Out of Office

137 PILLARS HOUSE: A STAY AT ONE OF CHIANG MAI’S OLDEST BUILDINGS

บทความโดย Suwicha Sangkayoolakul, Contributing Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chanyanee Larbaram, Illustrator, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

Out of Office

137 PILLARS HOUSE: A STAY AT ONE OF CHIANG MAI’S OLDEST BUILDINGS

16 September 2019

เริ่มต้นจากการเป็นบริษัทค้าไม้ของอังกฤษเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว บัดนี้ "บ้าน 137 เสา" ยังคงตั้งตระหง่านต้านทานกาลเวลาอย่างสง่างาม

Spread the words

ผู้เขียนเชื่อมาโดยตลอดว่า “มนุษย์” มีความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด และเหนือสิ่งอื่นใด สิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาเติมเต็มความต้องการนั้นๆ ย่อมต้องเป็นสิ่งที่คัดแล้ว เลือกแล้ว สรรแล้ว มาอย่างดียิ่งจริงๆ หากให้ลองยกตัวอย่างที่ง่ายที่สุด สำหรับผู้เขียนเองคือการเลือกในสองสิ่ง “การกิน” และ “การอยู่” เพราะทั้งสองสิ่งนี้ดูเป็นเรื่องพื้นฐานที่จำเป็นที่สุดของชีวิตมนุษย์เรา ถึงกระนั้น มันก็หาใช่เรื่องแปลกที่สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่สุด จะกลับกลายเป็นสิ่งที่หลายๆ คนพิถีพิถันด้วยมากที่สุด และจึงไม่ใช่เรื่องแปลก (อีกเช่นเคย) ที่ในซอยถนนสุขุมวิทซอยเดียวกันจะมีร้านบะหมี่หมูแดงชามละสามสิบห้าบาท และมีร้านอาหารแบบเชฟเทเบิ้ลมื้อละห้าพัน (ที่ต้องใช้เวลาจองอย่างน้อยหนึ่งเดือน) หรือในย่านคลองเตยที่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามีหลายครอบครัวที่มีความเป็นอยู่ที่แออัด แต่ถัดจากนั้นไปไม่ไกลเพียงประมาณสิบห้านาที (ในกรณีที่รถไม่ติด) ก็มีย่านอโศกที่มีคอนโดมิเนียมราคาห้องละหลายสิบล้านขึ้นอยู่ด้วยเช่นกัน เมื่อกำลังในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ตัวเลือกที่มาให้จับจ่ายก็มากขึ้นไปด้วย ผู้เขียนแน่นอนว่าก็อยู่ในสายธารแห่งระบบทุนนิยมนี้ และก็ต้องยอมรับอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าใดนักว่าผู้เขียนก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่พยายามขวนขวายหาสิ่งดีๆ ให้ตนเอง และคนที่ตนเองรักอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเช่นกัน ถึงจะเป็นฟันเฟืองตัวเล็กๆ ในระบบทุนนิยม แต่ผู้เขียนและเพื่อนฟันเฟืองร่วมอุดมการณ์อีกหลายสิบ ก็มักพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “การเลือกของดีๆ ให้ตนเองก็เป็นสุนทรีย์ศาสตร์ในรูปแบบหนึ่ง” และมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรอีกด้วย

