The Inspirations

25 YEARS OF BEING A DIE-HARD THAI FOOTBALL FAN

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

The Inspirations

25 YEARS OF BEING A DIE-HARD THAI FOOTBALL FAN

16 October 2019

ผู้สื่อข่าวกีฬาที่เป็นเหมือนเพลย์เมคเกอร์แห่งแวดวงฟุตบอลไทย

Spread the words

ทุกครั้งที่บรรยากาศการแข่งขันฟุตบอลระดับนานาชาติหวนกลับมาทีไร ก็สร้างกระแสความตื่นตัวให้กับคนไทยทั้งประเทศ เหมือนกับ จอน-ขจรยศ โชคธนเศรษฐ์ เจ้าของเพจ “จอน” ที่จริงจังเรื่องฟุตบอลไทย ที่โอกาสนี้ได้มาพูดคุยกับเราในเรื่อง ‘เมื่อฟุตบอลไม่ใช่แค่กีฬาแต่มันมีความหมายมากกว่านั้น’ และเบื้องหลังต่างๆ ภายหลังม่านของโลกลูกหนังไทย ถ้าจะให้ผู้เขียนนิยามสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้น จอนเหมือนเป็นจุดเชื่อมรอยต่อของโลกฟุตบอลไทยในอดีตกับปัจจุบัน เชื่อว่าหลายท่านที่ติดตามวงการฟุตบอลไทยต้องเคยผ่านเคยพบข้อความที่ถูกเขียนโดยชายผู้นี้ ที่นอกจากข่าวและการรายงานผล ยังมีเรื่องสั้นเชิงสารคดีที่เป็นกำลังใจส่งต่อให้กับผู้อ่านหลายท่าน “จริงๆ บริบทของกีฬามันให้มากกว่าแข่งขันหรือแค่การชนะแพ้ กีฬาทุกชนิดมันสอนคนได้ ประวัตินักกีฬามากมายสามารถสอนคนรุ่นหลังได้โดยไม่จำเป็นว่าคนนั้นต้องเป็นนักกีฬา เช่น การต่อสู้กว่าจะได้ประสบความสำเร็จ หรือ ชีวิตที่หักเหเพราะหลงระเริงในลาภ ยศ สรรเสริญจนตัวไม่มีจะกินในตอนสุดท้าย ผมว่ากีฬามันยิ่งใหญ่กว่าแค่เป็นการแข่งขัน” จอนกล่าวกับผู้เขียนถึงแก่นของสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อสารออกไปในทุกๆ เรื่องราวสู่ผู้อ่าน

ความทรงจำที่หลงใหลในรสชาติของฟุตบอลแบบไม่รู้จบตั้งแต่จุดเริ่มต้นครั้งแรกในตอนเด็กจนผ่านช่วงชีวิตการทำงานที่ได้เคยมีโอกาสพูดคุยกับอดีตนักฟุตบอลทีมชาติมากมายทั้ง เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, อรรถพล บุษปาคม หรือ นที ทองสุขแก้ว และตำนานคนอื่นๆ อีกมากมาย รวมไปถึงแมตช์การแข่งขันคลาสสิกที่เขาชอบและเป็นบทเรียนที่สำคัญทั้งในตำราและนอกตำราฟุตบอล สิ่งที่จอนได้พยายามทำมาโดยตลอดในฐานะสื่อกีฬา คือการชื่นชมฟันเฟืองเล็กๆ ที่ขับเคลื่อนห่วงโซ่นี้ เขาเป็นเหมือนกระบอกเสียงเล่าให้สังคมฟังผ่านมุมเล็กมุมน้อยที่ยิ่งใหญ่ของโลกกีฬาที่ไม่จำกัดแค่ในที่ทางของฟุตบอล

ภาพอดีตนักฟุตบอลบางส่วนจากนิตยสารฟุตบอลสยาม/ฟุตบอลไทยในอดีต By Tommy Bar/สตาร์ซอคเกอร์

วัชรพงษ์ สมจิตร, ดุสิต เฉลิมแสน, นที ทองสุขแก้ว, อำนาจ เฉลิมชวลิต, สุรีย์ สุขะ, วิทยา เลาหกุล, เฉลิมวุฒิ สง่าพล, ธชตวัน(ตะวัน) ศรีปาน, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา และปิยะพงษ์ ผิวอ่อน รายชื่อนักฟุตบอลทีมชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเหล่านี้คือ 11 ขุนพลในดวงใจของจอน ด้วยแผนการเล่นระบบ 4-4-2 แบบไดมอนด์ โดยมีเฮดโค้ชคุมเกมข้างสนามเป็นปีเตอร์ วิธ

