The Sounds

เล่าความหวานผ่านเพลงรักของ John Denver ฉบับ “ดีเจ เด่น เดนเวอร์”

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพถ่ายโดย Paphaon Amatyakul, Photographer, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

The Sounds

เล่าความหวานผ่านเพลงรักของ John Denver ฉบับ “ดีเจ เด่น เดนเวอร์”

13 February 2020

พิชิตภารกิจค้นหาดีเจเสียงนุ่มที่ถูกใจรุ่นพ่อและรุ่นลูก

ก่อนจะเริ่มต้นบทความนี้ผมขอย้อนกลับไปสักประมาณ 4 ปีที่แล้วขณะกำลังขับรถอยู่บนมอเตอร์เวย์หลังจากใช้วันพักผ่อนที่แสมสาร มือขวาจับพวงมาลัย มือซ้ายเอื้อมมาหมุนหาคลื่นช่องที่ถูกใจ จนมาเจอกับ FM 104.5 (ปัจจุบันคุณเด่นประจำอยู่ที่ FM 93.5) ที่มีเสียงผู้ชายวัยกลางคนกำลังขับกล่อมระหว่างจัดรายการที่ฟังแล้วนุ่มลื่นหู นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้จัก “เด่น เดนเวอร์” หรือชื่อจริงเขาคือ ธนฤทธิ์ พันธุเมธา ชายผู้อยู่หน้าไมโครโฟนที่มอบความสุขให้กับคุณผู้ฟังด้วยบทเพลงสากลเก่าๆ คันทรีสบายๆ มาตลอด 30 กว่าปี

เราเริ่มต้นคุยกับคุณเด่นด้วยการถามถึงที่มาที่ไปความหลงใหลในตัวตนและผลงานของ John Denver สำหรับเขาเองแล้ว จอห์น เดนเวอร์คือบุคคลที่เป็นเหมือนครูสอนเล่นกีตาร์ในวัยเด็ก  สอนภาษาอังกฤษจากคำศัพท์ในเนื้อเพลง และดนตรีของเขายังทำให้คุณเด่นได้รู้จักกับมวลมิตรมากมาย รวมถึงการได้เป็นตัวของตัวเองในทุกวันนี้และได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก

 

เล่าความหวานผ่านเพลงรักของ John Denver ฉบับ “ดีเจ เด่น เดนเวอร์”

 

คุณเด่นจัดรายการมาตั้งแต่ขณะเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นคนหาดใหญ่มาตั้งแต่กำเนิด สมัยเด็กๆ ชอบเล่นกีตาร์ ซึ่งตอนนั้นเพลงไทยส่วนใหญ่จะเป็นเพลงลูกทุ่งและสุนทราภรณ์ เพลงสากลจึงเข้ามามีอิทธิพลการหัดเล่นกีตาร์ของเขาอย่างมาก ในช่วงนั้นนอกจากจะมีจอห์น เดนเวอร์ ที่โดดเด่นขึ้นมาแล้วยังมี Jim Croce และ Lobo ที่ถือเป็นศิลปินสายโฟลค์ชื่อดังให้คนหนุ่มสาวในยุคนั้นหัดเล่นกีตาร์โปร่งรวมถึงพ่อของผู้เขียนเอง นับเป็นช่วงแรกที่คุณเด่นได้รู้จักกับจอห์น เดนเวอร์ก่อนที่จะเริ่มซึบซับมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

 

“ถ้าเป็นเพลงรุ่นยุค ’70s ’80s เหมือนเราโตมากับมัน มีมุมให้พูดถึงเยอะโดยส่วนตัวเราชอบอยู่แล้ว มันเป็นยุคของเรา”

 

ธนฤทธิ์ พันธุเมธา

 