ผู้เขียนมีบทความที่กล่าวถึงเรื่อง “การกิน” อยู่หลายบทความแล้ว มาวันนี้จึงเป็นโอกาสดี ที่จะพูดถึง “การอยู่” เสียบ้าง แต่ในบริบทนี้ เราจะมาพูดถึง “การอยู่” ในระยะสั้นๆ อย่างการพักค้างคืนที่โรงแรม เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ผู้เขียนได้มีโอกาสไปเที่ยวเชียงใหม่ ตัวผู้เขียนเองมีนิสัยอยู่แบบหนึ่งคือ ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน จำเป็นต้องทำการบ้านเสียก่อน ว่าจะพักที่ไหน เดินทางอย่างไร กินอะไร เที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวอะไรบ้าง และหลังจากทำการบ้านการท่องเที่ยวอยู่หลายครั้งจนช่ำชอง ผู้เขียนก็ตระหนักได้ว่า โจทย์ข้อที่ยากที่สุดของการทำการบ้านก่อนออกเดินทาง คือการเลือกที่พัก ด้วยเหตุผลที่ว่า หากที่พักไม่ดี จะทำให้ทริปการท่องเที่ยวครั้งนั้นๆ ย่ำแย่ไปด้วยทั้งทริป เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผู้เขียนจะทำอย่างแรก คือการนั่งค้นหา นั่งอ่านรีวิว นั่งดูรูปโรงแรมและห้องพัก ล่วงหน้าอย่างน้อยสองถึงสามอาทิตย์ เพื่อให้แน่ใจว่าที่พักในทริปนี้ จะต้องเป็นที่พักที่สร้างความพึงใจได้อย่างพอตัว
การไปเที่ยวเชียงใหม่ครั้งนี้ก็ไม่เว้น เช่นกันเมื่อผู้เขียนรู้จุดหมายปลายทาง สิ่งที่ทำโดยทันทีคือการเลือกโรงแรม โดยมุ่งไปที่โรงแรมห้า - หกดาวในเชียงใหม่เป็นสำคัญ จนสุดท้ายสามารถคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันได้ทั้งหมดสามแห่ง อันได้แก่ ดาราเทวีเชียงใหม่ โฟร์ซีซันเชียงใหม่ และ บ้าน 137 เสาเชียงใหม่ สำหรับผู้เขียนเอง ทั้งสามสถานที่จัดเป็นโรงแรมที่ดีเลิศที่สุดเท่าที่จะหาได้ในเชียงใหม่ แต่ละที่มีจุดเด่นและเอกลักษณ์อันเป็นของตัวเอง หลังจากตัดสินใจอยู่นาน สุดท้ายผู้เขียนก็เลือก บ้าน 137 เสา เป็นที่พักสำหรับสามวันสองคืน แต่ถึงกระนั้นผู้เขียนต้องบอกว่า ดาราเทวีเชียงใหม่และโฟร์ซีซันเชียงใหม่ ก็หาได้ด้อยกว่า บ้าน 137 เสา แต่อย่างใด และหากมีโอกาสได้ไปเชียงใหม่อีก ผู้เขียนก็คงไม่พลาดที่จะไปทดลองพักที่สองโรงแรมนี้เช่นกัน แต่สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ผู้เขียนเลือก บ้าน 137 เสา ก็เพราะความแตกต่างจากอีกสองโรงแรมในเรื่องของขนาด ดาราเทวีเชียงใหม่และโฟร์ซีซันเชียงใหม่ จัดเป็นโรงแรมขนาดใหญ่ มีเนื้อที่หลายไร่และมีห้องพักหลายร้อยห้อง

ตัดภาพมาที่บ้าน 137 เสา ที่มีเนื้อที่เพียงไม่กี่ไร่ และมีห้องพักเพียงสามสิบห้องเท่านั้น เงินในกระเป๋าตังค์ของผู้เขียน พ่ายแพ้ให้กับความเป็นโรงแรมขนาดเล็ก แต่มีดาวห้าดวงประทับอยู่ที่ชื่ออย่างราบคาบ ก่อนที่จะไปลงรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับตัวโรงแรม ผู้เขียนขอกล่าวเอาไว้ ณ ที่นี้เลยว่า การเข้าพักครั้งนี้ ดำเนินการชำระเงินด้วยตัวของผู้เขียนเอง ทางโรงแรมไม่ได้ให้ผู้เขียนเข้าพักฟรีแต่อย่างใด และการบริการที่ผู้เขียนได้รับมาตลอดสามวันสองคืน ก็เป็นการบริการในระดับมาตราฐานของโรงแรม ที่แขกทุกๆ คนจะได้รับการบริการระดับห้า - หกดาวนี้ทุกๆ คน ผู้เขียนจึงเขียนรีวิวนี้ จากความเห็นและความประทับใจของผู้เขียนเอง
ความประทับใจแรกที่เกิดขึ้นจากการเลือกเข้าพักที่ บ้าน 137 เสา หาใช่ครั้งแรกที่เราก้าวเท้าเข้าไปในอาณาเขตของโรงแรมแต่อย่างใด เนื่องจากเมื่อผู้เขียนตัดสินใจชำระเงิน อีกไม่กี่นาทีต่อมา ก็ได้รับอีเมล์จากคุณคิงพนักงานประสานงานของทางโรงแรม อีเมล์มาเพื่อแนะนำตัว พร้อมส่งเอกสารแนะนำโรงแรม บริการในส่วนห้องอาหารและสปา ก่อนจะแนะนำถึงบริการบัดเลอร์ (พ่อบ้าน) ที่จะเป็นผู้ดูแลการเข้าพักของผู้เขียนตลอดทั้งสามวัน เพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ผู้เขียนได้รับสายจากคุณเรย์ผู้รับหน้าที่เป็นบัดเลอร์ โทรมาเพื่อแนะนำตัวคร่าวๆ และ จัดแจงเรื่องรถรับส่งจากสนามบินเชียงใหม่มาที่ บ้าน 137 เสา การบริการระดับนี้ ผู้เขียนเคยได้รับจากโรงแรมห้า - หกดาว อย่าง The Barai หัวหินหรือที่แมนดาริน โอเรียลเตลกรุงเทพฯ เท่านั้น ผู้เขียนยังได้ไหว้วานคุณคิงในการประสานงานเกี่ยวกับการซื้อเค้กเพื่อฉลองวันเกิดให้แก่ผู้เข้าพักอีกคนด้วย (แฟนของผู้เขียนเอง) และไม่ลืมที่จะเพิ่มโจทย์ให้คุณคิงเพิ่มเติมไปอีก คือการรีเควสเค้กที่ทำจากไอศกรีมเท่านั้น ซึ่งคุณคิงและคุณเรย์ก็สามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างอยู่หมัด ทั้งส่งแบบเค้ก จัดหา ขนส่ง และนำเค้กมาให้เป่าถึงที่ห้องในคืนแรกที่เข้าพัก (ขอขอบคุณพนักงานทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง ณ ที่นี้) ความประทับใจในความใส่ใจของการบริการ รวมถึงการมีบัดเลอร์ส่วนตัวดูแล เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนอยากพูดถึง บ้าน 137 เสา