ประตูขึ้นนำทีมชาติเกาหลีใต้ 0-1 ในนาทีที่ 80 จาก ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ในการแข่งขันรอบ 8 ทีมเอเชียนเกมส์ ปี 1998 
ภาพจาก Dale Farrington

ฟรีคิกเปลี่ยนชีวิต จุดเริ่มต้นที่ทำให้จอนหลงใหลฟุตบอลไทย

ย้อนไป 21 ปีที่แล้ว ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดที่เคยได้ไปร่วมสัมผัสบรรยากาศในมหกรรมงานกีฬาระดับนานาชาติอย่างเอเชียนเกมส์ ปี 1998 ที่ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพ อาจจะมีความทรงจำร่วมแบบเดียวกับจอนก็ได้ เพราะแมตช์การแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมชาติไทยพบกับทีมชาติเกาหลีใต้ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย นัดนั้นคือเหตุการณ์ที่ดึงจอนเข้ามาในโลกของฟุตบอลไทยอย่างเต็มตัว จอนเล่าให้ฟังว่า “เริ่มดูฟุตบอลมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ สมัยเป็นนักเรียนที่อัสสัมชัญ บางรัก ตอนนั้นปี 1994 แล้วฟุตบอลโลกปีนั้นจัดที่สหรัฐอเมริกา มันเตะตอนเช้าคือตี 5 ตอนนั้นพ่อขับรถไปส่ง 6 โมง ไปถึงเราก็ไปนั่งอยู่ใต้ตึก เพราะโรงเรียนยังไม่ให้เด็กเข้าไปในห้อง ต้องอยู่ใต้ตึกเพื่อรอเข้าแถวตอน 8 โมง แล้วพวกครูที่จะมาเช้าๆ ก็คือครูพละหรือพวกครูผู้ชายที่จะต้องมาดูแลนักเรียน เขาก็เปิดฟุตบอลที่ใต้ตึก ซึ่งทำให้เราก็ได้ดูฟุตบอลด้วย ตอนนั้นอยู่ป.1 ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นของเราที่ชอบฟุตบอลหลังจากนั้นก็เริ่มเตะบอล และพอมา ป.5 วัยที่เริ่มอ่านออกเขียนได้ คิดอะไรเป็น ก็จังหวะพอดีกับเอเชียนเกมส์ ปี 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ก็จะถูกฟูมฟักว่าเราต้องเป็นเจ้าภาพที่ดี พ่อก็พาไปดูกีฬา เรียกว่าเปิดโลกทัศน์ของกีฬาให้กับเรา ได้รู้ว่าการแข่งขันกีฬาระดับทีมชาติมันมีหลายชนิดกีฬา ซึ่งตอนนั้นที่ดังพลุแตกมากคือทีมฟุตบอลของไทยได้เข้ารอบสี่ทีมสุดท้ายเป็นครั้งที่สอง โดยฟรีคิกของพี่วัง ธวัชชัย ที่ยิงใส่เกาหลีใต้ เราก็เฮ้ยชอบ หลังจากนั้นก็เลยเริ่มติดตามทีมชาติไทย”

บรรยากาศแห่งชัยชนะทีมชาติเกาหลีใต้ 1-2 ในการแข่งขันรอบ 8 ทีมเอเชียนเกมส์ ปี 1998
 ภาพจาก Dale Farrington

เหตุการณ์ในครั้งนั้นนอกจากจะเป็นจุดเริ่มต้นให้กับจอน ยังเป็นความทรงจำอันหอมหวานที่มาจากผลงานและความสำเร็จของทีมชาติไทย ณ ช่วงเวลานั้น ที่ก็อาจพูดได้ว่าชัยชนะที่ได้มามากมายพวกนี้เนี่ยแหละที่ทำให้จอนเริ่มหลงใหลมันมากขึ้น “ช่วงยุคนั้นทีมชาติไทยก็เล่นดีมาตลอด มันเป็นยุคของปีเตอร์ วิธ มันได้เข้า 10 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกโซนเอเชียที่สุดท้ายแม้จะตกรอบ แต่เราก็ได้มีโอกาสเล่นกับทีมระดับท็อปเอเชียอย่างซาอุดิอาระเบีย พอมาเอเชียนเกมส์ปี 2002 ก็เข้ารอบ 4 ทีมอีก ตอนนั้นไทยถือว่าเป็นเจ้าอาเซียนแข่งอะไรก็ได้แชมป์หมด ซีเกมส์ช่วงประมาณบวกลบก่อนหน้าและหลังสองปี ทีมชาติไทยก็เป็นแชมป์หมดไม่ว่าจะเปลี่ยนมาเป็น U-23 ก็ตาม มันเริ่มซึบซับมาเรื่อยๆ”

