The Sounds

THE ART OF IMPROVISATION: ศาสตร์แห่งการด้นสด เอกลักษณ์ที่ทำให้ดนตรีแจ๊สแตกต่างและโด่งดัง

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Chanyanee Larbaram, Visual Designer, W. MINISTRY

The Sounds

THE ART OF IMPROVISATION: ศาสตร์แห่งการด้นสด เอกลักษณ์ที่ทำให้ดนตรีแจ๊สแตกต่างและโด่งดัง

29 April 2020

ว่าด้วยเรื่องการอิมโพรไวส์ในดนตรีแจ๊ส อิสรภาพแห่งการสร้างสรรค์ที่ก่อให้เกิดเสน่ห์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

 

ก่อนหน้านี้ทางเราเคยได้พูดถึงอัลบั้มอมตะที่เหมาะกับผู้เริ่มต้นย่างก้าวเข้ามาฟังแจ๊สและการแนะนำบาร์แจ๊สหลากสไตล์ในกรุงเทพฯ ที่ควรใช้เวลาในยามค่ำคืนกับเครื่องดื่มรสดี แต่ครั้งนี้เราอยากจะยกระดับเรื่องแจ๊สๆ ของเราให้ลุ่มลึกมากขึ้นพร้อมไขข้อข้องใจให้สำหรับผู้ฟังที่เพิ่งจะทำความรู้จักดนตรีแจ๊สได้ไม่นาน ให้เข้าใจที่มาที่ไปของลักษณะตัวตนของแนวทางดนตรีอเมริกันคลาสสิก

หากใครที่ชอบอ่านเรื่องราวของดนตรีแจ๊สจะต้องรู้จัก “แจ๊สแจ๋” Facebook Fanpage ที่ช่ำชองเรื่องประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส โดยเป้าหมายภายในปี 2020 เจ้าตัวตั้งใจทำโครงการวีดีโอเล่าเส้นทางดนตรีแจ๊ส จำนวนทั้งหมด 50 EP ออกอากาศสัปดาห์ละหนึ่งตอน เนื้อหาจะเน้นเรื่องประวัติศาสตร์เป็นหลัก สอดแทรกด้วยทฤษฎีดนตรีและเกร็ดน่ารู้ของวงการแจ๊สได้อย่างกลมกล่อม แกล้มด้วยมุขตลกที่ช่วยเติมความสนุกให้สาระของวีดีโอ สามารถติดตามได้ผ่านทั้งช่องทาง Facebook และ YouTube

หัวข้อเรื่องที่เราจะมาพูดคุยกันก็คงจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก ‘การอิมโพรไวส์’ (Improvisation) รากฐานที่จะบ่งบอกถึงลักษณะทางดนตรีแจ๊สได้ชัดเจนที่สุด อันส่งผลให้ดนตรีชนิดนี้มีความแตกต่างและเฉพาะตัวอย่างทุกวันนี้ และแน่นอนครั้งนี้เราไม่ได้มาคนเดียว เพราะเราได้ทาบทามกูรูตัวจริงเรื่องดนตรีแจ๊ส อย่างคุณโจ๊ก โสภณ สุวรรณกิจ ผู้ก่อตั้งเพจ แจ๊สแจ๋ มาคุยกันในหัวข้อที่อาจจะหนักหัว แต่รับรองจะทำให้คุณฟังแจ๊สได้อย่างสนุกแน่นอน

 

The Birth of Jazz

 

ทำไมการอิมโพรไวส์ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

เพราะมันมีมาตั้งแต่เริ่ม ตอนศตวรรษที่ 17-19 ที่มีการขนชาวแอฟริกันตะวันตก ขึ้นเรือและนำมาเป็นแรงงานทาสในอเมริกา แล้วที่นี้ดนตรีแจ๊สก็เกิดขึ้น จากการผสมผสานกันระหว่างดนตรีท้องถิ่นจากฝั่งแอฟริกาตะวันตกและดนตรีคลาสสิกจากชาวยุโรปอพยพมาอยู่แผ่นดินอเมริกา เรื่องทฤษฎีดนตรี เครื่องดนตรีทั้งหลาย (ยกเว้นแบนโจ) และวิธีการรวมวงก็มาจากฝั่งยุโรปหมด