เจ้าของบทเพลง Take me home, Country Road ที่เชื่อว่าทุกคนจะต้องเคยได้ยินตามงานสังสรรค์ พบปะเพื่อนฝูง หรือถ้าใครที่รุ่นราวคราวเดียวกับผู้เขียนที่มีพ่อเป็นสายคันทรีชอบร้องคาราโอเกะ เพลงนี้จะต้องอยู่ในลิสต์แน่ๆ เพลง Leaving on a Jet Plane อีกหนึ่งบทเพลงดังที่มีอิทธิพลให้เขาต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุล Denver ต่อท้ายที่เราเรียกติดปากกันทุกวันนี้ว่า ‘John Denver’ เพราะก่อนหน้านี้เขาคือ Henry John Deutschendorf Jr. ส่วนสาเหตุที่เปลี่ยนคือเรื่องการสร้างตัวตนให้ผู้คนจดจำเขาได้ง่ายขึ้น ว่านี่คือชายหนุ่มที่มาจากรัฐโคโลราโด ที่ใช้ทิวทัศน์ของเทือกเขาร็อกกีเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนเพลง

เช่นเดียวกับเหตุผลของคุณเด่นที่ทำให้เขาเริ่มใช้นาม ‘เด่น เดนเวอร์’ มากว่า 10 ปีแล้ว เพราะเป็นชื่อที่คนสามารถเรียกติดปากได้ยินติดหู ส่วนหนึ่งคุณเด่นก็ยอมรับว่าการเป็นเด็กต่างจังหวัดมันก็มีส่วนในการทำให้เขาอินและซึมซับดนตรีคันทรี ที่จะเห็นได้จากสองเพลงดังของจอห์น เดนเวอร์อย่าง Rocky High Mountains และ Thank God I’m a Country Boy ที่เล่าเรื่องของธรรมชาติและวิถีชีวิตชนบท

 

Placido Domingo and John Denver

(ซ้าย) อัลบั้ม Placido Domingo with John Denver ที่มีเพลงดังอย่าง Perhaps Love 
 (ขวา) Peace ลายเซ็นต์ของ John Denver เมื่อตอนมาร่วมงานกิจกรรมเพื่อสังคมที่ประเทศไทย

 

คุณเด่นเคยเจอ John Denver ตัวจริงไหม? ถึงแม้เขาจะไม่ได้มีโอกาสจับไม้จับมือหรือทักทายในระยะที่สัมผัสถึงกันได้ แต่หนึ่งเหตุการณ์ที่ประทับใจมิรู้ลืม คือคอนเสิร์ตของจอห์น เดนเวอร์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เขาจำได้แม่นว่าครั้งนั้นนั่งแถวที่สามและโมเมนต์ที่ชอบที่สุดคือตอนทุกคนร่วมกันร้องเพลง Back Home Again ด้วยกัน

“คือตอนที่ร้อง Back Home Again และเขาให้คนดูร้อง คนดูก็จะร้องแบบนุ่มๆ ร้องกันทั้งฮอลล์ คือไม่ได้ว่าร้องแบบแหกปากนะ ร้องแบบเบาๆ มันเป็นบรรยากาศที่แบบเฮ้ย เอออันนี้ดี”

และสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขามีแฟนเพลงไทยติดตามมากมาย เหตุก็เพราะเพลงของจอห์น เดนเวอร์ชวนให้คิดถึงบ้านเหลือเกิน สื่อสารง่าย ชัดเจน ตรงไปตรงมา อยากกลับบ้านก็บอกว่าอยากกลับบ้าน  ซึ่งคุณเด่นก็พยักหน้าตอบรับความคิดที่เราพูดออกไป

“ใช่ อย่างสมมติช่วงวันหยุดสงกรานต์ พอเปิดทำงานกลับมา คนก็จะขอ Back Home Again แบบกลับมาแล้วอะไรประมาณนี้”

 

เด่น เดนเวอร์

 