(ซ้าย) จอนในรายการแฟนพันธุ์แท้ “ฟุตบอลทีมชาติไทย” ปี 2013 (ขวา) จอนในรายการแฟนพันธุ์แท้ “เอเชียนเกมส์” ปี 2018

จากคนที่ไม่มีใครรู้จักสู่ผู้รอบรู้เรื่องฟุตบอลไทย

ตั้งแต่สมัยเรียนจอนมุ่งมั่นและตั้งเป้ามาตลอดว่าอยากจะทำงานในสายงานที่เกี่ยวกับฟุตบอล ถึงแม้สิ่งที่เจ้าตัวเคยได้เรียนมานั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลเลย หลังจากศึกษาจบการรั้วมหาวิทยาลัย จอนก็ได้เริ่มต้นการทำงานเกี่ยวกับฟุตบอล ตั้งแต่จัดรายการวิทยุ พากย์ฟุตบอล อยู่กับฟุตบอลทั้งวันทั้งคืน และรวมไปถึงการได้สัมภาษณ์นักฟุตบอลอาชีพจนมาถึงการก่อตั้งเพจ จอน ขึ้นมา แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ จากการบอกเล่าของเขาก็คือการเข้าร่วมแข่งขันรายการแฟนพันธุ์แท้ปี 2013 ที่ทำให้เขานั้นอุทิศตัวตนให้กับฟุตบอลไทยอย่างจริงจัง

“จุดหักเหที่สุดของชีวิตมันเกิดขึ้นจริงๆ ปี 2013 ก็คือไปแข่งแฟนพันธุ์แท้ เอาจริงตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร อาศัยว่าเราชอบมาตลอด ตอนนั้นเราก็ได้เข้าไปแข่งในรอบ 5 คน แต่ไม่ได้ถึงแชมป์ พอตอนที่แข่งจบเราก็เริ่มมีคนรู้จักเราแล้ว หลังจากนั้นเราก็มีงานมากขึ้น มีคนเชิญเราไปพูด พอมันมีงานมากขึ้นกับสิ่งที่เรารัก เราจึงตัดสินใจที่จะอุทิศให้มันเต็มตัว อย่างแรกคือสนับสนุนทีมชาติไทย คือตอนนั้นมีการแข่งขันบอลนัดนึงเป็นนัดที่ไม่ได้เป็นนัดสำคัญมาก แล้วเรารู้ว่ามีสื่อที่รู้จักกัน เขาให้คนร่วมสนุกและแจกบัตรฟรี เราเลยไปขอแบ่งบัตรฟรีจากทางนั้นมาสามสี่ร้อยใบเผื่อไปยืนแจกหน้าสนามศุภชลาศัย เหมือนเด็กบ้าอะไรก็ไม่รู้ คือเรารู้สึกไม่ชอบที่จะเข้าเว็บฟีฟ่าแล้วเห็นมีสถิติคนดูทีมชาติไทยเล่นในบ้านแค่หลักร้อยกว่าคน อย่างน้อยเราก็อยากให้มันถูกนับเป็นหลักพันขึ้นไป อย่างที่สองเราไปสัมภาษณ์นักฟุตบอลไทยลีคหรือนักฟุตบอลทีมชาติไทย นักฟุตบอลอาชีพมันจะอยู่ได้ด้วยสโมสรอาชีพ ฉะนั้นสโมสรอาชีพมันจะอยู่ได้จากการสนับสนุนจากแฟนบอล  เราก็จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสโมสรอาชีพทุกสโมสร คือพยายามที่จะซื้อเสื้อ มีตังค์มากขึ้นจากงานพวกนี้เราก็เอามาซื้อเสื้อสนับสนุนสโมสรทั้งสโมสรเล็กและใหญ่ เราก็สนับสนุนเพื่อเงินเหล่านี้มันจะได้ไหลไปที่บุคลากรของสโมสร ไม่ใช่แค่นักฟุตบอล ไม่ใช่แค่ทีมงานโค้ช แต่เป็นแม่บ้าน คนทำความสะอาด เป็นอะไรทุกอย่าง อันนี้คือความคิดตอนนั้นที่ว่าทำอะไรได้ก็ทำ ”