แต่ขณะเดียวกันก็จะมีรากฐานอีกฝั่งหนึ่งมาจากแอฟริกาตะวันตก โดยจุดเด่นของดนตรีแอฟริกาก็มีการใช้เครื่องเคาะจังหวะใช้กลองเยอะมากและมีการใช้เรื่องของ call and respond โดยเหนืออื่นใดนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือมีการอิมโพรไวส์ ที่เป็นพื้นฐานของเขาอยู่แล้วเพราะดนตรีในภูมิภาคนั้นไม่มีระบบบันทึกโน้ต เวลาเขาสอนเพลงกันก็คือจะสอนเพลงกันปากเปล่าแล้วก็ในหลายๆ ครั้ง โน้ตพวกนี้ก็จะถูกไปอิมโพรไวส์ต่อ เนื่องจากมันไม่มีการบันทึกโน้ตตายตัว นอกจากนั้นก็จะมีการครีเอทใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปเองได้ด้วยอีกต่างหาก ซึ่งการอิมโพร์ไวส์คือธรรมชาติของดนตรีแอฟริกาแล้วมันก็ถูกทำให้คงอยู่ไว้ เหมือนกับว่าเป็นส่วนประกอบหลักที่อยู่รอดมาจากรากฐานตั้งแต่ตอนต้น

 

โดยเราจะรู้แล้วว่าหลักการอิมโพรไวส์มันมาจากการส่งต่อวิธีการเล่นหรือร้องเพลงของชาวแอฟริกันตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 บนแผ่นดินอเมริกา คุณโจ๊กก็ได้เล่าเสริมเกี่ยวกับการค้นพบเทคนิคการอิมโพรไวส์เพิ่มเติมว่าที่จริงๆ ในยุโรปถ้าย้อนเวลาไปสมัยยุคกลางจะพบว่าบาทหลวงในโบสถ์มีการใช้เทคนิคการใส่ลูกเอื้อนแทนการร้องตามแบบปกติ เพราะยุคดังกล่าวระบบการบันทึกโน้ตในยุโรปก็ยังไม่แข็งแรงมาก นี่ก็เป็นเกร็ดของการอิมโพรไวส์ที่สามารถพบได้เช่นกันในดนตรีฝั่งยุโรป

 

American jazz musician and composer, Miles Davis

ไมล์ส เดวิส ภาพถ่ายต้นฉบับโดย Express Newspapers/Getty Images

 

Getting to Know The Improvisation

 

