Through the Lens

3 PHOTO BOOKS EVERY PHOTOGRAPHY LOVER SHOULD OWN

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

Through the Lens

3 PHOTO BOOKS EVERY PHOTOGRAPHY LOVER SHOULD OWN

9 October 2019

โฟโต้บุ๊คส์สามเล่มที่คนรักการถ่ายภาพควรหามาครอบครอง

Spread the words

เชื่อว่าหลายคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพอาจจะยังไม่เข้าใจและรู้จักโฟโต้บุ๊คส์ดีนัก ทั้งๆ ที่หนังสือภาพหลายเล่มที่ถูกทำขึ้นมาในโลกนี้นั้นได้สะท้อนเรื่องราวทางสังคมในแต่ละยุคสมัยได้ไม่แพ้สื่ออื่น ในเดือนนี้กับคอลัมน์ Through The Lens ผู้เขียนได้นัดพบคุณซัน อาทิตย์ มงคลเลิศรักษ์ ผู้ก่อตั้งเพจสยามมนุษย์สตรีทและเจ้าของ Husband and Wife: Film Photography & Bookstore เพื่อพูดคุยเรื่อง “โฟโต้บุ๊คส์” หนังสือที่รวมชุดภาพของศิลปินที่เป็นแรงบันดาลใจอันเชื่อมต่อกับความหลงใหลให้ผู้ที่ชื่นชอบนั้นได้ศึกษาวิธีการเล่าเรื่องด้วยภาพและโฟโต้บุ๊คส์คือเป็นสื่อประเภทหนึ่งของงานศิลปะที่คุณซันต้องการสร้างให้ร้านของตัวเองนั้นเป็นมากกว่าแลปล้างภาพแต่เป็นพื้นที่การสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะ ซึ่งเขานั้นได้สานต่อเป้าหมายสูงสุดของการทำงานศิลปะออกมาเป็น Brick by Brick: School of Contemporary Art ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่อ้าแขนรับมนุษย์ทุกคนที่มีใจอยากศึกษาเรื่องของศิลปะ

