึ่งสเน่ห์ของบ้านอันอบอุ่นที่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ แห่งนี้ ก็คือ ‘บริการแบบเพื่อนกับเพื่อน’ ที่พี่ซีขออุบไว้ไม่ยอมบอกว่าคืออะไร แต่รับรองว่ามีความไทยแท้แบบบ้านๆ อย่างแน่นอน และกิจกรรมหลากหลายในบริเวณรอบเคียง ที่เราสามารถเลือกเข้าร่วมได้ตามความชอบ ไม่ว่าจะเป็นการขี่จักรยานรอบเมืองเก่า ล่องเรือหางยาวลัดเลาะทางน้ำ ตะลุยชิมอาหารตั้งแต่ตลาดทองจนถึงเยาวราช หรือจะตื่นเช้าไปเยี่ยมชมปากคลองตลาดพร้อมรับประทานมื้อเช้าที่ร้านอาหารเก่าแก่ การปลีกตัวจากกิจวัตรเดิมๆ และลองมองกรุงเทพฯ ของเราจากมุมมองให้อาจจะให้อะไรมากกว่าที่คิด และเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ติดตัวไปนานก็เป็นได้

Image Courtesy of Loy La Long

สามารถไปเยี่ยมชมโรมแรมลอยละล่องได้ที่ 1620/2 ถนนทรงวาด (ด้านในวัดประทุมคงคา) เยาวราช กรุงเทพฯ 10110
โดยทางโรงแรมเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป สำหรับผู้ที่ไม่ได้เข้าพัก
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หรือเพจของทางโรงแรม







The Oriental Charm

Image Courtesy of Bā Hào

BĀ HÀO 八號
นานา-เยาวราช


หากใครเคยได้มาเยี่ยมเยียนซอยนานา-เยาวราชอยู่บ้างแล้ว เราเชื่อว่าไม่มีทางที่จะไม่คุ้นเคยกับชื่อ ‘Bā Hào’ สถานที่สุดโปรดสำหรับการสังสรรค์ดื่มกินในวันหยุดสุดสัปดาห์ของหลายๆ คน แต่ก็มีน้อยคนนักที่จะทราบว่า บนร้านเหล้าสุดคลาสสิค ณ บ้านหมายเลข 8 ในย่านเมืองเก่าแห่งนี้ ยังมีห้องพักที่มีสเน่ห์ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าบาร์ด้านล่างเลยแต่อย่างใดรอให้เราไปสำรวจอยู่

ประตูไม้สีเข้มบานใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหัวมุมตึก พร้อมโคมจีนและแสงสีแดงสลัวที่ให้อารมณ์ขลังๆ คอยร่ายมนต์สะกดให้ใครก็ตามที่เดินผ่านต้องสงสัยใคร่รู้ว่าอะไรกันแน่ที่อยู่หลังบานไม้เก่าๆ แผ่นนี้ พาให้เปิดประตูเข้าไปสู่บาร์ในชั้นล่างที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเป็นจีนตั้งแต่ก้าวแรก ด้วยองค์ประกอบทั้งหลายที่ถูกจัดวางอย่างไร้ที่ติ ตั้งแต่ผนังอิฐโบราณผสมก้นหอยจากโครงสร้างแรกเริ่มตั้งแต่สมัยก่อสร้างอาคารเมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว ป้ายตัวอักษรภาพจีนโบราณบนไฟนีออนสีแดงที่ฉายแสงโดดเด่นบนข้างฝา อุปกรณ์ของใช้แบบดั้งเดิมที่มีให้เห็นอยู่ปะปราย ม้านั่งและบาร์หินขัดสีฟ้าอันเป็นเอกลักษณ์ หรืออาหารและเครื่องดื่ม (ทั้งที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และไม่มี) แบบไชนีสสตรีทฟู้ดที่ถูกผสมผสานอย่างลงตัวกับรสชาติแบบบ้านเรา และสรรสร้างออกมาเป็นอาหารจานเด็ดที่มีดีทั้งหน้าตาและรสชาติให้ผู้เยี่ยมเยือนได้ลิ้มลองอย่างสุขสันต์