แล้วการอิมโพรไวส์จำเป็นจะต้องมีในเพลงแจ๊สทุกแนวไหม

อิมโพรไวส์ไม่จำเป็นต้องมีในเพลงแจ๊สทุกเพลง บางเพลงก็ไม่มี แต่ว่าการอิมโพรไวส์ก็ต้องมานั่งดูอีกว่าที่บอกว่าไม่มี มันไม่มีแบบสุดๆ เลยรึเปล่า หรือที่บอกว่าไม่มีแต่จริงๆ ก็มีนิดนึงอยู่ดี  เช่น อิมโพรไวส์ที่เราคุ้นเคยกันก็จะเป็นอย่างท่อนโซโล่ แล้วก็จะมี Soloist หนึ่งคนมาซัด อันนั้นก็เป็นการอิมโพรไวส์ที่ชัด แต่บางทีอาจจะไม่มีอย่างนั้นก็ได้บางเพลงอาจจะเป็นแค่นักร้องนำมาร้องแล้วเขาก็มีวิธีการตีความของเขาแล้วเขาก็อิมโพรไวส์ในเชิงของดัดแปลงทำนองนิดหน่อย บางทีเราจะเรียกว่า Paraphrase เหมือนเอาประโยคเดิมมาปรับแต่งใหม่ เล็กน้อย ที่จะเห็นได้ชัดๆ จาก บิลลี ฮอลิเดย์ (Billie Holiday) นักร้องแจ๊สที่หลายๆ คนที่ฟังแจ๊สรู้จักดี เขาไม่ได้โซโล่อิมโพรไวส์นะครับ เขาก็แค่ร้องทำนองเฉยๆ แต่อิมโพรไวส์เซชั่นของเขาก็อยู่ในการตีความของทำนอง หรือว่าจะเป็นอย่างอื่นอีกก็เช่น เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์  (Ella Fitzgerald) ในอัลบั้ม Ella In Berlin (1960) เขาลืมเนื้อร้องของเพลง Mack The Knife แล้วเขาก็อิมโพรไวส์เนื้อร้อง มันก็เป็นการอิมโพรไวส์รูปแบบหนึ่ง จริงๆ หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) ก็ทำบ่อยเหมือนกันที่ว่า แซวคนนู้นคนนี้ไปทั่ว ด้วยการอิมโพรไวส์เนื้อร้อง จริงๆ Rhythm Section (เปียโน กลอง เบส กีตาร์) ที่เล่นสนับสนุนให้ทำนองหลัก เขาก็อิมโพรไวส์การเล่นแบบสนับสนุนนั้นอยู่แทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว

 

หลังจากคำถามนี้เราก็จะพอรู้กันแล้วว่าการอิมโพรไวส์นั้นไม่จำเป็นที่ต้องออกมาในรูปแบบของการโซโล่ยาวๆ เพียงอย่างเดียว สามารถสอดแทรกลูกเล่นได้หลากหลายแล้วแต่เทคนิคและสไตล์ของแต่ละคน แต่ทีนี้มันก็ชวนให้คิดต่อไปอีกว่าถ้าการอิมโพรไวส์ที่ว่ามีบางคนแอบเตรียมไว้ก่อนเนี่ยจะถือว่าโกงไหมนะ

 

American jazz singer, Ella Fitzgerald Queen of Jazz Singer

เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ภาพถ่ายต้นฉบับโดย เท็ด วิลเลียมส์ (Ted Williams)

 

จำเป็นไหมที่การอิมโพรไวส์จะต้องคิดสดเสมอไป

ถ้าถามว่าอิมโพรไวส์เซชั่นมันคิดสดๆ เพียวๆ ตรงนั้นเสมอไปใช่รึเปล่า จริงๆ มันก็ไม่ได้เพียวเสมอไป เพราะว่ามันก็มีสิ่งที่เราเรียกว่า lick ก็คือเหมือนกับว่าเป็นทำนองสั้นๆ ที่เราอาจจะไปขโมยมาจากคนอื่น เห็นแล้วอยากจะคิดมาก่อนแล้ว หรืออาจจะเป็นลูกติดมือของเราหลายๆ ครั้งที่เราพูดว่าเราด้นสด เราอาจจะด้นสดด้วย ส่วนเล็กๆ แล้วก็อาจจะมีส่วนใหญ่ๆ บางส่วนที่มาเป็น lick เลยก็มี แบบถ้าไปฟังชาร์ลี พาร์กเกอร์  (Charlie Parker) เขาก็จะมีลูกติดมือของเขาเป็น lick พาร์กเกอร์ที่แบบติดอยู่หรือว่าฟัง บิล อีแวนส์ (Bill Evans) ก็จะมีลูกของบิล อีแวนส์ หรือฟังนักดนตรีคนไหนก็จะมีลูกติดมืออยู่ เพราะพวกนั้นเป็นสิ่งที่เขาซ้อมไว้ก่อนแล้ว หรือเขาได้จากเพลงอื่นมาจนมันติดมือแล้ว โอเคมันอาจจะเป็นการอินโพรไวส์เซชั่นแต่ก็ทำนองนั้นเขาได้ใช้มาก่อนแล้ว แต่อิมโพรไวส์ก็คือเราจะเอามาใส่ตรงไหน เอามาวางตรงไหนมากกว่า