สำหรับคุณเด่นแล้วทุกวินาทีที่เขาได้มีโอกาสเปิดเพลงของจอห์น เดนเวอร์ในห้องส่ง เพลงเหล่านั้นไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงเพลงคันทรีสุดฮิตของยุคนั้นอย่างที่เรารู้กัน แต่มันยังทำหน้าที่เป็นพาหนะพาเขากลับไปอยู่ในช่วงเวลาในอดีตที่มีความสุขอีกด้วย อย่างเช่นประสบการณ์ในวัยเด็กที่เขาบอกกับเราว่าครั้งนี้แหละที่ทำให้เขารู้สึกกับเพลงของจอห์น เดนเวอร์มากที่สุด

“ครั้งหนึ่งเคยเล่นเพลง My Sweet Lady ตอนนั้นน่าจะเรียนชั้นมศ.อะไรสักอย่าง แล้วพี่ไปเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติมตอนเย็นที่ Seventh Day Adventist เป็นโรงเรียนพวกฝรั่งที่เขามาสอนภาษา ก็มีวันหนึ่งมันมีกีตาร์พอดีมั้ง เราก็ร้องเพลง My Sweet Lady แล้วปรากฏว่าครูฝรั่งผู้หญิงที่เขามานั่งฟัง เขาร้องไห้ คือแบบเราก็อินมากอะ ว่าเฮ้ยเพลง My Sweet Lady ทำให้คนร้องไห้ได้จริงๆ เหรอ มันก็เหมือนแบบยิ่งชอบ ยิ่งมีความรู้สึกว่าเพลงของจอห์น เดนเวอร์มันสื่อกับคนได้ตรง”

 

FM 93.5

 

นอกจากเพลงของจอห์น เดนเวอร์จะสื่อสารและทำงานกับผู้ฟังได้อย่างตรงไปตรงมาแล้ว ครั้งหนึ่งคุณเด่นเคยใช้เพลงดังอย่าง Take me home, Country Road และ Leaving on a Jet Plane สร้างชื่อให้ตัวเองเป็นที่รู้จัก ที่รักของเพื่อนๆ สมัยไปแลกเปลี่ยนโครงการ AFS ที่ชิคาโก ซึ่งเขาบอกว่ามันเหมือนกับประวัติของจอห์น เดนเวอร์มากที่สมัยเด็กเขาต้องย้ายโรงเรียนบ่อยเพราะพ่อเขาเป็นนักบินกองทัพอากาศ ทำให้ต้องย้ายที่อยู่บ่อย บางทีกำลังจะมีเพื่อนที่เข้ากันได้แล้วก็จำใจต้องจากกันอีก เขาก็เลยใช้การร้องเพลงกับการเล่นกีตาร์ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ เรื่องราวที่คล้ายกันนี้ทำให้คุณเด่นรู้สึกผูกพันกับตัวจอห์น เดนเวอร์มากขึ้น

“ตอนเราไป AFS ที่ชิคาโกไปอยู่ชานเมืองแล้วก็โรงเรียนไม่มีเด็กเอเชียเลยนะ แล้วพอเราเข้าไป เหมือนช่วงนั้นเขาเรียก Boat People เพราะคนเวียดนามอพยพเยอะ เขาก็จะมองว่าเราเป็นเวียดนามบ้าง แล้วเหมือนไปแรกๆ ก็ไม่มีเพื่อน แต่พอเราหยิบกีตาร์มาร้องเพลงนะ เขาก็นึกว่าเราจะร้องเพลงของประเทศไทย พอเราร้อง Take me home, Country Road กับ Leaving on a Jet Plane เขาก็เฮ้ย คือคนงงมาก ทำไมไอ้เด็กคนนี้ร้องเพลงอะไรแบบนี้ได้ ทำให้เหมือนเขาเปิดใจยอมรับเรามากขึ้น ได้เพื่อนมากขึ้น”

 

FM 93.5

 

ถ้าให้คุณเด่นเลือกประโยคที่ชอบที่สุดในเนื้อเพลงของจอห์น เดนเวอร์ คือเพลงไหนครับ? คุณเด่นใช้เวลาคิดสักครู่ก็จะบอกว่ายากเหมือนกันนะ และอาจจะต้องแบ่งเป็นช่วงอายุ ถ้าในตอนเด็กๆ สำหรับเขาคือเพลง Calypso

