Silver Screens

STUDIO GHIBI: 4 อนิเมชั่นที่พิสูจน์ว่าสตูดิโอจิบลิเป็นผู้มาก่อนกาล

บทความโดย Kasidet Maleehom, Features Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W. MINISTRY

Silver Screens

STUDIO GHIBI: 4 อนิเมชั่นที่พิสูจน์ว่าสตูดิโอจิบลิเป็นผู้มาก่อนกาล

26 February 2020

ความในใจของฮายาโอะ มิยาซากิ เสียงคำรามแห่งพงไพรจากยุค ‘80s - '90s ที่บอกว่าประเด็นเหล่านี้ไม่เคยเก่าเลย

 

*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาภาพยนตร์

หลายคนคงทราบแล้วว่าภาพยนตร์อนิเมชั่นของสตูดิโอจิบลิได้ถูกทยอยปล่อยลงบน Netflix ให้แฟนๆ ได้ย้อนวัยเสพความสนุกกับลายเส้นที่พวกเขาได้โตมา แต่โอกาสนี้เราคงไม่ได้มาแนะนำว่าเรื่องไหนน่าดูหรือจัดอันดับให้คะแนนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะถ้าถามเราที่เป็นแฟนบอยของสตูดิโอจิบลิอยู่แล้ว ก็คงบอกว่าควรดูทุกเรื่อง พูดถึงค่ายผลิตอนิเมชั่นเจ้านี้ จะไม่พูดถึงฮายาโอะ มิยาซากิก็คงไม่ได้ หนึ่งในผู้ก่อตั้งสตูดิโอจิบลิ ที่ความคิดและตัวตนของเขานั้นได้แทรกซึมเข้าไปในอนิเมชั่นหลายเรื่อง และประเด็นสำคัญที่เราจะพูดถึงในครั้งนี้คือเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ว่าด้วยเจตนารมณ์ของตัวเขา “มนุษย์กับธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน” สิ่งนี้เองที่ทำให้บางทีเราอาจคิดว่า มิยาซากิอาจจะเคยพูดว่า How Dare You มาก่อนเกรต้า ทุนเบิร์กแล้วก็ได้

 

Nausicaä of the Valley of the Wind

©Nausicaä of the Valley of the Wind

 

หากใครเคยศึกษาเรื่องอิคิไกก็จะพอรู้ว่ามิยาซากินั้นเป็นคนใช้หลักอิคิไก (ปรัชญาของญี่ปุ่นที่ให้ค่าเรื่องความหมายของการมีชีวิตอยู่) ในการทำงาน ความพากเพียรอันยิ่งใหญ่ในการตั้งใจสื่อหลากหลายประเด็นที่หนักหน่วงเขาของนั้นออกมาได้อย่างสร้างสรรค์และจรรโลงโลกใบนี้ อย่างที่เรารู้กันว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมคือประเด็นที่เขานั้นไม่เคยลดละความพยายามที่จะทำให้สังคมตระหนักรู้และเข้าใจสารที่เขาต้องการจะสื่อปัญหาที่เป็นอยู่ และที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ระหว่างธรรมชาติกับมนุษย์ ภาพยนตร์ของมิยาซากิมีบทบาทในการเป็นสื่อกลางกับมนุษย์ที่ทำให้ได้ประจักษ์และพูดถึงเรื่องธรรมชาติในแง่มุมที่ลุ่มลึก ซึ่งเรื่องพวกนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับตัวเขาในฐานะผู้กำกับ คุณค่าที่ถูกบรรจุไว้ในหนังแต่ละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินทรัพย์ทางธรรมชาติที่อำนวยให้โลกใบนี้ได้เติบโตหรือคุณค่าของสิ่งแวดล้อมที่เราควรตระหนัก ทั้งหมดคือสิ่งที่เขาตั้งใจให้เป็นข้อความเตือนใจเราให้ได้ฉุดคิดทุกขณะระหว่างรับชมอนิเมชั่นอย่างเพลิดเพลิน

 

Princess Mononoke

©Princess Mononoke

 