ที่มาที่ไปของการเป็นฮาร์ดคอร์โฟโต้บุ๊คส์ของคุณซันเริ่มต้นจากในช่วงที่เขานั้นได้ถ่ายภาพฟิล์มมากขึ้นและได้ค้นพบแนวทางที่ตัวเองชอบถ่ายนั้นคือแนวสตรีท ด้วยความที่เวลาทำอะไรต้องทำจริงจัง จึงได้ศึกษาเรื่องการถ่ายภาพสตรีทลึกขึ้นจนเข้าใจว่ารากฐานของการสื่อสารภาพสไตล์เหล่านี้มาจาก Contemporary Art ซึ่ง Contemporary Art ได้เปลี่ยนวิธีการมองโลกของตัวเขาเองว่าศิลปะนั้นเป็นเรื่องที่เราทุกคนควรศึกษาเพราะมันช่วยพัฒนาความคิดคนได้ เขากล่าวต่อ Contemporary Art คือการคิดวิเคราะห์เรื่องรอบตัวต่างๆ ตั้งแต่ตัวเอง เพื่อน สังคม รัฐบาล สิ่งแวดล้อม โดยเล่าเรื่องเหล่านั้นผ่านความเป็นศิลปะ ที่ไม่จำเป็นต้องวาดรูปเก่งหรือถ่ายรูปสวย แต่เพียงแค่เข้าใจสิ่งที่อยากจะสื่อสารและส่งมันออกมาให้ผู้ฟังเข้าใจก็ถือว่าสำเร็จแล้ว ซึ่งโฟโต้บุ๊คส์ก็เป็นหนี่งในสื่อกลางที่คุณซันใช้ศึกษาวิธีคิดและรับอิทธิพลจากชุดภาพเหล่านั้น
สำหรับคุณซันโฟโต้บุ๊คส์เปรียบเหมือนอะไรและสำคัญอย่างไร ? “โฟโต้บุ๊คส์ เหมือนการที่เราซื้อนิทรรศการไว้กับตัวเอง คือเวลาที่เราได้เข้านิทรรศการที่มีภัณฑารักษ์ออกแบบเส้นเรื่องให้ผู้ชมที่เดินเข้ามาว่าเขาจะมาเจออะไรก่อน จะเล่าเรื่องอะไรก่อน ซึ่งโฟโต้บุ๊คส์ก็คือเรื่องเดียวกันเลย ปกก็คือฉากหน้า มันดึงดูดคนไหม มันเล่าความรู้สึกของช่างภาพไหม เปิดเข้ามาเนื้อกระดาษที่ใช้ การพิมพ์ด้วยวิธีแบบนี้ การเรียงเลย์เอาท์แบบนี้ ส่วนตัวว่ามันเหมือนเราได้ดูนิทรรศการ” ซึ่งวิธีการทำโฟโต้บุ๊คส์ที่ต้องร้อยเรียงภาพเป็นร้อยๆ ภาพมันมีเหตุและผลของมันอยู่หมด คุณซันเน้นย้ำให้เราเข้าใจถึงความแตกต่างของพลังการเล่าเรื่องของชุดภาพ ที่ต่างจากการโพสต์ภาพเดี่ยวๆ ในอินสตาแกรม ที่สำหรับตัวเขาบอกว่านั่นเป็นเพียงแค่โมเมนต์ๆ หนึ่งเท่านั้นหาใช่การเล่าเรื่องทั้งหมดเข้าด้วยกันเพราะฉะนั้นสิ่งที่ต่างแน่ๆ คือ เวลา การใช้ระยะเวลาที่ยาวนานพอจะสะสมชิ้นส่วนของความทรงจำและนำมาถักกันเป็นเส้นเรื่องที่แข็งแรงได้ คุณซันเสริมต่อให้เราเห็นถึงความละเอียดและพิถีพิถันของวิถีการเล่าเรื่องด้วยภาพที่รวมไปถึงการเลือกเนื้อกระดาษที่ใช้ โดยยกตัวอย่างหนังสือรวมผลงาน 25 ปี ของ Henri Cartier-Bresson ที่สำนักพิมพ์ STEIDL นำมาถ่ายทอดใหม่แต่คงไว้ซึ่งรูปแบบเดิมทั้งหมดตั้งแต่กระดาษจนถึงสี ด้วยการพิมพ์ภาพลงบนเนื้อกระดาษแบบเดิมลงไปเพื่อให้มันเห็นไดนามิกของภาพขาวดำ 4 เฉด
พูดคุยกันไปสักพักเพื่อการเห็นภาพวิถีแห่งโฟโต้บุ๊คส์ให้ชัดเจนขึ้น ผู้เขียนก็ได้ขอให้คุณซันเล่าถึงโฟโต้บุ๊คส์สามเล่มที่เขาชอบและอยากแนะนำให้คนอื่นต่อ เล่มแรก Martin Parr เล่มรวมผลงานของช่างภาพชาวอังกฤษที่มีความน่าสนใจคือการสื่อสารเรื่องราวที่หนักหนาอย่างการเรื่องการเมืองกับนโยบายในยุค 80’s ของ Margaret Thatcher ผ่านรสชาติของอารมณ์ขัน เล่มถัดมา The Americans ที่ถ่ายโดย Robert Frank ชุดภาพที่ฉายภาพเบื้องหลังสังคมอเมริกันชนในยุค 50’s และครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ถูกตีตราว่าเป็น Junk Book และเล่มสุดท้าย Sentimental Journey 1971 – 2017 โดย Nobuyashi Araki สูจิบัตรรวบรวมผลงานของช่างภาพระดับตำนาน ผู้ที่สื่อสารเรื่องส่วนตัวได้อย่างทรงพลังและจุดประกายให้เกิดวัฒนธรรมการทำโฟโต้บุ๊คส์ในญี่ปุ่น