 

ใครที่เป็นแฟนเพจแจ๊สแจ๋จะคุ้นหน้าคุ้นตากับบิล อีแวนส์ที่ทำตามองบน และแน่นอนว่ามันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่อยู่คุณโจ๊กจะนำบิล อีแวนส์มาตั้งเป็นโปรไฟล์ เขานั้นเป็นแฟนตัวยงของนักเปียโนชาวอเมริกันคนนี้อย่างเต็มขั้น โดยที่เพลงที่เขาชอบที่สุดและมีท่อนโซโล่ที่ประทับใจคือเพลง Autumn Leaves (Alternate Take) ในอัลบั้ม Portrait in Jazz (1960) นอกจากนั้นเขายังปลาบปลื้มอัลบั้ม Tales from the Hudson (1996) ของวงไมเคิล เบรคเกอร์ (Michael Brecker Quintet) ที่มีโจอี้ คาลเดราซโซ (Joey Calderazzo) และแพท เมธินี (Pat Metheny) อยู่ด้วย รวมถึงเพลง So What ของไมล์ส เดวิส (Miles Davis) ในอัลบั้ม Kind of Blue (1959) อัลบั้มระดับตำนานที่คนไม่เคยฟังแจ๊สมาก่อนพอได้มาฟังก็สามารถหลงรักได้เลยทันที หลังจากรับทราบเพลงที่มีท่อนโซโล่สุดโปรดของกูรูแล้วเราก็ไม่รอช้าที่จะให้เขาช่วยแนะนำเพลงที่สามารถไว้ฟังเผื่อเป็นทางในการฟังแจ๊สให้สนุกขึ้นด้วยเทคนิคการอิมโพรไวส์ที่แตกต่างกันไป

 

American Jazz Musician and composer, Bill Evans

บิล อีแวนส์ ภาพถ่ายต้นฉบับโดย เดวิด เรดเฟิร์น (David Redfern)

 

ช่วยแนะนำเพลงแจ๊สสำหรับใครที่อยากจะลองฟังหรือศึกษารูปแบบการอิมโพรไวส์แบบครบถ้วนกระบวนความให้ได้ไหมครับ

จริงๆ อิมโพรไวส์เซชั่นมีหลายแบบ หลายลักษณะ อาจจะเริ่มที่อัลบั้ม Kind of Blue ของไมล์ส เดวิส กับเพลง So What เลยก็ได้ ผมว่าง่ายสุดแล้ว ก็เป็นการโซโล่อิมโพรไวส์เซชั่น มันก็จะเป็นการใช้ Mode เดียว ใช้สเกลเดียว อย่าง Modal Jazz ไปหรือว่าเราจะไปฟัง Collective Improvisation ก็ได้ อย่างเพลง Dipper Mouth Blues ของโจเซฟ โอลิเวอร์ (Joe “King” Oliver) ที่จะมีทั้ง Collective Improvisation และโซโล่เดี่ยวๆ ด้วย ที่จะให้กลิ่นอารมณ์เพลงยุคเก่าๆ หน่อย แล้วก็ถ้าใครชอบแบบว่าไฟแลบ อาจจะไปฟังชาร์ลี พาร์กเกอร์ อาจจะเริ่มกับเพลงง่ายๆ ของเขาหน่อยอย่าง Confirmation เราจะได้ยินการโซโล่ในแบบชาร์ลี พาร์กเกอร์แบบที่เราจะเรียกว่า formulaic คือมีความซับซ้อนในทางทฤษฎีดนตรีเยอะๆ เหมือนกับว่าใส่สูตรแทนค่าแล้วก็ออกมาเป็นทำนอง แบบอื่นๆ น่าจะเป็น scat singing เอลลา ฟิตซ์เจอรัลด์ ก็ได้ เพลง Blue Skies เขาจะร้องทำนองมาแล้วเขาจะ scat ต่อ มันจะเป็นการอิมโพรไวส์เซชั่นของนักร้องเหมือนกับเขาอิมโพรไวส์โดยที่ไม่ต้องคิดเนื้อร้องเพียงแค่เขาใช้คำอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องมีความหมายเลย มันก็เป็นทำนองไป เหมือนเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งแต่เป็นเสียงร้อง อันนี้ก็น่าจะฟังไม่ได้ยากขนาดนั้น