“Calypso เพลงที่เป็นชื่อเรื่องของ Captain Jacques Cousteau เขาเป็นนักสำรวจธรรมชาติ แล้วเขาก็เชิญจอห์น เดนเวอร์ไป เพราะจะถ่ายสารคดีเรื่องหนึ่งและจะให้เขาแต่งเพลงให้ แล้วจอห์น เดนเวอร์ก็แต่งเพลง Calypso แล้วมีประโยคหนึ่งที่พี่ชอบมากเลยนะคือ To live on the Land we must learn from the sea เออคิดได้ยังไง แบบมันง่ายๆ แต่มันใช่อะ แล้วเราก็ประทับใจมาก ชอบประโยคนี้มาก”

 

ธนฤทธิ์ พันธุเมธา

“พวกเราทุกคน คือไม่ว่าจะผิวสีอะไรก็ตาม ความเชื่อทางศาสนา ความเชื่อทางการเมืองเป็นยังไง แต่เราทุกคนอยู่ภายใต้พระจันทร์และดาวดวงเดียวกัน”

 

คุณเด่นบอกกับเราว่าถ้าเขามีโอกาสสักครั้ง ที่เขาต้องพูดถึงจอห์น เดนเวอร์ เขาจะเลือกพูดถึงเรื่องนี้ มีครั้งหนึ่งกับเพลง Shanghai Breezes ที่จอห์น เดนเวอร์แต่งด้วยความคิดถึง Annie Martell ภรรยาคนแรก ตอนนั้นจอห์น เดนเวอร์ต้องเดินทางไปที่เซี่ยงไฮ้ ใจความประมาณว่าพระจันทร์ทั้งที่เซี่ยงไฮ้และเอสเพนในโคโรลาโดของพวกเขาทั้งคู่เป็นดวงเดียวกัน ซึ่งจอห์น เดนเวอร์ได้มีโอกาสขยายใจความของเพลงให้ครอบคลุมมากกว่าเดิมที่เป็นเรื่องความรัก ยังมีเรื่องของการมองโลกที่คุณเด่นได้บอกกับเราว่าแง่คิดเหล่านี้คือแก่นสำคัญอย่างหนึ่งที่เขาได้เรียนรู้จากจอห์น เดนเวอร์

“ในคอนเสิร์ต The Harbor Lights เขาก็จะพูดเหมือนกับว่า พวกเราทุกคน คือไม่ว่าจะผิวสีอะไรก็ตาม ความเชื่อทางศาสนา ความเชื่อทางการเมืองเป็นยังไง แต่เราทุกคนอยู่ภายใต้พระจันทร์และดาวดวงเดียวกัน คือเขาจะมีมุมคิดที่แบบนุ่มนวล แทนที่จะพูดแบบในแง่ลบเขาก็จะเลือกพูดในแง่บวก ซึ่งฟังแล้วมันซอฟท์กว่า โดยการเปรียบเทียบอะไรแบบนี้”

 

FM 93.5

 

ด้วยโอกาสที่จะใกล้ถึงวันวาเลนไทน์เราจึงขอให้คุณเด่นคัดสรร 3 เพลงรักจากคลังเพลงมาให้คุณผู้ฟังได้ทำความรู้จักกับจอห์น เดนเวอร์อย่างใกล้ชิดมากขึ้น และให้เพลงทำหน้าที่ขับกล่อมสร้างความเพลิดเพลินใจให้กับคุณผู้อ่านและผู้ฟังไม่ว่าจะอยู่ทางบ้านหรือกำลังขับรถ ให้ได้ทบทวบความทรงจำเรื่องความรักที่ผ่านมาและที่กำลังดำเนินอยู่ โดยเนื้อเพลงแต่ละเพลงจะสามารถบ่งบอกถึงความเป็นตัวตนของจอห์น เดนเวอร์ได้ดีจริงๆ