(ซ้าย) เอเชียนเกมส์ ปี 2014 ที่อินชอนประเทศเกาหลีใต้ (ขวา) จอนตอนไปเชียร์ทีมชาติไทยนอกประเทศครั้งแรกในชีวิต (รายการฟุตซอล ชิงแชมป์เอเชีย ปี 2014) และเป็นครั้งแรกที่ได้แลกเสื้อกับแฟนบอลด้วยกัน

ความสุขในการเชียร์ฟุตบอลแบบจอน

“ทุกวันนี้ความคิดในหัวอย่างแรกคือฟุตบอลไปแล้ว มันอยู่กับเราและเป็นตัวตนของเราไปแล้ว” ประโยคที่อธิบายได้ชัดเจนที่สุดหลังจากผู้เขียนถามจอนว่าสำหรับจอนแล้วนั้นฟุตบอลคืออะไร เขาเอ่ยปากยอมรับกับเราว่าทุกวันนี้ความสุขที่ได้จากฟุตบอลอาจจะไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนความทรงจำสมัยเล่นฟุตบอลกับเพื่อนหลังเลิกเรียน แต่ภายใต้การทำงานที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้ได้ไปรู้ไปได้เห็นตื้นลึกหนาบางในบางเรื่องก็มีบ้างที่กระทบต่อความรู้สึกของเขา แต่โดยภาพรวมเขาก็ยืนยันว่าฟุตบอลยังคงเป็นความสุขอยู่เสมอแม้มันจะไม่ได้ใสกิ๊งเหมือนตอนเด็กๆ “สมมติความทรงจำนั้นมี 100 ก้อน หยิบก้อนที่ 24 พร้อมกับก้อนที่ 28 ออกมาก็มีความสุข แต่เราก็มีความสุขนะกับก้อน 100 ก้อนตอนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขจาก 1 ถึง 100 มันจะเป็นความสุขหมด แต่ถ้าถามว่าภาพรวมมีความสุขไหม ก็มี แต่บางครั้งมันพ่วงมากับความรู้สึกสีเทามาด้วย และสีดำในบางครั้ง เราก็เออช่างมันเดินหน้าต่อไป ”

ผู้เขียนเดินหน้าถามหานิยามความสุขจากจอนต่อไป ถ้าความสุขของการเชียร์บอลคือชัยชนะและสมมุตินัดนั้นมันไม่ได้ชนะ แล้วความสุขมันคืออะไร “อาจจะเป็นเพราะว่ามองภาพรวมไม่ได้มองนัดต่อนัด บางคนมองนัดต่อนัด พอแพ้แล้วด่าจบ ถ้าแบบคนที่มองภาพรวม เรามองทั้งหมดของวงการฟุตบอลนี้ ไม่ใช่แค่โฟกัสที่ผลการแข่งขัน มันทำให้เรามีความสุข” นี่เป็นวิธีทำให้เขาก้าวข้ามกำแพงของการไม่ยินดียินร้ายกับผลการแข่งขันมากจนเกินไป แน่นอนว่าจากใจคนเชียร์ก็ย่อมมีความคาดหวังเป็นธรรมดา จอนบอกกับผู้เขียนว่าเขาแบ่งความคาดหวังเป็นสองแบบ อย่างแรกเพียงขอให้เล่นเต็มที่ ทำเต็มกำลังใจก็พอใจแล้ว ผลที่ออกมาถ้าชนะหรือเป็นแชมป์รายการใดรายการหนึ่งก็ถือเป็นโบนัส อย่างที่สองที่เขาอยากจะฝากไว้แต่ไม่ใช่กับนักฟุตบอลแต่คือแฟนบอลกับเรื่องของบรรยากาศทั้งภายในสนามและนอกสนามที่ยังมีแฟนบอลจำนวนไม่น้อย มองนักกีฬาเป็นแค่ที่ระบายความรู้สึก จอนต้องการที่จะเปลี่ยนความคิดตรงนั้น “มันไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องโยนความเคยชินไปให้นักกีฬา คือโซเชียลมันไม่ได้ถูกสร้างมาขึ้นเพื่อให้ใครสักคนจะถูกบูลลี่ได้โดยที่เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย นี่คือสิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในบรรยากาศของการเชียร์ทีมชาติไทย”

(ซ้าย) วิทยา เลาหกุลขณะกำลังเล่นให้สโมสรแฮร์ธ่า เบอร์ลิน (ขวา) วิทยา เลาหกุลในชุดของสโมสรราชประชา
 ภาพจาก นิตยสารฟุตบอลสยาม