สาระสำคัญในสิ่งที่เขาตั้งใจสอดแทรกมานั้นได้มีอิทธิพลต่อคนดูเป็นจำนวนมาก เรื่องเล่าของเขาได้มีส่วนในการสร้างชุดความคิดหรือทัศนคติของคนให้มองเห็นปัญหาสิ่งแวดล้อม เหตุการณ์ต่างๆ ในอดีตที่เราสามารถเรียนรู้แก้ไขมันและทำเรื่องที่ดีกว่าให้เกิดขึ้นได้ในอนาคต อย่างเรื่อง Princess Mononoke (1997) และ Nausicaä of the Valley of the Wind (1984) สองเรื่องที่สอนให้เราเข้าใจสมดุลของการอยู่ร่วมกันคืออะไร เรื่องความเชื่อในวัฒนธรรมเฉพาะตัวที่เขานำมาตีความได้อย่างเป็นสากลเข้าใจง่าย อย่างเรื่อง My Neighbor Totoro (1988) ที่พูดถึงนิยามของคำว่า Satoyama กับความเป็นป่าชนบท สุดท้ายกับเรื่อง Laputa: Castle in the Sky (1986) ที่สะท้อนความฝันของมนุษยชาติอย่างการพัฒนาเข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูงสุดแต่ก็ยังประนีประนอมกับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน มิยาซากิผสมทักษะการเล่าเรื่องและการวาดรูปของเขาได้เป็นหนึ่งเดียวกัน กลายเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ต่อการสร้างความตระหนักต่อผู้รับชม แฟนๆ ภาพยนตร์ของเขาทั้งหลาย ผลงานที่ชัดเจนเปี่ยมไปด้วยคุณค่าเหล่านี้แหละ ที่ทำให้หนังของเขาหลายๆ เรื่องในธีมรักษ์โลก มีพลังแกร่งกล้า สอนบทเรียนเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ต่อคนดูนับไม่ถ้วน

 

Princess Mononoke (1997)

 

Princess Mononoke

©Princess Mononoke

 

หนึ่งในบรรดาผลงานของมิยาซากิที่พูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมได้อย่างฮาร์ดคอร์มากที่สุด เนื้อเรื่องเล่าถึงระบบความสัมพันธ์ที่คนมีต่อป่าและสัตว์ ความสมดุลของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์และธรรมชาติเป็นประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ มีหลายเหตุการณ์ทำให้เราเห็นได้ว่าน้ำยังคงมีสถานะของการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายหรือสิ่งแปลกปลอม และไฟก็ยังมีสถานะของการสร้างและทำลายอยู่  ฉากและบรรยากาศของเรื่องถูกจำลองมาจากสังคมญี่ปุ่นในยุคมุโรมาจิ (1392-1573) ที่มิยาซากิเคยกล่าวไว้ว่าเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านที่ผู้คนเริ่มเปลี่ยนระบบความคิดจากการเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสู่การเชื่อในอำนาจของเงินตรา สำหรับแนวคิดเรื่องป่าเทพชิชิกามิ เขาได้เค้าโครงมาจากงาน เรื่อง Shishi Gami ของซาสึเกะ นากาโอะ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง เป็นที่อยู่ของต้นไม้เก่าแก่และจิตวิญญาณแห่งพงไพร (สัตว์เทพและโคดามะ)

 

Princess Mononoke

©Princess Mononoke

 

มิยาซากิตั้งใจที่จะวาดและสร้างเรื่องให้ป่าชิชิกามิ นั้นดูลึกลับและสง่าราศี เป็นตัวแทนแห่งจิตวิญญาณ แฝงไปด้วยความเป็นอนุรักษ์นิยม ที่ความเชื่อมีเพียงชุดเดียวในชนิดที่ว่าพร้อมตายไปกับมัน ที่จะเห็นได้จาก โมโร และ ซัง (โมโนโนเกะ) ที่ครั้งหนึ่งยังถูกโอเบชิ เจ้าเมืองโลหะนคร ตัวแทนฝ่ายมนุษย์กล่าวต่อว่าเป็นพวกงมงายเชื่อในเรื่องของทวยเทพ ฝั่งของโอเบชิเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของการพัฒนาทุนนิยมที่การเข้าถึงทรัพยากรที่มากกว่าและดีกว่าคือหนทางแห่งความสำเร็จ โดยไม่สนวิธีการที่ผลสรุปสุดท้ายคือการตัดหัวของเทพชิชิ นั้นทำให้ป่าชิชิกามิต้องล่มสลาย จากความอุดมสมบูรณ์ มีชีวิตชีวาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลมืดมน พร้อมจะกลืนกินทุกอย่าง และเหล่าโคดามะตัวน้อยที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่าเริ่มจะหายไปทีละตัว แม้ในตอนท้ายอะชิตะกะจะคืนหัวให้กับเทพชิชิได้สำเร็จ แม้หลังจากการตายของเทพชิชิได้คืนชีวิตให้กับผืนป่าอีกครั้ง แต่เป็นในรูปแบบที่แตกต่างช่างโล้นเตียนไม่สง่าเหมือนก่อน