 

Annie’s Song

“You fill up my senses like a night in a forest”

 

Annie’s Song บทเพลงที่นำชื่อ Annie Martell มาตั้ง เพลงนี้อยู่ในอัลบั้ม Back Home Again (1974) ที่มีเพลงดังสุดๆ ชื่อเดียวกับอัลบั้มอย่าง Back Home Again คุณเด่นเริ่มลงลึกถึงที่มาของก้อนอารมณ์ของจอห์น เดนเวอร์ที่เขาปั้นตกแต่งมันจนกลายเป็นเพลงนี้ คุณเด่นบอกว่าแม้ว่าคู่นี้เขาจะมีการระหองระแหงกันบ่อยครั้ง แต่ตอนที่รักกันดีก็หวานซึ้งสุดใจ โดยเพลงนี้ใช้เวลาแต่งเพียง 10 นาที ตอนนั้นอยู่ในช่วงที่เพิ่งดีกัน จอห์น เดนเวอร์แต่งขณะไปเล่นสกี

“ตอนนั่งกระเช้าขึ้นไป เขาก็คิดถึงแอนนี่ คือเหมือนเธอเติมเต็ม เติมเต็มความรู้สึกฉันอะ You fill up my senses แล้วภาพที่เขาเห็นท้องฟ้าภูเขาอะไรต่างๆ เขาก็นำมาเปรียบเทียบว่า You fill up my senses”

และถึงแม้ภายหลังเขาทั้งคู่จะแยกทางกันไป แต่เพลง Annie’s Song  ยังถูกหยิบขึ้นมาร้องอยู่บ่อยๆ ในงานคอนเสิร์ตของจอห์น เดนเวอร์ แม้จะมีแฟนเพลงหรือใครมากมายถามเขาถึงความรู้สึก แต่คุณเด่นก็ได้บอกกับเราว่า “คือถึงเลิกกัน แต่ก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เพราะฉะนั้นเขาไม่มีปัญหาที่จะร้องเพลงนี้”

 

Annie's Song in John Denver ‎– Back Home Again

 

วิธีการพรรณนาในเนื้อเพลงของจอห์น เดนเวอร์คือเสน่ห์ความเป็นตัวตนของเขาจริงๆ ความรู้สึกที่มีต่อเพลงหรืออารมณ์ของตัวเองที่ทำงานกับเพลง มันเป็นเรื่องของเวลาที่มีการเติบโตตามช่วงอายุที่ผ่านไปเรื่อยๆ คุณเด่นเป็นอีกคนหนึ่งที่พิสูจน์สมมติฐานนี้ให้กับเรา เขาบอกกับเราว่าเนื้อเพลงบางประโยคที่เคยได้ฟังตอนเด็ก เวลานั้นฟังยังไงก็ไม่เข้าใจว่าต้องการสื่อถึงอะไร มันมีความหมายให้คิดต่อยังไง

“เมื่อเธอเติมเต็มความรู้สึกฉัน You fill up my senses like a night in a forest ซึ่งสมัยตอนที่เด็กๆ เราฟัง เราไม่ค่อยเข้าใจ คือยังไง อิ่มเอมในหัวใจแล้วมันเกี่ยวอะไรกับ A night in a forest แต่พอเราโตขึ้น เราได้ไปเที่ยว เวลาที่อยู่ในป่านิ่งๆ เงียบๆ กลางคืนมันแบบเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ คือเขาจะเอาความรู้สึกดีๆ จากธรรมชาติเสิร์ฟเข้ามา เช่น Like the mountain in  spring time เหมือนเราไปเห็นภูเขาที่สวยงามในช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือ Storm in the desert พายุในทะเลทรายคือเราไม่เข้าใจว่าทำไม แต่พออายุมาก เราผ่านอะไรมากขึ้นก็จะรู้ ก็จะอินมากขึ้น”

 