Image Courtesy of Bā Hào

เดินขึ้นบันไดไม้มาจากบาร์ที่ชั้น 1 เราจะพบกับห้องนั่งเล่นรวมที่มีชื่อว่าห้อง ‘มิตรพันธ์’ (Mitrphan) ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับผู้เข้าพักให้ได้มาสนุกสนานและใช้เวลาร่วมกัน ในส่วนนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น เคาน์เตอร์ทำอาหาร โต๊ะอ่านหนังสือ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ หรือโซฟาหนังตัวใหญ่กลางห้อง ที่คุณบัวผู้เป็นโฮสต์ได้ตระเตรียมไว้ให้แขกของเขาอย่างตั้งใจเพื่อให้ได้สัมผัสถึงความรู้สึกสะดวกสบายและเป็นกันเองราวกับอยู่บ้าน และด้วยความที่โฮสเทลนี้เป็นตึกที่รีโนเวทจากอาคารเก่าโดยไม่ได้ปรับแต่งโครงสร้างเดิมเลย เราจึงยังสามารถสัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์ และสเน่ห์แบบวินเทจแท้ๆ ที่ไม่ได้ถูกปรุงเสริมเติมแต่งหรือสร้างเลียนแบบขึ้นมาแต่อย่างใด

Image Courtesy of Bā Hào

เหนือจากส่วนห้องนั่งเล่นรวมขึ้นไปจะมีห้องพักอยู่ 2 ห้องด้วยกัน คือห้อง ‘ไมตรีจิตต์’ (Mitri Chit) ที่ชั้น 3 และห้อง ‘สันติภาพ’ (Santiphap) ที่ชั้น 4 โดยแต่ละห้องจะกินพื้นที่ในแต่ละชั้นนั้นไปเลย ผู้เข้าพักจึงสามารถชื่นชมทรรศนียภาพและความคึกคักของซอยนานา-เยาวราชได้อย่างเป็นส่วนตัวในบรรยากาศสุดสงบจากทั้งสองห้องด้วยกระจกบานกว้างที่กินพื้นที่เกือบทั้งผนัง  และนอกเหนือจากภาพอันงดงามของย่านเมืองเก่าเยาวราชแล้ว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของการเข้าพักที่ Bā Hào คือระเบียงส่วนตัวบนห้องพักชั้น 4 หรือห้องสันติภาพ ที่นอกจากจะได้เห็นวัดไตรมิตรจากมุมสูงแล้ว ยังสามารถออกมาสูดอากาศเย็นๆ ยามดึกพร้อมคอกเทลสูตรพิเศษจากบาร์ข้างล่าง หรือจะตื่นขึ้นมาสัมผัสความเงียบสงบของกรุงเทพฯ ในช่วงพระอาทิตย์ขึ้นสักหน่อยก็เป็นไอเดียที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

Image Courtesy of Bā Hào

สามารถไปเยี่ยมชม Bā Hào ได้ที่ บ้านเลขที่ 8 ซอยนานา (เยาวราช) ถนนไมตรีจิตต์ ป้อมปราบ ศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หรือเพจของโฮสเทล







The Glamorous Continental


Image Courtesy of THE BALANCE SUITES

THE BALANCE SUITES
สุขุมวิท


หลังจากที่ได้แนะนำห้องพักสไตล์ย้อนยุคที่ทำให้หวนนึกถึงสเน่ห์ของโลกตะวันออกในวันวานทั้งแบบไทยและแบบจีนกันไปแล้วในสองที่แรก สำหรับที่พักสุดท้ายนั้น เราอยากจะหาอะไรที่มีความเป็นตะวันตกและโมเดิร์นมานำเสนอกันบ้าง จึงได้มาบรรจบพบเจอกับที่พักแนวใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ ในย่านสุขุมวิทที่สามารถเดินทางไปได้ง่ายดายเสียเหลือเกิน ด้วยที่ตั้งที่แทบจะติดทั้งรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินอย่างสถานีอโศกหรือสุขุมวิท

THE BALANCE SUITES แห่งนี้ไม่ใช่เพียง Bed and Breakfast แบบธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่ยังได้ชื่อว่าเป็น ‘Living Space’ หรือพื้นที่ที่เราสามารถใช้ได้อย่างอิสระ เป็นได้ทั้งห้องพัก สถานที่พบปะเพื่อนๆ อย่างเป็นส่วนตัว หรือที่ประชุมขนาดเล็ก อีกทั้งยังมีห้องครัวพร้อมอุปกรณ์ทำครัวต่างๆ อย่างครบถ้วน พร้อมให้ผู้เข้าพักได้โชว์ฝีมือการทำอาหารได้อย่างเต็มที่ หรือหากรู้สึกขี้เกียจไม่อยากเข้าครัวเอง ก็ยังสามารถเดินลงไปเลือกรับประทานอาหารอร่อยๆ ในบรรยากาศสบายๆ ที่ร้าน SIMPLE ที่อยู่ด้านล่างของห้องพักได้เช่นกัน