Martin Parr

“มาร์ติน พาร์ คือคนที่ทำให้เราเข้าใจ Contemporary Art เลย คือเขาเป็นช่างภาพที่ทำให้รู้ว่าเรื่องสำคัญแม่งไม่ใช่การถ่ายรูปว่ะ แต่เรื่องสำคัญแม่งคือเรื่องที่เราจะเล่า” ประโยคที่เขาเอ่ยขึ้นหลังจากหยิบหนังสือเล่มนี้วางบนโต๊ะ ถ้างานชุดนี้ของมาร์ติน พาร์นั้นเปรียบเป็นเหมือนอัลบั้มเพลงก็คืออัลบั้มรวมฮิต ที่มีชุดภาพดังๆ ของเขาทั้งหมด “เล่มนี้เป็นการทำความรู้จักมาร์ติน พาร์ในทุกอณู เช่น ตั้งแต่ปกทำไมถึงเลือกทำเป็นบนโซฟาโบราณ อะไรที่มัน kitsch มาก มัน junk อะ ด้วยความที่เขาเป็นคนอังกฤษ เริ่มอินกับอะไรที่มัน Junk  เช่น พวก souvernir จานชาม โปสการ์ดสีเชยๆ แต่เขาสามารถเอามาประกอบกันได้ ” เนื่องด้วยเจ้าตัวเป็นชาวอังกฤษที่เติบโตในชนบท ฉะนั้นการเล่าเรื่องผ่านความเหลื่อมล้ำและรสนิยมที่ชัดเจนในสังคมอังกฤษในยุค 80’s การเล่นกับ material ต่างๆ ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจนแบบที่มองก็รู้เลยว่าสะท้อนถึงเรื่องอะไร ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องที่คุณซันนับถือมาร์ติน พาร์มากๆ “คือมันบ่งบอกเรื่องของยุคสมัยได้ เช่น นั่งถ่ายทีวีอย่างเดียว ที่ยุคนั้นถือว่ามีความหมายมากๆ เราถึงบอกว่า Contemporary Art มันทำให้เราเข้าใจว่าการบันทึกช่วงเวลาแต่ละช่วงด้วย material และบริบทที่มีในเวลานั้น ณ เวลานี้คุณจะไปทำอย่างงี้มันก็ไม่ใช่แล้ว”
“ชุดภาพแรกที่ดังของเขาที่ชื่อว่า The Bad Weather คือคนอังกฤษก็จะรู้แหละว่าอากาศประเทศอังกฤษมันเฮงซวยมาก ฝนตกตลอดเวลา เขาเก็บความเฮงซวยของประเทศเขาผ่านภาพถ่าย” ความตลกและชวนขบขันคือวิธีการเล่าเรื่องของช่างภาพชาวอังกฤษรายนี้ แต่ภายใต้รูปภาพเหล่านั้นต่างได้แฝงเนื้อหาที่หนักหนาและอึดอัดอย่างงาน The Last Resort ที่เป็นงานชุดคลาสสิกขึ้นหิ้ง “ดูแบบธรรมดานะ ดูแค่รูปมันมีการยิงแฟลช มันจะรู้สึกถึงการเป็นยุค 80’s ทันที ด้วยสีสันด้วยการแต่งตัว ความรก สกปรก และก็มีความตลกอะไรบางอย่างไม่รู้แหละที่เรารู้สึก ” แต่ในภาพบรรยากาศเหล่านั้นมันคือเรื่องราวที่เขาต้องการประชัดประชันเสียดสีรัฐบาลของมาร์กาเร็ต แทชเชอร์ในสมัยนั้น ซึ่งคุณซันได้บอกกับเราต่อภาพพวกนี้สื่อสารได้ทรงพลังมากๆ แบบที่คนอังกฤษดูปุ๊ปก็รู้ปั๊ปว่าภาพกำลังพูดถึงเรื่องอะไร


มันคือการเปิดจินตนาการของคน
เราสามารถดูโฟโต้บุ๊คส์เล่มที่ชอบวนไปวนมา
คืออ่านแล้วอ่านอีกได้ตลอดเวลา