นักเตะฉายา “ฮาล์ฟอังกฤษ” บุคคลต้นแบบการใช้ชีวิตของจอน

อย่างที่กล่าวไปตอนต้นจอนได้มีโอกาสสัมภาษณ์กับนักเตะระดับตำนานหลายท่านไม่ว่าจะเป็นนที ทองสุขแก้ว ตำนานกองหลังเบอร์เจ็ด หรือ เกล็น ฮอดเดิ้ลเมืองไทย อย่าง เฉลิมวุฒิ สง่าพล อดีตทีมดาราเอเชีย ทุกครั้งทุกตอนที่เขาได้ร่วมคุยกับเหล่าขุนพลที่รับใช้ทีมชาติไทยมาอย่างยาวนาน เขามักที่จะได้รับข้อคิดและบทเรียนที่เป็นประสบการณ์ให้เราได้ศึกษาต่อไปได้ แต่มีอยู่ท่านหนึ่งที่จอนเคารพและนับถือมากที่สุด ถึงกับตั้งปณิธานกับตัวเองไว้เลยว่าถ้าเขาจะต้องตัดสินใจทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ เขาต้องคิดแบบเดียวกับสิ่งท่านนี้คิด นักฟุตบอลที่เราจะพูดถึงนั้นคือ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย ปัจจุบันเป็นประธานฝ่ายเทคนิคให้กับชลบุรี เอฟซี ที่ถ้าใครไปชมเกมการแข่งขันของชลบุรีไม่ว่าจะชุดเล็กหรือชุดใหญ่ก็จะเจอเขาปรากฎกายอยู่เสมอๆ โค้ชเฮงถือว่าเป็นนักเตะไทยคนแรกที่เล่นลีกระดับท็อปของยุโรป อย่างสโมสรแฮร์ธ่า เบอร์ลินและซาร์บรุคเค่นในเยอรมันนี และถือว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างของนักฟุตบอลที่มีความอดทน มุมานะในการค้าแข้งในต่างแดน เพื่อให้คนต่างชาติยอมรับในความสามารถ

“ผมรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่อุทิศให้กับฟุตบอลจริงๆ  เขาเป็นนักเตะไทยคนแรกที่ได้เล่นบุนเดสลีกา แล้วก็ได้เล่นในลีกญี่ปุ่น แต่ช่วงนั้นยังไม่ได้เป็นเจลีก ส่วนสำคัญของการเล่นฟุตบอลก็คือฟอร์มการเล่น แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่าคือหลังจากที่แก่ไปแล้วเนี่ยคุณจะให้อะไรกับคุณรุ่นหลัง มีครั้งนึงที่เป็นงานไนกี้ เราไปในฐานะสื่อ ตอนเที่ยงเจอโค้ชเฮงเด็ดหญ้าเป็นกอๆ บนสนาม เลยเดินไปถาม แกก็บ่นเนี่ยมันมีหญ้ากอ หญ้ามันขึ้นไม่สวย เด็กชอบมาเล่นลิงกันตรงนี้ เดี๋ยวมันสะดุด แกก็เลยมาดึง คือแบบมันก็ร้อนอยู่นะ ทำไมไม่ให้คนอื่นมาดึง แกก็บ่นตามภาษาคนแก่ บางคนมันดึงไม่เป็นเดี๋ยวหญ้ารากมันหลุดหมด กว่ามันจะโตขึ้นมา ดึงต้องดึงให้พอประมาณ คือเราไม่รู้หรอก ดึงพอประมาณของแกคืออะไร แต่ช่วงเวลานั้นมันให้ความรู้สึกว่าแกเป็นฟันเฟืองที่ใหญ่และมีค่ามาก คอยค้ำจุดรากฐานวงการฟุตบอลไทยในทุกวันนี้”

(ซ้าย) จอนขณะไปชมเกม U-16 ชิงแชมป์เอเชีย ปี 2018 ที่สนามบูกิตจาลีล กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย (ขวา) ภาพถ่ายก่อนเกมทีมชาติไทยชนะบาห์เรนในเอเอฟซี เอเชียนคัพ 2019 