 

Princess Mononoke

©Princess Mononoke

 

โดยท่ามกลางความรุนแรงและขัดแย้งระหว่างสองฝั่ง อะชิตะกะ ยอดฝีมือที่เดินทางจากแดนไกลพร้อมกับดวงตาที่ปราศจากความเกลียดชัง รับบทคนกลาง ผู้พยายามทำความเข้าใจตัวตนและความคิดของทั้งฝั่งมนุษย์และป่า ผลจากการต่อสู้กันไปมาระหว่างสองฝั่งต่างไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เพราะมิยาซากิมีความเชื่อที่แรงกล้าว่าธรรมชาติป่าเขาและชีวิตมนุษย์คือสิ่งเดียวกันไม่สามารถแยกกันอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว ทั้งสองต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพราะฉะนั้นการะพังทลายของธรรมชาติหรือการสิ้นสลายของมวลมนุษยชาติต่างคือเรื่องเดียวกัน

 

Nausicaä of the Valley of the Wind (1984)

 

นาอุซิกา Nausicaä of the Valley of the Wind

©Nausicaä of the Valley of the Wind

 

ผลงานแจ้งเกิดของค่ายสตูดิโอจิบลิ เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงผลของการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิดสำหรับมนุษย์ที่ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ภาพดังกล่าวสะท้อนการเลือกเดินหน้าของมนุษย์ในทิศทางที่แตกหักบนเส้นแบ่งความสมดุลของการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ ตัวแสดงหลักที่ไม่มีบทพูดอย่าง ทะเลแห่งความตายหรือฟูกาอิ ถูกจินตนาการออกมาในรูปแบบของป่าฟังไจ (เห็ดรา) ที่มีสภาพอากาศที่เป็นพิษอันตรายถึงชีวิตด้วยสปอร์ของต้นไม้ในป่านั้นโดยเจ้าโอมุ แมลงยักษ์เป็นผู้คุมกฏ มิยาซากิออกแบบทั้งภาพและสีโทนฟ้าและม่วง เพื่อดูลึบลับและไม่ปลอดภัย

 

นาอุซิกา Nausicaä of the Valley of the Wind

©Nausicaä of the Valley of the Wind

 

ความเป็นจริงแล้ว สาเหตุที่มาที่ไปของมลพิษที่เกิดขึ้นนั้นมิใช่ของฟูกาอิสร้างขึ้นด้วยตัวเอง แต่มันดูดซึบพิษเหล่านี้มาจากดินที่มนุษย์เป็นคนทำให้มันปนเปื้อนตั้งแต่แรก ซึ่งตรงกับแรงบันดาลใจของเรื่องนี้คือ เหตุการณ์สารปรอทรั่วไหลที่อ่าวมินามาตะจนทำให้เกิดสารพิษตกค้างในสัตว์ทะเลส่งผลต่อชีวิตของระบบนิเวศในพื้นที่นั้นรวมถึงมนุษย์ด้วยกันเอง แรงบันดาลใจดังกล่าวกลายมาเป็นที่มาของสัตว์ทั้งหลายที่เติบโตมาบนสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษของทะเลแห่งความตาย อนึ่งแมลงเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการสูง จึงเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่ร่วมโลกกับมนุษย์มาได้ตลอด และแมลงเหล่านั้นก็จะดุร้ายก็ต่อเมื่อคนไปรุกรานฟูกาอิ