คุณซันได้แนะนำเล่มนี้ต่อใครที่เริ่มสนใจงานภาพถ่ายและกำลังอยากจะก้าวข้ามตัวเองจากการถ่ายรูปสวยไปสู่การถ่ายภาพแล้วสามารถเล่าเรื่องได้ “สำหรับเราแก่นที่แท้จริงของภาพถ่ายคือการเล่าเรื่องไม่ใช่ visual พี่ว่านั่นเป็นเรื่องสำคัญ” การถ่ายภาพเป็นแค่เครื่องมือในการสื่อสารความคิดของตัวเองออกไป โดยจุดที่เราเริ่มถ่ายภาพนั้นๆ มันเกิดจากความสนใจด้านอื่นๆ มาประกอบเช่น สนใจเรื่องแฟชั่น สนใจเรื่องเพลง จึงถ่ายภาพโมเมนต์นั้นออกมา โดยคุณซันเงยหน้ามองตรงที่ผู้เขียนพร้อมอธิบายเพิ่มเติมว่า “เหมือนเวลาคุณเขียนหนังสืออ่ะคุณไม่ได้สนใจศาสตร์การใช้ปากกา คุณสนใจศาสตร์รอบตัวคุณทั้งหมดในชีวิตประจำวันแล้วคุณเลือกที่จะเขียนมันออกมา”




The Americans

“ในปี 1959 ที่เล่มนี้ออกมาคนด่าทั้งโลก คนอเมริกันเกลียดเล่มนี้มาก” ท่ามกลางรูปแบบและขนบของการถ่ายภาพ Straight Photography ที่การถ่ายนั้นต้องสวย หน้าชัด การวางเฟรมและตำแหน่งแม่นยำ แต่ชุดภาพ THE AMERICANS ของ โรเบิร์ต แฟรงค์ กับทำตรงข้ามเสียหมดเลย สิ่งที่โรเบิร์ต แฟรงค์ทำนั้นคือการเปิดเผยเรื่องราวใต้พรมของสังคมอเมริกันในยุค 50’s “การที่เล่าเรื่องถึงจิตใจคนอเมริกันอย่างแท้จริง ต้องเข้าใจว่าในยุค 40’s- 50’s มันเป็นช่วงอเมริกันดรีมที่ครอบครัวต้องมีบ้านชั้นเดียวสวยๆ ภรรยาเลี้ยงลูกอยู่บ้านมีเครื่องครัวสวยๆ นั่งดูทีวี ทำอาหารเช้าให้สามี ให้ลูก ซึ่งเป็นเรื่องของคนขาวล้วน แต่ในเล่มนี้มันมีทั้งคนดำที่ถูกเหยียดเต็มไปหมด”
คุณซันยังบอกกับผู้เขียนต่อถึงความน่าเกรงขามของงานชุดนี้ ด้วยในปี 1955 สื่อท่ีมีอยู่ในขณะนั้นทั้งหนังสือพิมพ์และภาพยนตร์ต่างเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่ใช้พูดถึงเรื่องราวของตัวเอง “ชุดภาพนี้มันก็เป็นเหมือนการตีแผ่ความจริง นึกออกไหมอเมริกามันใหญ่มากและโรเบิร์ต แฟรงค์ขับข้ามรัฐขับข้ามประเทศเล่าเรื่องจากมุมนึงไปสู่มุมนึง มันเห็นอะไรที่ต่างกันมาก คนอเมริกันที่อยู่อีกฟากนึงไม่มีโอกาสที่จะเดินไปอีกฟากนึงเพราะงั้นมันเป็นเรื่องใหม่มาก” เขาตบท้ายว่าถ้าคุณทำความเข้าใจกับสิ่งนี้ได้ คุณจะเข้าใจการถ่ายภาพ Contemporary Art คืออะไร


บางเล่มคนเขียนไม่เขียนตัวหนังสืออะไรเลยมีแต่ภาพ
มันแปลว่าอะไร มันแปลว่าศิลปะคุณอย่าไปตัดสินมัน
ถ้าคุณไม่ชอบคุณก็บอกว่าไม่ชอบ