หลังจากได้พบเจอเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้จอนประทับใจและเฝ้าบอกตัวเองเสมอว่า “ทุกสถานการณ์ที่มันจะเกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ถ้าให้มีสองทางเลือกที่เลือกได้เราจะเลือกทำในสิ่งที่เพื่อฟุตบอลไทยมากกว่าในสิ่งที่ทำเพื่อเงิน อย่างเช่นเหตุการณ์โค้ชเฮง ผมก็จะบอกตัวเองถ้าเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ ถ้ากูชอบโค้ชเฮงนะ เวลากูเจออะไรแบบนี้นะ กูต้องเลือกแบบเขานะเว้ย เหมือนกับการที่เราไปเชียร์บอลต่างประเทศต่อให้มันไม่มีสปอนเซอร์ อย่าง U-16 รายการล่าสุด ไม่มีสปอนเซอร์แต่รู้สึกว่าน้องเขาต้องมีคนไปเชียร์ ที่เห็น 3-4 คนนั่นแหละทุกคนก็ต้องใช้เงินของตัวเอง”

ชนาธิป สรงกระสินธ์ หลังซัดประตูโทนให้ทีมชาติไทยมีชัยเหนือทีมชาติบาร์เรนไปได้ในการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่มเอเอฟซี เอเชียนคัพ 2019 
ภาพจาก AFC

สถิติ: เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยสู่เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่

สถิติเป็นสิ่งชื่นชอบของจอนและเขามักจดเก็บไว้เป็นนิสัยโดยตลอด เมื่อถึงเทศกาลการแข่งขันฟุตบอลไม่ว่าเวลาก่อนหรือหลังการแข่งขันนัดไหน เขาจะมีสถิติที่น่าสนใจมาพูดคุยกับผู้อ่านอย่างเสมอๆ แม้สถิติที่จอนเก็บไว้นั้นมีค่อนข้างเยอะมาก และทุกๆ สถิติก็ล้วนมีความสำคัญไม่ลดหย่อนไปกว่ากัน ซึ่งผู้เขียนก็ได้สอบถามเขาว่าสถิติในครั้งไหนที่จอนรู้สึกว่ามันมีความหมายต่อตัวเขามากๆ เขาตอบกับเราว่าคือสถิตินัดที่ทีมชาติไทยชนะทีมชาติบาห์เรนเมื่อต้นปีที่ผ่าน “ที่ชอบที่สุด เพราะมันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ทำให้หัวใจพองโต คือชัยชนะนอกประเทศนัดแรกของทีมชาติไทย ในศึกฟุตบอล ชิงแชมป์เอเชีย ซึ่งชนะ บาห์เรน 0-1 จากประตูชัยของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ ที่เกิดขึ้นที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในศึกฟุตบอล เอเชียนคัพ 2019 มันเป็นความรู้สึกที่วูบวาบมาก เพราะเกมก่อนหน้านั้น เราแพ้ อินเดีย 1-4 เราแทบคอตก ไม่เชื่อว่าจะพลิกสถานการณ์เข้ารอบได้” ซึ่งเบื้องหลังการได้รับชัยครั้งนั้นได้สร้างสถิติใหม่ให้กับประวัติศาสตร์ทีมชาติไทยหลายสถิติ พร้อมกับเผยเบื้องหลังของชายที่มีส่วนสำคัญในการสร้างทีม ณ เวลานั้นอย่าง "โค้ชโต่ย" ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย

มาร์เชลโล ลิปปี หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลทีมชาติจีน และ ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย แสดงน้ำใจต่อกันหลังจากจบการแข่งขันรอบ 16 ทีม เอเอฟซี เอเชียนคัพ 2019 
ภาพจาก Matichon

ผู้เขียนยังจำประโยคนึงของจอนที่เคยเขียนถึงโค้ชโต่ยได้อย่างดีว่า “บางครั้ง โชคชะตาของคุณอาจจะอยู่ในกำมือของคนอื่น แต่จงจำไว้ว่า....เมื่อไรที่โชคชะตาของคุณ อยู่ในกำมือของคุณ จงทำให้มันดีที่สุด ให้เหมือนกับมันจะไม่มีโชคชะตาแบบนี้อีกแล้วในชีวิต” เพราะเรื่องราวของโค้ชที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในวงกว้างแต่ได้กลับถูกเลือกขึ้นมารับหน้าหน้าหัวหน้าผู้ฝึกสอนของทีมชาติไทยในบทบาทกุนซือขัดตาทัพแทนที่ของราเยวัชที่โดนปลดหลังแมตช์ที่ถูกทีมชาติอินเดียยัดเยียดความปราชัยให้ 1-4 โค้ชโต่ยได้ถูกตั้งคำถามจากทุกสารทิศแต่เมื่อความจริงปรากฎหลังจากที่ชนาธิป สรงกระสินธ์กระโดดวอลเล่ย์บอลแสกหน้าผู้รักษาประตูทีมทีมชาติบาห์เรน ส่งผลให้ทีมได้ทะลุเข้าไปสู่รอบ 16 ทีม เจอกับทีมชาติจีนและแพ้ไปในภายหลังด้วยสกอร์ 1-2