 


 

The Greatest Photo of Jazz History by Bob Parent

The Greatest Photo in Jazz History ภาพถ่ายต้นฉบับโดยบ๊อบ แพเรนท์ส (Bob Parent)

 

ย้อนกลับไปตอนต้นผู้เขียนอยากจะชวนดูภาพฟีเจอร์ประกอบบทความ ภาพถ่ายที่ถูกกล่าวขานว่าสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่แห่งวงการดนตรีแจ๊สจริงๆ เหตุการณ์ในภาพคือการรวมตัวชุดเฉพาะกิจของ วง Quartet ในตำนาน ค่ำคืนของวันที่ 13 กันยายน 1953 ณ The Open Door คลับแจ๊สในเมืองนิวยอร์ก โชว์ครั้งประวัติศาสตร์ของวงการดนตรีแจ๊สที่ไม่ได้ถูกบันทึกออกมาทั้งภาพและเสียง แต่ถึงอย่างไรก็ตามเหตุผลนั้นได้เพิ่มมนต์ขลังให้กับภาพถ่ายของบ๊อบ แพเรนท์ส (Bob Parent) ช่างภาพผู้ชื่นชอบและคลุกคลีอยู่กับเหล่านักดนตรีแจ๊ส สาเหตุที่ทำให้ผลงานของบ๊อบบี้กลายเป็นพูดถึงเพราะมันเป็นค่ำคืนที่ทุกคนจะรู้ว่ามันคงจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน

ภายใต้การบรรเลงของธีโลเนียส มังค์ (Thelonious Monk) มือเปียโนแจ๊ส ผู้มีสไตล์การอิมโพรไวส์ที่สุดแสนจะเป็นเอกลักษณ์ ทรีโอของเขาตอนนั้นประกอบด้วยซึ่งประกอบไปด้วยชาลส์ มิงกัส (Charles Mingus) หนึ่งในนักดนตรีแจ๊สผู้ยิ่งใหญ่ตลอดกาล เล่นดับเบิลเบส รอย เฮนย์ส (Roy Haynes) เจ้าของฉายา Snap Crackle คุมกลองอยู่ด้านหลัง โดยในค่ำคืนนั้นมีแขกที่สุดแสนจะเซอร์ไพร์สกับการปรากฏตัวของเบิร์ด หรือ ชาร์ลี พาร์กเกอร์ อัจฉริยะของวงการ จากคำบรรยายของ รอย เฮนย์ส ตามคำบอกเล่าของหนึ่งสมาชิกในวงคราวนั้นที่ยังมีลมหายใจ “ช่วงเวลานั้นคือสิ่งที่งดงามเกินจะบรรยายได้” ที่สำคัญโชว์ครั้งนั้นไม่มีเซ็ทลิสต์ ทำให้ผู้ชมในค่ำคืนนั้นทำได้แต่คาดเดาว่าวงจะโชว์อะไร สถานการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นความสุนทรีย์อย่างหนึ่งที่เราสามารถคาดหวังได้จากการรับชมการแสดงสดของดนตรีแจ๊ส ที่คุณโจ๊กจะใช้คำว่า “ความไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป” ซึ่งจุดนั้นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้โชว์แจ๊สสักโชว์หนึ่งจะสมบูรณ์แบบด้วยการตอบโต้ระหว่างกันของสมาชิกที่เกิดขึ้นสดๆ ณ ขณะนั้น