ในท่ามกลางอันตรายของป่านั้นก็มีพรรณพืชบางชนิดที่เป็นประโยชน์ จึงเหมือนว่าป่าในแง่หนึ่งก็เท่ากับความบริสุทธิ์ เป็นแหล่งกำเนิดของชีวิตที่ช่วยให้มนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดี หรืออย่างต้นไม้หรือเกสรต่างๆ ที่นาอุซิกาเก็บมาปลูกและใช้ประโยชน์จากมันได้ หรือคราบของตัวโอมุที่มีประโยชน์ต่อนวัตกรรมของมนุษย์ หากสังเกตดีๆ พื้นป่าจะมีต้นไม้ใหญ่แตกรากออกลงมาปกคลุมใต้ดิน ที่ช่วยทำให้อากาศข้างใต้นั้นบริสุทธิ์ที่เราจะเห็นได้จากตอนที่นาอุซิกาตกลงไปในชั้นใต้ดินของทะเลแห่งความตาย ป่าทั้งผืนทำหน้าที่เหมือนกรองความบริสุทธิ์ก่อนที่จะลงไปในทราย เห็นได้จากตอนจบที่มีหมวกนาอุซิกากับต้นถั่วที่โตขึ้นหลังจากครั้งที่นั่งกินกับแอสเบลตอนเครื่องบินตก

 

นาอุซิกา Nausicaä of the Valley of the Wind

©Nausicaä of the Valley of the Wind

 

ในทางหนึ่งเราจะเห็นวิธีการปฏิบัติที่นอบน้อมและเคารพต่อธรรมชาติ ผู้คนที่ใช้ชีวิตร่วมกับธรรมชาติอย่างกลมกลืน ไม่เบียดเบียน อย่างเมืองหุบเขาแห่งสายลมที่แสดงให้เห็นว่าน้ำและลมคือปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของป่า เพราะถ้าไม่สองสิ่งนี้โอกาสที่เกิดมลพิษจะมีค่อนข้างมาก กังหันลมคือตัวละครที่มีบทบาทอย่างมากต่อการเป็นตัวกลางที่คอยเชื่อมธรรมชาติกับมนุษย์ ลมที่เกิดจากธรรมชาติแปรเปลี่ยนให้เป็นพลังงานในดำรงชีพ พลังงานบริสุทธิ์ที่ปราศจากมลพิษ

รวมถึงฉากความทรงจำของนาอุซิกาตอนเด็ก พิธีกรรมที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงว่านาอุซิกาเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันกับธรรมชาติ  ที่จะแตกต่างกับเมืองอื่นๆ ที่ทัศนคติที่แตกต่างไป อีกในแง่มุมหนึ่งของเส้นเรื่องนี้ที่พบเจอความโกลาหลและภัยพิบัติต่างๆ ก็ทำให้นึกถึงหนทางที่จะเกิดผู้ถูกเลือกอย่างแนวคิดเรื่องโมเสส ที่นาอุซิกาเป็นผู้เข้ามาปลดปล่อยสถานการณ์ตรงนี้ มิยาซากิตั้งใจอย่างสุดพลังที่สะท้อนถึงปัญหาของมนุษย์อย่างแท้จริงเกี่ยวกับการไม่เคารพต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และธรรมชาติ เห็นได้จากการเสาะหาและปลูมฟักอำนาจเพื่อการทำลายล้างธรรมชาติ

 

My Neighbor Totoro (1988)

 

โทโทโร่ My Neighbor Totoro

©My Neighbor Totoro

 

เปิดหัวเรื่องด้วยครอบครัวคุซาคาเบะย้ายจากเมืองมาสู่ชนบท หนังเดินเรื่องด้วยความสดใสและบริสุทธิ์ของเด็กสาวทั้งสองได้แก่ซัทซึกิกับเม โชว์รสชาติทุกอย่างของความเป็นชนบทผ่านภูมิทัศน์และวิถีชีวิตของสังคมญี่ปุ่นยุค 1950s ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และพรรณนาผ่านภาพวาดทิวทัศน์ชนบทญี่ปุ่นสมัยก่อน (nostalgic) ที่ประกอบด้วยหมู่บ้าน ชุมชน พื้นที่เพาะปลูก ป่าเขา เรื่องของภูมิทัศน์ชนบทแบบดั้งเดิม ที่ถูกเรียกว่า Satoyama Sato คือหมู่บ้านและผู้คน Yama คือภูเขาและธรรมชาติ ที่อยู่เคียงข้างกัน กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายมาเป็นมาสคอตของบทสนทนาภายใต้หัวของของทิวทัศน์ของซาโตยามะ ในบริเวณเนินเขาซายามะที่ภายหลัง My Neighbor Totoro ได้ออกฉาย พื้นที่บริเวณนั้นได้ฉายาใหม่ว่าเป็นป่าของโทโทโร่ กลายเป็นพื้นที่สนทนาทางความคิดในประเด็นของพื้นที่สีเขียวที่สะท้อนภาพชนบทหลังสงครามโลกครั้งที่สองอย่างละเอียดและลงลึกให้เห็นถึงวิญญาณแห่งธรรมชาติผ่านองค์ประกอบต่างๆ หลังจากมีเวลากลับมานั่งดูอีกก็ทำให้รู้สึกนึกถึงหนังสัญชาติญี่ปุ่นเรื่อง Little Forest (2014) มาก หนังเรื่องนี้ทำให้กระแสคนรุ่นใหม่อยากกลับไปใช้ชีวิตอยู่ชนบทมากขึ้น

