The Style Guide

HOW TO TONE DOWN YOUR FAVOURITE RUNWAY LOOKS

บทความโดย Kantinan Srisan, Style Editor, W. MINISTRY

ภาพประกอบโดย Kantinan Srisan, Style Editor, W. MINISTRY

กำกับศิลป์โดย Nopphasit Varittinanon, Art Director, W. MINISTRY

The Style Guide

HOW TO TONE DOWN YOUR FAVOURITE RUNWAY LOOKS

17 May 2019

ปรับภาพลักษณ์ความสุดโต่งจากลุคบนรันเวย์ สู่สไตล์และเทคนิคที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริง

Spread the words

เสียงเพลง บรรยากาศ ผู้คนและนายแบบหน้าคม องค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มสีสันให้กับช่วงเวลาที่เราๆ เรียกกันว่า “แฟชั่นโชว์” ตามหัวเมืองแฟชั่นทั่วโลก กับการที่เหล่าแบรนด์ห้องเสื้อมากหน้าต่างพากันออกมาปลดปล่อยและบอกเล่าแนวคิดและความสร้างสรรค์ผ่านผลงานเสื้อผ้าที่พวกเขาหลงรัก แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ทางเดินรันเวย์กับเสียงเพลงและเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่เป็นหนึ่งสิ่งที่สร้างความตื่นเต้นให้แก่เราได้เสมอ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งสำหรับคนรักการแต่งตัวคือ “ลุคที่เห็นจากโชว์มันใส่ในชีวิตจริงไม่ได้” เราจะรับมือกับปัญหาในเรื่องนี้ได้อย่างไร เมื่อภาพฝันที่ปลุกปั้นมาอย่างดีจากเหล่าดีไซเนอร์กับภาพความเป็นจริงในชีวิตไม่ได้เดินเคียงคู่กันไปได้ตลอดทาง

สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนอื่นใดคือ แฟชั่นโชว์คือพื้นที่ในการยิงภาพคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของนักออกแบบออกมาโดยตรงให้ชัดและทรงพลังอย่างที่สุด ทั้งในเรื่องของเมคอัพ การกรูมมิ่ง จัดเลเยอร์ หรือแม้แต่แสงและสีที่ใช้ในการประกอบโชว์ร่วมกับเหล่าเสื้อผ้า เพื่อขับให้เสื้อผ้าจากคอลเลคชั่นใหม่เหล่านี้สามารถสร้างภาพฝันและความปรารถนาต่อผู้เข้าร่วมชมโชว์ได้ราวกับต้องมนต์สะกดที่จะส่งผลต่อเนื่องมาถึงการจับจองสินค้าในภายหลังนั่นเอง

แน่นอนว่าความภักดีที่มีต่อแบรนด์รวมถึงป้ายชื่อ หรือการเกาะติดเทรนด์ของถนนเส้นหลักเป็นสิ่งที่หลายคนต่างใช้เป็นเช็คพอยท์ในการซื้อหรือติดตามห้องเสื้อทั้งหลาย แต่หากสิ่งที่คุณประทับใจจากโชว์โปรดหาใช่สิ่งเหล่านั้นแต่คือความประทับใจต่อแนวคิดความสร้างสรรค์ที่ส่งต่อออกมาอย่างทรงพลัง การเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการประยุกต์ใช้ที่เรียกว่า “Tone Down” ลุคจากรันเวย์ หรือการลดทอนรายละเอียดที่เกินจะใส่จริงแต่ยังไม่ทิ้งไปซึ่งจุดเด่นหรือแก่นของลุคนั้นๆ เป็นสิ่งที่ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ในการลดทอนความแสบสันจากรันเวย์ให้เป็นส่วนหนึ่งของการแต่งกายที่คุณเองอยากที่จะทดลองความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการแต่งกายทุกๆ วัน และนี้คือ 5 ตัวอย่างของการ Tone Down ที่เรามองว่าน่าสนใจและเป็นกรณีศึกษาที่ดีในการณ์นี้




Dries Van Noten Spring 2019

แบรนด์ของดีไซเนอร์จากประเทศเบลเยียม หนึ่งในกลุ่มนักออกแบบ Antwerp Six ที่โดดเด่นในเรื่องของการเล่นลวดลายพิมพ์ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้ในแทบจะทุกคอลเลคชั่นของเขา โดยในลุคนี้สิ่งที่ทำให้เราสะดุดตาตั้งแต่การมองครั้งแรกคือ ลายพิมพ์ที่มีการไล่เฉดสีจากสีเบจสู่น้ำตาลไปจนถึงน้ำเงินอย่างสวยงามและดูเป็นธรรมชาติ มีความนิ่งเรียบแต่เสียงดังในตัวเองที่มาเป็นแพ็คคู่ทั้งตัวเบลเซอร์และกางเกง กับความหลวมของช่วงลำตัวที่ทำออกมาอย่างตั้งใจ ให้เป็นลุคที่ดูมีความสบายในการสวมใส่ ที่บอกถึงความเก๋าเกมส์ในการดีไซน์และเทคนิคการสร้างความน่าสนใจแบบถ่อมตนในขณะเดียวกัน