Related Stories

The Inspirations

STYLE LESSONS FROM THE JAZZ MASTERS

  ก่อนหน้านี้ทางเราเคยได้พูดถึงอัลบั้มอมตะที่เหมาะกับผู้เริ่มต้นย่างก้าวเข้ามาฟังแจ๊สและการแนะนำบาร์แจ๊สหลากสไตล์ในกรุงเทพฯ ที่ควรใช้เวลาในยามค่ำคืนกับเครื่องดื่มรสดี แต่ครั้งนี้เราอยากจะยกระดับเรื่องแจ๊สๆ ของเราให้ลุ่มลึกมากขึ้นพร้อมไขข้อข้องใจให้สำหรับผู้ฟังที่เพิ่งจะทำความรู้จักดนตรีแจ๊สได้ไม่นาน ให้เข้าใจที่มาที่ไปของลักษณะตัวตนของแนวทางดนตรีอเมริกันคลาสสิก หากใครที่ชอบอ่านเรื่องราวของดนตรีแจ๊สจะต้องรู้จัก “แจ๊สแจ๋” Facebook Fanpage ที่ช่ำชองเรื่องประวัติศาสตร์ดนตรีแจ๊ส โดยเป้าหมายภายในปี 2020 เจ้าตัวตั้งใจทำโครงการวีดีโอเล่าเส้นทางดนตรีแจ๊ส จำนวนทั้งหมด 50 EP ออกอากาศสัปดาห์ละหนึ่งตอน เนื้อหาจะเน้นเรื่องประวัติศาสตร์เป็นหลัก สอดแทรกด้วยทฤษฎีดนตรีและเกร็ดน่ารู้ของวงการแจ๊สได้อย่างกลมกล่อม แกล้มด้วยมุขตลกที่ช่วยเติมความสนุกให้สาระของวีดีโอ สามารถติดตามได้ผ่านทั้งช่องทาง Facebook และ YouTube หัวข้อเรื่องที่เราจะมาพูดคุยกันก็คงจะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก ‘การอิมโพรไวส์’ (Improvisation) รากฐานที่จะบ่งบอกถึงลักษณะทางดนตรีแจ๊สได้ชัดเจนที่สุด อันส่งผลให้ดนตรีชนิดนี้มีความแตกต่างและเฉพาะตัวอย่างทุกวันนี้ และแน่นอนครั้งนี้เราไม่ได้มาคนเดียว เพราะเราได้ทาบทามกูรูตัวจริงเรื่องดนตรีแจ๊ส อย่างคุณโจ๊ก โสภณ สุวรรณกิจ ผู้ก่อตั้งเพจ แจ๊สแจ๋ มาคุยกันในหัวข้อที่อาจจะหนักหัว แต่รับรองจะทำให้คุณฟังแจ๊สได้อย่างสนุกแน่นอน   The Birth of Jazz   ทำไมการอิมโพรไวส์ จึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมันมีมาตั้งแต่เริ่ม ตอนศตวรรษที่ 17-19 ที่มีการขนชาวแอฟริกันตะวันตก ขึ้นเรือและนำมาเป็นแรงงานทาสในอเมริกา แล้วที่นี้ดนตรีแจ๊สก็เกิดขึ้น จากการผสมผสานกันระหว่างดนตรีท้องถิ่นจากฝั่งแอฟริกาตะวันตกและดนตรีคลาสสิกจากชาวยุโรปอพยพมาอยู่แผ่นดินอเมริกา เรื่องทฤษฎีดนตรี เครื่องดนตรีทั้งหลาย […]

Read

The Sounds

SEVEN JAZZ ALBUMS FOR BEGINNERS

7 อัลบั้มอมตะที่จะเป็นใบเบิกทาง สู่การเริ่มต้นฟังดนตรีแจ๊ส

Read

Out of Office

EXPLORING THE BEST JAZZ BARS IN BANGKOK

5 แจ๊สบาร์หลากสไตล์ในกรุงเทพฯ ที่จะเติมสีสันให้กับค่ำคืนอันเงียบเหงา

Read

0Shares
preloader