 

โทโทโร่ My Neighbor Totoro

©My Neighbor Totoro

 

มีคนตีความไว้ว่าภูมิทัศน์ของเรื่องนี้นั้นสะท้อนถึงการโหยหาอดีตในช่วงเวลาที่ผู้คนผูกพันใกล้ชิดกับธรรมชาติ ภาพความสุขยามได้โลดแล่นใช้เวลาทิ้งไปในป่าช่วงตอนเด็ก หรือความจริงใจต่อจิตวิญญาณที่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติ ที่ปรากฏในฉากพ่อสอนลูกๆ ถึงเรื่องการเคารพและนอบน้อมต่อต้นการบูร

ทิวทัศน์ในเรื่องนี้ทำหน้าที่ย้ำเตือนและสะท้อนถึงช่วงเวลาแสนสุขและการร่วมใช้ชีวิตอันแสนกลมกลืนกับธรรมชาติ ด้วยความสงบและความงามอันจับใจในแบบฉบับชนบทญี่ปุ่น มิยาซากิกระตุ้นให้เรารู้สึกอ่อนโยนกับสัมผัสต่อไปกับธรรมชาติที่จะแค่เป็นเพียงใจนึกหรือสัมผัสโดยตรง ที่ธรรมชาติจะมอบรสชาติแห่งความมีชีวิต ผ่อนคลายและอยู่เย็นเป็นสุข

 

โทโทโร่ My Neighbor Totoro

©My Neighbor Totoro

 

ตัวละครหลักอย่างโทโทโร่คือผู้ช่วยเหลือต่อครอบครัวคุซาคาเบะต่อการต้องปรับตัวมาอยู่ชนบทและเป็นจินตนาการบันดาลความสุขให้กับเด็กๆ หรือคอยช่วยเหลือเด็กๆ ในช่วงที่ยากลำบากในการที่ต้องรับมือกับสถานการณ์แม่ที่ป่วย เราจะนิยามเจ้าโทโทโร่ไม่ใช่เพียงมีสถานะของการเป็นภูตป่าใจดีหรือยมฑูตแห่งความตายตามที่มีคนเคยตั้งข้อสังเกตไว้ แต่เรามองเจ้าตัวใหญ่นี้เป็นส่วนหนึ่งกับธรรมชาติเช่นกัน ที่สังเกตเห็นความกลมกลืนนี้จากตอนที่เหล่าโทโทโร่บรรเลงเพลงอยู่บนยอดต้นไม้มอบความสงบให้แก่พ่อของซัทซึกะและเมผ่อนคลายจากการทำงาน หรือในความฝันที่เหล่าภูตมาช่วยเด็กๆ ปลูกต้นไม้ในสวนหลังบ้าน

ความเป็นชนบทในเรื่องทำให้มีโอกาสเข้าถึงและสัมผัสจังหวะชีวิตของธรรมชาติ การที่ครอบครัวคุซาคาเบะย้ายมาที่ชนบทดูเหมือนว่ามันจะเป็นการนำเสนอถึงความพยายามเคลื่อนตัวเข้าหาธรรมชาติและกลมกลืนตัวเองไปกับมัน รวมถึงสาเหตุของอาการป่วยของผู้เป็นแม่ด้วย สวนของครอบครัวที่อยู่ถัดจากต้นการบูรที่มีความเชื่อว่าจะป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ เปรียบเหมือนแหล่งน้ำชุบจิตใจเติมพลังงานแห่งชีวิตได้อย่างไม่มีวันหมด

 

Laputa: Castle in the Sky (1986)

 

Laputa: Castle in the Sky

©Laputa: Castle in the Sky

 