FM 93.5

 

คุณเด่นได้เผยความในใจว่าตัวเขาเคยอยากจะจัดคอนเสิร์ต Tribute ในปี 2017 เพราะครบรอบ 20 ปี ที่จอห์น เดนเวอร์ได้จากเราไป สิ่งที่คุณเด่นจับและสัมผัสได้ถึงในหัวใจของเพลง Annie’s Song ได้จริงๆ คือเรื่องของการเติมเต็มความสุข เขาเปรียบว่าตอนที่จอห์น เดนเวอร์แต่งและร้องเพลงนี้เพราะแอนนี่เป็นผู้มาเติมแต่งความสุขให้แก่เขา แต่ทุกวันนี้พอเรา(คนฟัง)ได้ยินหรือได้ร้องเพลงนี้ มันก็ทำงานเหมือนกับที่มันทำกับจอห์น เดนเวอร์ คือเพลงมันเติมเต็มให้พวกเรามีความสุข

“พี่เลยคิดว่าเพลงแรกที่จะเริ่มคอนเสิร์ตคือจะเอาศิลปินทุกคนมาร้องเพลง Annie’s Song ตอนเปิดคอนเสิร์ต มันเหมือนคำว่า Youในเพลงนี้คือจอห์น เดนเวอร์อะ เฮ้ยเพลงของ You มันเติมเต็มชีวิตเรา You fill up my senses จอห์น เดนเวอร์ คือ You ที่ทำให้พวกเราซึ่งเป็นคนฟังมีความสุข”

 

For You

“Just to live in your laughter
Just to sing in your heart”

 

เพลงรักลำดับต่อมาก็ยังคงมีเนื้อหาไม่พ้นเรื่องภรรยาของเขา แต่เป็นภรรยาคนที่สอง เธอผู้นี้คือผู้หญิงที่จอห์น เดนเวอร์นั้นสะดุดตาตั้งแรกพบ เธอชื่อ Cassandra Delaney เป็นนักร้องชาวออสเตรเลีย พวกเขาทั้งสองเจอกันที่โรงแรม Sebel Town House ในซิดนีย์ ปี 1986 ทั้งสองครองรักกันและมีลูกด้วยกันหนึ่งคน แต่สุดท้ายก็ได้หย่ากันไป บทเพลง For You เป็นผลงานที่อยู่ในชุด Higher Ground (1988) คุณเด่นบอกกับเราว่าเพลงนี้เป็นข้อค้นพบที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าจอห์น เดนเวอร์นั้นมีความสามารถในการเล่นเปียโนได้อย่างเยี่ยมยอด โดยเฉพาะฉบับการแสดงบนเวทีคอนเสิร์ต Wildlife (1995) ที่ได้จารึกไว้ในใจของคุณเด่นตลอดกาล

นอกจากนั้นเพลงนี้ยังทำให้เราสัมผัสกลิ่นของดนตรีคลาสสิกจากจอห์น เดนเวอร์อีกด้วย ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คุณเด่นกล่าวกับเราต่อว่าภายหลังมีอัลบั้ม Great Voices Sing John Denver (2013) คือการรวมศิลปินนักร้องสายโอเปร่ามาขับร้องบทเพลงของของจอห์น เดนเวอร์ในแนวทางของพวกเขา ซึ่งแน่นอนว่า For You คือหนึ่งในรายชื่อเพลงของอัลบั้มดังกล่าว

 

For You in John Denver  ‎– Higher Ground

 

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงเพลงของจอห์น เดนเวอร์ได้ เพราะว่าเขาใช้คำและภาษาที่ง่าย ไม่ซับซ้อน แต่สละสลวยด้วยการพรรณนาและเปรียบเปรย คุณเด่นยังบอกกับเราว่าเพลงของจอห์น เดนเวอร์นั้นสามารถร้องคลอไปได้ทุกเพลง ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าเขาอยู่กับมันมาทั้งชีวิตแล้ว