ทันทีที่ก้าวลงจากรถ สถาปัตยกรรมแนวโคโลเนียลสีขาวที่กอปรสร้างเป็นตึกล็อบบี้เล็กๆ ก็ปรากฎขึ้นต่อสายตา ด้วยความที่ บ้าน 137 เสา เป็นโรงแรมที่มีห้องพักเพียง 30 ห้อง ทำให้ขนาดของล็อบบี้ไม่ได้ดูใหญ่โตอลังการเมื่อเทียบกับโรงแรมอื่นๆ แต่แน่นอนว่าสิ่งที่สร้างซื้อให้แก่โรงแรมแห่งนี้ คือตัวห้องอาหารหลักที่ทำหน้าที่เป็นทั้งพิพิธภัฑณ์ บาร์ ห้องอาหาร และเป็นตึกไม้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางโรงแรม หลังจากเช็คอินเรียบร้อย เรายังไม่ได้ถูกพาไปที่ห้องพักโดยทันที แต่พนักงานของโรงแรมคุณหน่อย ได้พาเราเดินชมสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในโรงแรมเสียก่อน เริ่มจากอาคารไม้ตรงกลาง ชื่อ “บ้าน 137 เสา” หมายถึงอาคารไม้หลังนี้นี่เอง โดยประวัติคร่าวๆ ของมันคือเป็นอาคารไม้โบราณในสมัยปลายรัชกาลที่ 4 ต้นรัชกาลที่ 5 แต่แรกเดิมทีเป็นที่ทำการของบริษัทบอร์เนียวของอังกฤษ ที่ดูแลโดยลูกชายของแอนนา ลีโอโนเวนส์ หรือที่รู้จักกันในนาม “แหม่มแอนนา” คุณหน่อยอธิบายคร่าวๆ ว่า หลังจากแหม่มแอนนาเข้ามาเป็น “พระอาจารย์ฝรั่ง” ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ลูกชายของเธอก็ได้เข้ามาดูแลบริษัทบอร์เนียวที่เป็นบริษัทเกี่ยวกับการค้าไม้ในสมัยนั้น
หลุยส์ ลีโอโนเวนส์ ได้สร้างบ้านไม้หลังนี้ขึ้น โดยใช้ไม้ทั้งหมด 137 ต้น (ในตอนแรกมีปริมาณมากกว่านั้น) เป็นเสาของบ้าน ที่ใช้ไม้ทั้งหมดมากมายขนาดนี้ เพราะการสร้างบ้านในสมัยโบราณของไทย ที่มีการยกตัวบ้านสูงขึ้นจากพื้น จะวัดฐานะของผู้อยู่อาศัยจากจำนวนเสาที่พยุงตัวบ้านอยู่นั้นเอง หลังจากบริษัทบอร์เนียวเลิกกิจการเพราะหมดสัญญาสัมปทานกับทางไทย หลุยส์ ลีโอโนเวนส์ เดินทางกลับกรุงเทพฯ เพื่อทำธุรกิจโรงแรมโอเรียลเตล บ้าน 137 เสา จึงตกเป็นของวิลเลียม เจ. เบน ผู้จัดการของบริษัท ที่ซื้อ บ้าน 137 เสา ต่อจากหลุยส์อีกทีหนึ่ง เหตุการณ์ผ่านไปอีกร้อยกว่าปี สุดท้าย บ้าน 137 เสา ก็ได้รับการผลิกโฉม ปรับปรุง ซ่อมแซม และเปลี่ยนแปลงเป็นหนึ่งในโรงแรมที่ดีที่สุดของเชียงใหม่