หลายคนที่เคยอ่านประวัติของมิยาซากิจะรู้ว่าตัวเขาตอนเด็กๆ นั้นชอบวาดฝูงเครื่องบินเป็นพันๆ ลำ แต่กับเรื่องนี้เขาได้สร้างเมืองลอยฟ้าที่แสดงถึงการอยู่ร่วมกันอย่างลงตัวระหว่างการพัฒนาเทคโนโลยีไปพร้อมกับธรรมชาติ

ระหว่างที่ได้ชมเรื่องนี้ก็มีคำถามผุดขึ้นมาตลอดว่า ทำไมมนุษย์ต้องฝันถึงสิ่งที่ไม่เคยเจอและเชื่อว่ามันจะนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า ต้นการบูรยักษ์ที่อยู่ตรงกลางเหมือนเป็นคำตอบของคำถามเรื่องธรรมชาติและเทคโนโลยีขั้นสูงมาผูกไว้ด้วยกันอย่างสมูท ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างจาก Princess Mononoke ที่เทคโนโลยีมักจะเป็นคู่ตรงข้ามกับธรรมชาติเสมอ เมืองลาพิวต้า คือระบบนิเวศยูโทเปีย การผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์เข้ากับธรรมชาติ บรรยากาศของสวนที่เงียบสงบเป็นที่กำบังนวัตกรรมล่ำยุคที่ซ่อนตัวอยู่แกนกลางเมือง

 

Laputa: Castle in the Sky

©Laputa: Castle in the Sky

 

ฉากหลังและองค์ประกอบต่างๆ ของเมืองลอยฟ้านี้มีศิลปะคล้ายกับสถาปัตยกรรมกรีกโบราณและรูปแบบผังเมืองแบบยุโรป อาคารและบ้านเรือนต่างๆ ถูกปกคลุมด้วยนานาพรรณพืชมีทั้งหญ้าเขียวขจี ดอกไม้หลากหลายสีสัน ผิวน้ำ อีกทั้งองค์ประกอบของอาคารช่องว่างระหว่างหน้าตา ส่วนโค้ง รูปปั้น สะพาน มีความกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกัน ภาพที่เราเห็นจึงสะท้อนได้ว่านี่คือแบบอย่างของการอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมที่ดีได้ หากมนุษย์เรานั้นสามารถใช้เทคโนโลยีไปในทางที่เหมาะสม ในเวลาเดียวก็ไม่ลืมที่จะเคารพต่อเกียรติภูมิแห่งวิถีธรรมชาติอย่างเพลงที่ชีต้าร้องขึ้นมา “Take root in the  ground, live in harmony with the wind, plant your seeds in the winter and rejoice with the birds in the coming of spring.”

ทิวทัศน์แห่งเมืองลาพิวต้า บ้านเรือนต่างๆ ถูกห้อมล้อมด้วยต้นไม้ ที่ดูแทบไม่ออกเลยว่าไม่ใช่สิ่งที่ธรรมชาติสร้าง แต่กลับเป็นฝีมือของมนุษย์ทั้งหมดและวิวที่มองเห็นเมืองสามารถให้เราคิดต่อไปได้อีกว่ามันได้รับการปกป้องและคุ้มครองจากเจ้าต้นการบูรยักษ์ทั้งจากด้านบนและด้านใน ที่เป็นภาพสะท้อนในประเด็นเดียวกับเรื่อง My Neighbor Totoro ที่ความเชื่อของคนญี่ปุ่นต่อต้นการบูรในฐานะเป็นสิ่งคอยคุ้มครอง ช่วยเหลือ ปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป เป็นแหล่งพลังงานที่คอยแจกจ่ายพลังชีวิตที่ไม่มีวันหมดให้แก่สรรพสิ่ง

 

Laputa: Castle in the Sky

©Laputa: Castle in the Sky

 

เรื่องนี้เรายังเห็นการแย่งชิงการเข้าถึงทรัพยากรที่ก็อาจจะไปสนับสนุนความคิดตอนต้นว่าทำมนุษย์จึงต้องใฝ่ฝันถึงสิ่งที่ดีกว่า คริสตัลโวลูไซต์ แหล่งพลังงานที่ทำให้เมืองลอยได้ ทรัพยากรต้นเหตุของสงครามระหว่างโจรสลัดและกองทัพที่ต่างต้องการเข้าถึงคริสตัลชนิดนี้ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนสำคัญเพิ่มอำนาจทางการเมืองให้แก่ชาติต่างๆ ชาติใดที่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าจะเป็นที่เกรงขาม นอกจากนั้นจะเห็นเจ้าหุ่นยนต์พิฆาตกับหุ่นยนต์ที่ดูแลรักษาสวนที่ปูความคิดเรื่องสมองจักรกลหรือปัญญาประดิษฐ์สามารถปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ด้วยการสอนที่เป็นการเรียนรู้อย่างธรรมชาติ