Image Courtesy of THE BALANCE SUITES

แต่ความพิเศษของ THE BALANCE SUITES นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องประโยชน์ใช้สอยของความเป็น ‘Living Space’ เท่านั้น จริงอยู่ที่พื้นที่ที่กว้างกว่า Bed and Breakfast ที่พบทั่วไป กับเตียงนอนใหญ่ๆ และหมอนนุ่มๆ จะดึงดูดให้ผู้เข้าพักหลายคนหลงรักที่นี่ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เราชื่นชอบเป็นอย่างมากและเชื่อว่าคงจะหาไม่ได้ง่ายๆ จากที่พักที่อื่นเลยก็คือ ‘การตกแต่งภายในแบบ Mid-Century’ ที่ทำให้คนที่ชื่นชอบในความงดงามของเหล่าเฟอร์นิเจอร์สไตล์นี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งตกหลุมรักจนถอนตัวไม่ขึ้นเข้าไปอีก

อาจจะดูเกินจริงไปเสียหน่อย แต่สำหรับเราแล้ว การเข้าพักที่นี่ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากการเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์เพื่อชื่นชมงานศิลปะเท่าไรนัก ในแต่ละห้องแต่ละส่วนของ THE BALANCE SUITES เราเห็นได้ถึงความพิถีพิถันในการออกแบบและคัดเลือกเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นเป็นอย่างดี วัสดุคุณภาพอย่างหินขัดหรือหินอ่อน งานไม้แต่ละชิ้น แสงไฟในแต่ละส่วนของห้อง และโทนสีเรียบๆ สบายตา ทุกๆ องค์ประกอบต่างส่งเสริมกันและกันอย่างลงตัวออกมาเป็น ‘ความพอดี’ อันยากจะหาที่ติ

Image Courtesy of THE BALANCE SUITES

จากตอนเริ่มต้นที่มีเพียง 2 ห้อง ตอนนี้ทาง THE BALANCE SUITES ได้ขยับขยายเพิ่มเติมเป็น 4 ห้อง เพื่อรองรับจำนวนผู้เข้าพักที่เพิ่มขึ้น แต่ถึงกระนั้น คุณภาพเรื่องการตกแต่งที่โดดเด่นอันเป็นเอกลักษณ์ก็ไม่เคยลดลง ทุกๆ ห้องสวีทของที่นี่ยังคงเลือกใช้การตกแต่งภายในสไตล์ Mid-Century และเฟอร์นิเจอร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากดีไซน์เนอร์ชื่อดังอย่าง Le Corbusier, Pierre Jeanneret, Jean Prouve หรือ Charlotte Perriand เช่นเดิม

สำหรับใครที่กำลังมองหาสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในกรุงเทพฯ หรืออยากลองเปลี่ยนบรรยากาศมาพักนอกบ้านสักคืนสองคืน เราอยากแนะนำให้เพิ่ม THE BALANCE SUITES ไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก เพราะการก้าวเข้ามาที่นี่นั้น ให้ความรู้สึกราวกับได้ก้าวเข้าไปในโลกอีกใบหนึ่งที่สงบและสวยงามได้โดยไม่ต้องไปไหนไกล

Image Courtesy of THE BALANCE SUITES

สามารถไปเยี่ยมเยียน THE BALANCE SUITES ได้ที่ 235/5 ซอยสุขุมวิท 31 ถนนสุขุมวิท เขตวัฒนา คลองตันเหนือ กรุงเทพฯ
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หรือเพจของ THE BALANCE SUITES







 

Related Stories

Out of Office

137 PILLARS HOUSE: A STAY AT ONE OF CHIANG MAI’S OLDEST BUILDINGS

เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทค้าไม้ของอังกฤษเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว บัดนี้ "บ้าน 137 เสา" ยังคงตั้งตระหง่านต้านทานกาลเวลาอย่างสง่างาม

Read

0Shares
preloader