ถ้าให้แนะนำเล่มนี้ต่อใครคุณซันบอกขอแนะนำต่อสำหรับคนที่อยากจะศึกษาประวัติศาสตร์ภาพถ่ายร่วมสมัย และใครที่จะเริ่มจริงจังต่อการถ่ายภาพแนว Contemporary Art อยากเล่าเรื่องของตัวเองให้มีความหมาย ซึ่งคุณซันได้พูดต่อถึงการเรียงลำดับภาพของเล่มนี้ที่ไม่มีผิดถูก ที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีเสน่ห์มากๆ และเป็นเล่มครูของช่างภาพหลายคน “ท้ายๆ จะเป็นเรื่องรถ ถ้ามานั่งตีความเป็นช็อตๆ เลยจะเห็นเรื่องของการเดินทางของตัวเขาเอง และสุดท้ายเนี่ยไปจบที่รูปของภรรยาและลูกของโรเบิร์ต แฟรงค์เอง ในวันที่เขาเดินทางไปทั้งครอบครัว เพื่อจะทำหนังสือเล่มนี้ คือไม่มีใครเขียนอธิบายเรื่องราวที่พูดไปในนี้นะ แต่พอวันนึงทุกคนเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น โฟโต้บุ๊คส์มันสำคัญขนาดนี้”




Sentimental Journey 1971 – 2017 –

เดินทางมาถึงเล่มสุดท้ายที่คุณซันเลือก เขาออกตัวก่อนเลยว่าเล่มนี้มันว่าด้วย “ความส่วนตัว” Sentimental Journey 1971 – 2017 หนังสือที่รวมชุดภาพของช่างภาพชาวญี่ปุ่น โนบุโยชิ อารากิ ฉบับพิเศษสำหรับนิทรรศการของอารากิที่จัดขึ้นในปี 2017 ที่ Tokyo Photographic Art Museum เป็นบทขับกล่อมความในใจของเขากับภรรยาทั้งหมดไว้บนเนื้อกระดาษของโฟโต้บุ๊คส์เล่มนี้ ซึ่งจะรวมทุกช่วงเวลาตั้งแต่ปี 1960 ที่พวกเขาทั้งคู่ได้แต่งงานกัน ไปฮันนีมูน ใช้เวลาร่วมกัน โดยวิธีการถ่ายของเขา คือการ snap ไปเรื่อยๆ ให้เห็นความจริงที่เป็นไปในแต่ละวันละคืน มีทั้งรูปโป๊เปลือย รูปแมว รูปห้องที่บ้าน หรือทุกสถานที่ที่เขานั้นได้ใช้ชีวิต โดยคุณซันได้บอกถึงความสุดยอดอย่างหนึ่งของผลงานของอารากิผู้นี้ว่า “เขาเป็นคนที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ทำให้คนญี่ปุ่นบ้าโฟโต้บุ๊คส์ การที่คนญี่ปุ่นมีโฟโต้บุ๊คส์หมา แมว ปู่ ย่า ตา ยายของตัวเอง กล้าพิมพ์ออกมาขาย มันเกิดจากวัฒนธรรมที่เขาพยายามทำสิ่งนี้ที่เรียกว่า personal project”
เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นต่อตัวอารากิและผลงานของเขาเองคือ ตอนที่ภรรยาของเขาล้มป่วยเป็นโรคมะเร็งจนกระทั่งเสียชีวิต ซึ่งระหว่างทางของตอนนั้นอารากิก็ได้ถ่ายภาพภรรยาของเขาไว้ตลอดเวลาจนกระทั่งวันที่เขาต้องส่งภรรยาไปอีกโลกหนึ่งที่ไม่มีใครรู้จัก “ความหมายของภาพคือมันเจ๋ง ตอนที่แฟนเข้าโรงพยาบาลนี่คือเขาเริ่มต้องอยู่คนเดียว และก็แฟนเขาอยากจะเห็นดอกบ๊วยบาน เขาก็ซื้อมาพอถึงว่าที่กำลังจะข้ามเอาไปไว้ที่หัวเตียงของแฟน พอข้ามไปปุ๊ปแฟนเขาก็ไม่รู้สึกตัวแล้ว แล้วมันก็บานวันที่แฟนตาย เขาก็ถ่ายเก็บไว้ สุดท้ายเขาก็เอาดอกบ๊วยที่ว่าไปไว้ในโลงศพ คือแบบเศร้าไปเลย” แม้ว่าเรื่องราวของอารากิจะเหมือนไดอารี่ส่วนตัวเพียงใดแต่ภาพถ่ายต่างๆ ที่ถูกจัดเรียงในเล่มสามารถเล่าเรื่องต่อกันได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งตอนหลังที่ภรรยาของเขาเสีย เขาต้องอยู่คนเดียวกับแมวที่ภรรยารักมาก เขาก็จะถ่ายภาพแมวไว้เยอะมากๆ เก็บตัวอยู่ในบ้านโดยจะมีชุดภาพหนึ่งที่มีแต่รูปท้องฟ้าที่แสดงถึงอารมณ์ภายในจิตใจของชายผู้สูญเสียภรรยาอันเป็นที่รัก แต่มีอยู่วันหนึ่งที่เป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของอารากิ “แล้ววันนึงเขาก็เห็นไอ้แมวตัวเนี้ยมัน อยู่นอกบ้าน ทั้งๆ ที่หิมะหนาวมาก แต่แมวมันกระโดด แล้วเขาก็พยายามถ่ายช็อตนี้ แล้วเขาก็รู้สึกกูต้องออกไป เพราะขนาดแมวแม่งยังพยายามออกไปเลย คือเรารู้สึกมันมีความหมายมากของทรงพลังเลยมากๆ โคตรญี่ปุ่นมากๆ สำหรับเรา”