ถ้าหากการพัฒนาเทคโนโลยีเท่ากับความฝันของมนุษยชาติ เมืองลอยฟ้าของมิยาซากิ มันคือการใส่ความหวัง ความฝัน จริยธรรมจรรยาของมนุษย์ที่บางทีอาจจะสามารถรักษาโลกนี้ไว้ด้วยนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า

_________________________________

 

จุดที่เราขอคาราวะและสดุดีต่อผลงานของมิยาซากิทุกเรื่องคือวิธีการสื่อสารงานภาพของเขา ภาพยนตร์ของมิยาซากิไม่เคยใส่ประเด็นไว้เพียงประเด็นเดียว ตัวละครในเส้นเรื่องที่วางมานั้นต่างมีประเด็นที่หลากหลายมาประกอบกันเพื่ออธิบายปรากฏการณ์สุดท้ายที่เป็นผลของการกระทำทั้งหมด ภูมิทัศน์ของฉากในแต่ละเรื่องที่มีธรรมชาติสวยงาม อุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยชีวิตหรือบางเรื่องก็สะท้อนแสงและเงาสุดแสนดรามาอย่างเจ็บปวด ทิวทัศน์ของภาพยนตร์แต่ละเรื่อง พวกมันได้ทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวละครที่มีความรู้สึกนึกคิด มีการพัฒนาความสัมพันธ์เหมือนตัวละครที่เป็นมนุษย์ จากจุดหนึ่งไปสู่จุดหนึ่ง ปรับเปลี่ยนตามเส้นเรื่องของภาพยนตร์

 

นาอุซิกา Laputa: Castle in the Sky

©Nausicaä of the Valley of the Wind

 

มิยาซากิไม่เชื่อความคิดที่ว่ามนุษย์นั้นดำรงอยู่ได้โดยแยกขาดจากธรรมชาติและสิ่งอื่นๆ เขาได้ถ่ายทอดความเชื่อแบบชินโตดั้งเดิมที่พูดถึงเชื่อมโยงกันทั้งธรรมชาติ สังคม จักรวาลเป็นสิ่งเดียวกัน เขาตั้งคำถามต่อถึงความสัมพันธ์ที่มนุษย์เผชิญหน้าต่อธรรมชาติ และพยายามทำความเข้าใจความสัมพันธ์จากมุมมองที่แตกต่าง เขาผลิตมันออกมาให้เราเห็นว่าเส้นเรื่องที่เกิดในความไม่สมดุลหรือไม่กลมกลืนระหว่างมุนษย์และธรรมชาติเช่นนี้ ในแต่ละชะตาที่พบเจอ จุดจบมันคืออย่างไร เขาแสดงให้คนดูเห็นตลอดว่าเมื่อไหร่ที่มนุษย์นั้นได้สร้างแรงกระเพื่อมหรือการกระทำต่อธรรมชาติไม่ว่าจะเลวหรือดี สุดท้ายผลนั้นมันก็จะกลับมาที่ตัวของมนุษยชาติอยู่ดี

Related Stories

Silver Screens

WES ANDERSON กับสไตล์ที่เจนจัดจากหนัง 5 เรื่อง

ต้นตำรับจากจอเงินสู่แง่มุมแห่งจิตนาการด้านการแต่งตัว

Read

Silver Screens

ทำไม 500 Days of Summer จึงขึ้นหิ้งหนังรอมคอมคลาสสิกตลอดกาล

3 เหตุผลที่ทำให้ “หนังรักแต่ไม่รัก” เรื่องนี้ยังครองใจผู้คนได้เสมอ

Read

Silver Screens

THE IRISHMAN: หนังดีที่ควรค่ากับรางวัลออสการ์สาขาเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม

คอสตูมดีไซน์ที่อาจไม่เข้าตากรรมการแต่ชนะใจเรา

Read

0Shares
preloader