หลังจากที่ได้เรียนรู้เรื่องราวของ บ้าน 137 เสา ก็ถึงเวลาที่เราจะได้เยี่ยมชมส่วนอื่นๆ ของโรงแรม ที่ถูกปลูกสร้างอย่างลงตัว สอดรับกับสถาปัตยกรรมของตัวบ้าน เริ่มจากสระว่ายน้ำ ที่มีกำแพงต้นไม้สีเขียวสูงตระหง่าน เป็นฉากกั้น ถัดมาเป็นต้นไม้ขนาดใหญ่และสวนหญ้าหน้าตัวบ้าน ตามด้วยตัวเรือนห้องพักแบบโคโลเนียล ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่า ที่ บ้าน 137 เสา มีห้องพักทั้งหมดเพียง 30 ห้องเท่านั้น
ผู้เขียนเข้าพักในห้องพักแบบอีสต์ บอร์เนียวสวีท มีเนื้อที่ประมาณ 75 ตารางเมตร ทันทีที่เปิดเข้ามาในห้อง เราพบกับโต๊ะเขียนหนังสือจัดวางอยู่ด้านขวามือริมหน้าต่างไม้แบบบานเกล็ด ด้านซ้ายมือเป็นห้องเสื้อผ้าแบบวอล์คอินขนาดใหญ่ พร้อมอ่างล้างหน้าแยกสองอ่าง ถัดมาในตัวห้องน้ำมีอ่างอาบน้ำแบบวิคตอเรียใจกลางห้อง พร้อมเกลือขัดผิวและเครื่องใช้ในห้องน้ำจาก THAAN ด้านซ้ายมือเป็นห้องอาบน้ำแบบฝักบัวที่มีถึงสองห้อง ได้แก่แบบภายในและกลางแจ้ง เดินสำรวจเข้ามาที่ตัวห้อง ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์แบบตะวันตก โทนผนังห้องที่มีสีแดงสดแต่กลับไม่ได้ดูบาดตาเพราะตัดด้วยสีขาวนวล เตียงขนาดใหญ่ เดย์เบด รถคาร์ตมินิบาร์ ทีวี และ ตัวระเบียงที่มีเดย์เบดอีกหนึ่งตัวและเก้าอี้สานอยู่ด้านนอกตัวห้องเมื่อมองจากปลายเตียง บ้าน 137 เสา

ในความเห็นของผู้เขียน ถือว่าเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่สามารถเลือกวัสดุต่างๆ มาตกแต่งห้องพักได้อย่างลงตัว โดยเฉพาะในตัวห้องที่ถึงแม้จะเต็มไปด้วยรูปภาพเล่าเรื่องราวในอดีต อ่างอาบน้ำแบบวิคตอเรีย และเฟอร์นิเจอร์แบบยุโรป ก็ไม่ได้ให้อารมณ์ของความเก่า ในทางกลับกันด้วยโทนสีของห้อง การเลือกใช้ไม้เป็นวัสดุหลัก และการจัดวางต่างๆ ทำให้ห้องพักดูอบอุ่นและเป็นกันเองมากกว่าที่ผู้เขียนคาดหวังไว้จากการดูรูปในหน้าเว็บโรงแรมและรีวิวจากผู้เคยเข้าพักต่างๆ เสียอีก
ในส่วนของบริการอื่นๆ ต้องยอมรับว่าผู้เขียนไม่ได้เข้าไปใช้มากนัก เพราะเพียงแค่หมกตัวพักผ่อนอยู่ในห้องก็เกินพอแล้ว ถึงกระนั้นกิจกรรมที่ดูเรียบง่ายไร้ความโลดโผนอย่างการทานอาหารเช้าที่ตัวบ้าน 137 เสา ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมเช่นกัน ผู้เข้าพักสามารถเลือกได้ว่าจะทานอาหารที่ห้องพัก หรือที่ตัวบ้าน 137 เสา สำหรับผู้เขียนเลือกทานที่ตัวบ้าน 137 เสา เนื่องจากไม่อยากพลาดโอกาสชื่นชมสถาปัตยกรรมนี้อย่างใกล้ชิด อาหารเช้ามีให้เลือกไม่มากนัก อาจเพราะจำนวนแขกที่เข้าพักไม่ได้มากเมื่อเทียบกับโรงแรมขนาดใหญ่ แต่พนักงานทุกๆ คน รวมถึงจีเอ็ม คุณแอน แอโรสมิธ ที่เข้ามาทักทายเราทุกๆ เช้า (และทักทายเราด้วยชื่อเสมอๆ เช่นเดียวกับที่โอเรียลเตล) ก็สามารถจัดหาสิ่งที่ผู้เขียนต้องการได้อย่างครบครัน