แม้จะไม่สามารถไปต่อได้แต่โค้ชโต่ยได้สร้างประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งในกับวงการฟุตบอลไทย ด้วยการสร้างสถิติใหม่ได้ถึงห้าสถิติ คือการที่สามารถพาทีมชาติไทยชนะทีมชาติบาห์เรนได้ในเกมระดับนานาชาติที่ฟีฟ่ารับรองเป็นครั้งแรกในรอบ 39 ปี เป็นชัยชนะแรกที่สามารถชนะประเทศจากเอเชียตะวันออกกลาง บนดินแดนพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งเป็นชัยชนะครั้งแรกด้วยของการเล่นนอกประเทศของรายการเอเชียนคัพของทีมชาติไทย  เก็บแต้มจากนอกประเทศเป็นเกมแรกในรอบ 19 ปี ในศึกเอเชียนคัพ รอบสุดท้าย และที่สำคัญสามารถรักษาคลีนชีตนัดแรกในรอบ 12 ปี ในศึกเอเชียนคัพ รอบสุดท้าย

จุดโทษเพื่อขึ้นนำ 1-2 ของทีมชาติจีน จาก Gao Lin และสามารถรักษาความความได้เปรียบนั้นไว้จนจบเกม ส่งผลให้ทีมชาติไทยตกรอบ 16 ทีม ในศึก เอเอฟซี เอเชียนคัพ 2019 ภาพจาก AFP

สองแมตช์แห่งความประทับใจของจอน

ผู้เขียนแน่ใจว่าแมตช์การแข่งขันที่พบกับทีมชาติจีนในรายการเอเชียน คัพ ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คือภาพจำที่ฝังใจสำหรับแฟนบอลทีมชาติไทย ซึ่งผลตอนนั้นคือไทยแพ้ไปด้วยสกอร์ 1-2 ซึ่งทีมช้างศึกเป็นฝ่ายนำก่อนแต่ไม่สามารถรักษาผลไว้ได้ แม้ว่าการแข่งขันนั้นทีมชาติไทยจะต้องประสบกับความพ่ายแพ้ แต่สำหรับจอนนั้นผลของการแข่งขันนัดนี้ มันเป็นความพ่ายแพ้ที่มีความสุข เขามองว่ามันได้เกิดเป็นพลังที่ส่งให้นักเตะทีมชาติไทยและบางทีอาจจะรวมถึงแฟนบอลเองด้วยว่าต้องเติบโตขึ้น อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว ให้ทำสำเร็จในก้าวต่อไปได้ยิ่งมากขึ้น เพราะจอนเชื่อว่าทุกๆ ครั้งของการผิดหวังของคนที่พยายามทำดีแล้วมันจะต้องเติบโต

“แมตช์แพ้จีน 1-2 เป็นแมตช์ที่ชอบเพราะรู้สึกว่ามันครบ ตอนนั้นเรานำ 1-0 หัวใจพองโตมาก แต่ครึ่งหลังก็อย่างที่ทราบกันก็คือมาร์เชลโล ลิปปีแก้เกมส์มา กลับมาชนะเรา 1-2 แล้วเราก็ตกรอบ มันเป็นความพ่ายแพ้ที่มีความสุข เราแสดงออกให้เห็นว่าเราก็มีดีพอในระดับเอเชีย เรานำเขาได้ เกือบจะชนะได้ ทั้งๆ ที่เขามีคนเยอะกว่า มีทรัพยากรมากกว่า มีทุนมากกว่า ในการดึงโค้ชที่ยิ่งใหญ่ในระดับแชมป์โลกได้ ฉะนั้น มันเหมือนดูหนังดีๆ สักเรื่องที่ตอนจบไม่ใช่แฮปปี้ เอนดิ้ง คือมันให้ความรู้สึกได้เรียนรู้อะไรสักอย่าง เหมือนเราได้เติบโตขึ้นจากบางสิ่งบางอย่าง นักกีฬาหลายๆ คนที่อยู่ในเกมวันนั้นก็เติบโตขึ้น”

ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ผู้ยิงฟรีคิกในช่วงต่อเวลาโกลเด้นท์ โกล ส่งผลให้ทีมไทยสามารถเอาชนะทีมชาติเกาหลีใต้ไปได้ด้วยสกอร์รวม 1-2 ในการแข่งขันรอบ 8 ทีม ในเอเชี่ยนเกมส์ ปี 1998 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ 
ภาพจาก Siamsport.co.th