การทำโฟโต้บุ๊คส์มันไม่เหมือนหนังสือทั่วไป
ทำไมต้องพิมพ์ด้วยเนื้อกระดาษแบบนี้
อย่างการเรียงภาพก็เช่นกัน มันมีเหตุและผลของมันอยู่

ผู้เขียนถามคุณซันว่าและใครที่จะเหมาะกับความโศกเศร้าและความส่วนตัวขนาดนี้ “เหมาะแก่ใครเราว่ามันเป็นเรื่องที่มันทำให้เข้าใจได้ว่าคุณเล่าเรื่องอะไรก็ได้คุณเล่าเรื่อง personal แค่ไหนก็ได้ เราว่ามันทำให้ทุกคนอยากเล่าเรื่องของตัวเองนะ” คุณซันพูดต่อไปว่าโฟโต้บุ๊คส์เป็นสื่อที่ต้องใช้ความพยายามในการทำความเข้าใจระดับนึง ซึ่งสิ่งที่เขาศึกษาและพยายามถ่ายทอดให้คนอื่นตลอดมา ก็เพื่อที่อยากให้ทุกคนเข้าใจตัวตนและสถานะของโฟโต้บุ๊คส์ว่ามีความสำคัญเพียงใด เหมือนกับที่เวลาคนอ่านหนังสือและรู้สึกไปกับเรื่องราวที่เล่าผ่านตัวอักษรเช่นเดียวกันกับที่เขาเชื่อว่าโฟโต้บุ๊คส์คือการเล่าเรื่องด้วยภาพถ่ายที่สื่อความหมายได้อย่างทรงพลัง

Related Stories

Through the Lens

PHOTOGRAPHER 17.57 OPENS UP ABOUT HIS LAB “ELLA.BKK”

เรื่องราวของช่างภาพรหัสลับ 17.57 ที่เป็นตัวอย่างได้ดีว่าชีวิตไม่มีทางลัด

Read

Through the Lens

THREE THINGS WE LEARNED FROM FINDING VIVIAN MAIER

ชวนคุยสามเรื่องที่จะพาคุณลงลึกถึงชีวิตของช่างภาพสตรีทผู้ลึกลับ

Read

Through the Lens

THROUGH THE LENS OF FAN HO: 1950s-1960s HONG KONG

รำลึกความหลังบรรยากาศฮ่องกงในอดีต ผ่านผลงานของ “แฟน โฮ” ช่างภาพในตำนาน

Read

0Shares
preloader