ในช่วงระหว่างการเข้าพักผู้เขียนได้ให้ทางโรงแรมแนะนำร้านกาแฟรอบๆ ตัวโรงแรมให้ ซึ่งแน่นอนว่า บ้าน 137 เสา อยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ทำให้มีร้านกาแฟและขนมรายรอบอยู่มากมาย และถึงร้านกาแฟต่างๆ จะอยู่ใกล้ไกลตัวโรงแรม (ด้วยระยะการเดินเท้า) ขนาดไหน พนักงานของบ้าน 137 เสา ก็ไม่ลังเลที่จะเดินไปส่งเราถึงหน้าร้านต่างๆ ด้วยตนเอง (อาจเป็นเพราะกลัวผู้เขียนจะเดินหลงก็เป็นได้) ในช่วงบ่ายของวันสุดท้ายก่อนเช็คเอาท์ ผู้เขียนยังได้มีโอกาสทดลองชุดน้ำชาและขนมอาหารว่างของทางโรงแรม ที่จัดมาให้แบบชนิดที่ไม่ต้องเผื่อท้องไว้ทานมื้อเย็น และสำหรับการเดินทางออกจากโรงแรมไปที่สนามบินเชียงใหม่ คุณคิงบัดเลอร์ของเราได้จัดรถไว้ให้หลังจากเช็คเอาท์เป็นที่เรียบร้อยแล้วอีกด้วย
ผู้เขียนถือว่า บ้าน 137 เสา และพนักงานของที่นี่ทุกๆ คน ได้ทำหน้าที่ของโรงแรมห้า - หกดาวได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจเลยที่จะได้เห็นภาพตัวเองนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และพยายามถ่ายทอดความประทับใจดังกล่าวให้คุณผู้อ่านได้ฟังกัน ถึงกระนั้นรูปภาพที่ถ่ายมาด้วยโทรศัพท์ของผู้เขียน อาจจะดูไม่ดีนัก (ถึงจะได้รับการปรับแต่งจากทีมศิลป์แล้วก็ตาม) ดังนั้นผู้เขียนขอแนะนำให้ผู้อ่านทุกท่านที่สนใจเข้าไปเยี่ยมชมที่หน้าเว็บของโรงแรมเพื่อรูปภาพและข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติม ในบทความนี้ เราจะจากกันไปด้วยรูปของนิทานก่อนนอน ที่แม่บ้านของโรงแรมนำมาจัดวางไว้ให้ข้างหมอนระหว่างบริการเทิร์นดาวน์ห้อง ผู้เขียนหวังว่า ผู้อ่านทุกท่านที่กำลังจะมีแผนไปเที่ยวเชียงใหม่ในเร็ววันนี้ จะให้โอกาสโรงแรมเล็กๆ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งนี้ในเชียงใหม่ ได้ต้อนรับคุณผู้อ่านในฐานะแขกดู ผู้เขียนการันตีได้ว่ายากจะหาที่ติและยากจะผิดหวัง

Related Stories

Out of Office

5 HOLIDAY DESTINATIONS IN ASIA EVERYONE WILL BE TALKING ABOUT

หมุดหมายน่าไปในทวีปเอเชีย ที่กำลังจะโด่งดังในไม่ช้า

Read

Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: BARE IT ALL AT A JAPANESE PUBLIC BATH

สลัดเสื้อผ้า สวมความมั่นใจ ตะลุยโรงอาบน้ำสาธารณะในโตเกียว

Read

Out of Office

500 MILES FROM HOME

Read

0Shares
preloader