ถ้าเอ่ยถึงแมตช์คลาสสิกตลอดกาลของจอน เขาบอกกับเราว่าต่อให้จะตอบเลี่ยงแมตช์นี้แค่ไหนก็ไม่พ้นแมตช์นี้จริงๆ เพราะมันเหมือนช่วงเวลาที่ประเทศถูกหยุดไว้ก่อนแล้วกดปุ่มเพลย์ต่อหลังจบเกม ในวันที่ 14 ธันวาคม 1998 ลูกยิงฟรีคิกนอกกรอบเขตโทษจากฝั่งซ้ายของสนามในนาที 95 ช่วงโกลเด้นท์ โกลของธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ที่เป็นโมเมนต์เปลี่ยนชีวิตของจอนและใครหลายคนที่เติบโตในอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เสียงเฮลั่นสนั่นสนามราชมังกีฬาสถานในตอนนั้น เขาบอกว่ามันคือความรู้สึกที่ถ้าหากจะหาคู่เปรียบได้ก็คงเป็นในการแข่งขันเวทีมวยสากลสมัครเล่น โอลิมปิกฤดูร้อน ปี 1996 ที่สมรักษ์ คำสิงห์ คว้าเหรียญทองโอลิมปิคให้ไทยเหรียญแรก โดยเขาได้บรรยายให้เห็นภาพมากขึ้นทำไมช่วงเวลานั้นมันสำคัญและชี้เป็นชี้ตายอย่างไร

“เราเหลือเก้าคนเหลือคนน้อยกว่าสองคน โอกาสที่จะยิงเข้าเป็นไปได้น้อยมาก ตอนนั้นยังใช้กฎโกลเด้นท์ โกล แล้วคือฟรีคิกที่อยู่ตรงนั้น มันคือฟรีคิกที่คุณโดนสวนไม่ได้ คุณทำอะไรไม่ได้นอกจากยิงให้มันเข้า หรือให้มันออก ให้มันจบเทิร์นนั้นไป ตัวที่เข้าไปอยู่ในกรอบก็แทบจะไม่มีคือคุณแย่งโหม่งไม่ได้แน่ๆ คือเหลืออยู่เก้าคน ตัดผู้รักษาประตูไปหนึ่งคน คนยืนเล่นลูกฟรีคิกสองคน เข้าไปอยู่ในกรอบเขตโทษสองคน ที่เหลือสี่คนก็ต้องมากลัวโดนเกมสวนกลับ อย่างน้อย ณ ขณะนั้นต้องดึงเสมอเพื่อไปยิงจุดโทษ คือเป็นอะไรที่แบบถ้าตอนนั้นลูกนั้นไม่เข้า คุณก็อาจจะเหมือนเล่นรอแพ้ ถ้าไม่แพ้ก็ไปยิงจุดโทษอยู่ดี แต่ผลคือมันเข้า ความรู้สึกที่พี่วังยิงในเอเชียนเกมส์ คือเป็นอะไรที่แบบว่าประเทศเหมือนกับที่ถูกกดปุ่มพอสไว้แล้วกดปุ่มเพลย์เล่นต่อ คือจากเสียงเงียบๆ ก็กระหึ่มขึ้นมาเป็นการเปิดปุ่มเพลย์ต่อพร้อมเสียงเต็มแม็กซ์ แบบเงียบปุ๊ปแล้วเฮฮฮฮฮฮ มันเป็นอย่างนั้นเลยเหมือนตอนที่ยกมือสมรักษ์หลังชนะได้เหรียญทองโอลิมปิกเหรียญแรก”

Related Stories

Silver Screens

7 RUNNING MOVIES THAT FUEL YOUR SPIRIT

เมื่อเรื่องวิ่งไม่ได้จำกัดอยู่ในแค่คำว่ามาราธอน
ทุกๆก้าวล้วนมีความหมายและให้คุณค่าในทางที่แตกต่างกันไป

Read

The Inspirations

TAKING NOTES FROM LEGENDARY THAI ACTORS

ย้อนเวลากลับไปหาดาราไทยในอดีต
สไตล์ที่จัดเจนกับความเก๋าที่ไม่มีวันหมดอายุ

Read

The Inspirations

THE STORIES OF RALPH LAUREN

เคล็ดลับความสำเร็จในการสร้างโลกของ Ralph Lauren
อาณาจักรของห้องเสื้อที่บอกเล่าเรื่องราวชนชาติอเมริกันผ่านมุมมองของผู้กำกับ

Read

0Shares
preloader