“เขาจะใช้คำง่ายๆ อย่าง Just to look in your eyes again, just to lay in your arms. Just to be the first one always there for you พี่จะชอบประโยคที่ว่า Just to sing in your heart แบบคิดได้ยังไง มันอธิบายไม่ถูกแต่รู้ว่าเหมือนอยากจะมีส่วนในชีวิตของเธอ คือแทนที่เขาจะพูดว่าในยามที่เธอมีสุข ฉันก็สุขด้วย ยามเธอมีทุกข์ ฉันก็ทุกข์ด้วย เขาก็จะพูดเป็น Just to live in your laughter แบบนี้”

 

Perhaps Love

“If I should live forever and all my dreams come true
my memory of love will be of you”

 

“ไม่น่าเชื่อว่าเพลงดีขนาดนี้ถูกต้นสังกัดปฏิเสธ” คุณเด่นรำพันถึงเพลง Perhaps Love ที่ควรจะเป็นผลงานสร้างชื่อให้กับจอห์น เดนเวอร์มากกว่านี้ อย่างที่เราทราบกันดีว่าจอห์น เดนเวอร์มักล้มเหลวเรื่องความรัก และเส้นทางของเขาก็ได้พามาโคจรเจอกับแอนนี่ ภรรยาคนแรกอีกรอบหนึ่ง ชีวิตคู่ของเขาทั้งสองก็ยังคงระหองระแหงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน คุณเด่นได้บอกกับเราว่าเพลงนี้เกิดขึ้นระหว่างที่จอห์น เดนเวอร์กำลังขับรถอยู่ในช่วงเวลาที่เขาทั้งคู่รักกันดี  “เขากำลังขับรถแล้วอยู่ดีๆ เขาก็นึกถึงเรื่องราวของความรักว่าเขาอยากจะมองย้อนทบทวนเรื่องความรักในชีวิต แล้วพยายามจะอธิบายว่าความรักคืออะไร แล้วเขาก็บอกว่ามันก็โฟลว์ได้ออกมาเลยทั้งเนื้อทั้งทำนอง”

 

Perhaps Love in John Denver ‎– Greatest Hits (Volume 3)

 

เรื่องราวของเพลง Perhaps Love เกิดขึ้นได้จากน้ำมือของ Milt Okun โปรดิวส์เซอร์คู่บุญของจอห์น เดนเวอร์เอง ซึ่งอัลบั้มที่เขาทำคู่กันแล้วดังที่สุดก็คือ Poems, Prayers & Promises (1971) ที่มีเพลงฮิตอย่าง Take Me Home, Country Road และ Sunshine My Shoulder หลังจากที่มิลต์ โอคุน ถูกไล่ออกก่อนทำอัลบั้มที่ 15 Some Day are Diamonds (1981) ทำให้เขาต้องระเห็จไปอยู่อีกฝากทิศหนึ่งกับวงการดนตรีโอเปร่า ทำหน้าที่โปรดิวส์ให้กับยอดนักร้องชาวสเปนอย่าง Placido Domingo โดยตอนนั้นตัวพลาซิโดเองก็มีความพยายามที่จะขยายฐานผู้ฟัง โดยต้องการจะร้องเพลงในแนวทาง Easy listening โอกาสนี้เองที่มิลต์ โอคุนได้เชื้อเชิญเพื่อนเก่าอย่างจอห์น เดนเวอร์ มาร่วมงานด้วย ที่เริ่มต้นด้วยเพลง Annie’s Song โดยจอห์น เดนเวอร์รับบทบาทเล่นกีตาร์ให้ ต่อมามิลต์ โอคุนจึงได้ขอให้พลาซิโดร้องเพลง Perhaps Love ในเวอร์ชั่นดูเอตร่วมกับจอห์น เดนเวอร์ แต่ก็เกือบจะไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกัน

“พลาซิโด เขาโอเคนะ แต่ว่าคนอื่นค้านหมดเพราะว่าเขาบอกว่าเพลงรักแล้วผู้ชายมาร้องคู่กัน มันตลก ยิ่งยุคนู้น มันจะดูแปลกๆ รึเปล่า มันไม่มีหรอก มันต้องร้องคู่ผู้หญิง แต่ มิลต์ โอคุน ก็มีความรู้สึกเหมือนเสียงจอห์น เดนเวอร์กับเสียงพลาซิโดมันไปกันได้ ก็เลยยืนยันที่จะทำแล้วพอทำเสร็จ ปรากฏว่ามีสถานีวิทยุบางสถานีเอาไปเปิด แล้วเสียงตอบรับดีมากเพราะว่าเสียงพลาซิโดพอมาร้องเพลงพอปก็ดีจริง เพลงนี้ก็เลยดัง”

เพลงดังกล่าวได้กลายเป็นประตูมิติเปิดทางให้นักร้องโอเปร่าเดินเข้ามาร้องเพลงพอปอย่างต่อเนื่อง คุณเด่นเสริมต่อว่า Perhaps Love ถูกนำไปร้องอีกครั้งในอัลบั้ม Great voices sing John Denver (2013) เช่นเดียวกับเพลง For You ก่อนหน้านี้ ซึ่งลูกชายของพลาซิโดเป็นผู้มาร้องในช่วงของจอห์น เดนเวอร์

 

เด่น เดนเวอร์

 

เนื้อเพลง Perhaps Love จะบรรยายถึงความรักในนิยามต่างๆ จริงอยู่เราอาจจะเห็นและฟังเพลงที่บอกเล่าถึงความหมายของความรักมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้เพลงนี้แตกต่าง เพราะมันคือทรรศนะของจอห์น เดนเวอร์ที่มองว่าความรักคืออะไร

“มันเป็นการอธิบายว่าความรักอาจจะเหมือนเป็น A resting place, a shelter from the storm หรือเขาพยายามจะอธิบายว่า Love is like a cloud to some as strong as steel คือ บางคนก็คิดว่าความรักคือมวลเมฆที่สวยงามแต่บางคนคิดว่าความรักคือสิ่งที่เข้มแข็ง คือเขาจะอธิบายเรื่องของความรักในแต่ละมุมออกมา”

และภายหลังที่จอห์น เดนเวอร์เสียชีวิตในปี 1997 แอนนี่บุคคลที่จอห์น เดนเวอร์ใช้เรื่องราวของเขาและเธอมาเรียบเรียงและบรรยาย เธอได้ยอมรับว่าเธอชอบมันมากกว่าเพลงที่มีชื่อของเธอขึ้นอย่าง Annie’s Song เสียอีก อาจเป็นเพราะเวลาที่ดำเนินผ่านไปเขาทั้งคู่ต่างเห็นอะไรมามากมายที่เป็นส่วนผสมปรุงแต่งเรื่องราวของพวกเขาทั้งสองคน “คือสุดท้ายเรื่องราวของความรักก็คือตัวเธอเท่านั้น คือบรรยายไปเยอะแยะมากมายแต่สรุปสุดท้ายก็คือเธอ”

Related Stories

The Big Kitchen

Private: HONEY & COCKTAILS ส่วนผสมที่จะทำให้วาเลนไทน์ของคุณ ‘หวาน’ กว่าเดิม

สูตรค็อกเทลผสมน้ำผึ้งแบบง่ายๆ สำหรับเดทไนท์คืนพิเศษกับคนสำคัญ

Read

The Read

ICONIC COUPLES: 5 คู่รักในอดีตที่โลกไม่เคยลืม

เรื่องราวและความหอมหวานในวันวานที่แสนตราตรึง

Read

Extra Supplies

TRY GIFT EXPERIENCES THIS VALENTINE’S DAY

วันวาเลนไทน์ปีนี้ ให้ประสบการณ์เป็นของขวัญแทนความรัก ที่คนข้างกายของคุณจะไม่มีวันลืม

Read

0Shares
preloader