แม้จะเป็นเสื้อผ้าที่ดูสวมใส่ได้จริงทั้งตัว แต่น้อยครั้งที่เราจะพบเห็นผู้ชายที่กล้าสวมใส่เบลเซอร์กับกางเกงเข้าชุดที่มีลวดลายขนาดนี้ ดังนั้นสิ่งที่ผู้เขียนมองว่าสามารถหยิบมาเล่นได้ในชีวิตจริงก็คือ การตัดทอนลวดลายพิมพ์ให้อยู่ฟอร์มของเสื้อเชิ้ตแทนเสื้อเบลเซอร์ พร้อมการจับคู่ร่วมกับกางเกงสีโทนมืดทรงหลวม ไม่รัดรูปแต่ทว่าเนี้ยบด้วยการตัดเย็บให้ได้กลิ่นของความหรูหราแต่ยังคุมโทนสีไว้ในระดับเดียวกับลุคต้นแบบ จับคู่กับรองเท้าทรง Derby หนังสีดำเป็นอันเรียบร้อย




Celine Fall Winter 2019

อย่างที่เรารู้กันว่า Celine ได้เปลี่ยนหัวเรือใหม่จากเจ้าแม่สายมินิมัลอย่าง Phoebe Philo ไปสู่ราชาแกรมร็อคอย่าง Hedi Slimane เป็นที่เรียบร้อย ทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เปลี่ยนไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งสิ่งที่ทำให้พวกเราจับตามองกันอย่างมากนอกจากเรื่องของสไตล์ที่เปลี่ยนไป ก็คือการที่แบรนด์ได้ทำการปล่อยคอลเลคชั่น “เสื้อผ้าผู้ชาย” ออกมาเป็นครั้งแรกของแบรนด์ ซึ่งความน่าสนใจในลุคนี้ของ Celine ต่อเราคือ ความเป็นม็อด คัลเจอร์ ที่ชัดเอาเสียมากๆ ความเข้ารูปเพรียวบางของชิ้นส่วนในลุคไม่ว่าจะเป็น กางเกง เนคไท หรือที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดคือการยัดเอาลวดลาย Animal Print ลงบนเสื้อผ้าสไตล์เทเลอร์ ผ่านเทคนิคจากปักเลื่อมมันวาว ที่นับเป็น Statement Piece ของลุคนี้ไปเลย

แม้จะเป็นลุคที่ประกอบไปด้วยทรงเสื้อผ้าที่สามารถใช้งานได้จริงแทบจะทั้งหมด แต่การที่ใครสักคนจะสวมใส่เสื้อผ้าออกมาในลุคเช่นนี้อย่างถอดแบบกันมาไม่ใช่เรื่องที่เจอได้บ่อยนัก ยิ่งกับเสื้อโค้ตที่เป็นจุดนำสายตาได้ในระยะ 10 เมตรเช่นนี้ หลายคนอาจจะไม่พึงประสงค์สักเท่าไหร่ ผู้เขียนจึงคิดว่าความน่าสนใจที่ดึงดูดสายตาอย่างลาย Animal Prints ที่ปรากฏผ่านเทคนิคการปักเลื่อมนั้น สามารถที่จะนำไปประยุกต์สู่ลวดลายพิมพ์บนเสื้อเชิ้ตแบบ Slim Fit ด้านในแทนได้ โดยสามารถใส่แยกเป็นชิ้นเดี่ยวได้อย่างไม่แปลกประหลาด พร้อมกับเสื้อเบลเซอร์ทรงเข้ารูปที่ทำจากวัสดุผ้ากำมะหยี่สีดำ เข้าคู่กับกางเกงหนังทรงเข้ารูปและรองเท้าบู๊ทหนังสีดำหุ้มข้อพร้อมหัวเข็มขัด ให้ยังคงกลิ่นอายของความเป็น ม็อด คัลเจอร์ เอาไว้พร้อมกับการใช้งานได้ในชีวิตจริงๆ




Gucci Spring 2019

จากแผนกออกแบบเครื่องประดับในแบรนด์สู่หัวเรือใหญ่ผู้สร้างตำนานบทใหม่ ฉีกกรอบความเป็น Gucci สมัย Tom Ford และ Frida Giannini จนหมดสิ้น งานออกแบบของ Gucci ในสมัยของ Alessandro Michele มักจะมีกลิ่นอายของความเป็นยุคสมัย 70’s ที่นำมาตีความใหม่ ความแวววาว ทรงเสื้อย้อนยุคสมัย หน้าผมเมคอัพที่หากคุณรู้เรื่องของประวัติศาสตร์ศิลปะจะเข้าใจได้แทบจะในทันทีว่า นี่คืองานออกแบบที่ประยุกต์เอาแรงบันดาลใจจากยุคเก่ามาใช้ และมีความ Feminine สอดแทรกอยู่เสมอๆ ลุคนี้ความน่าสนใจอยู่ที่การใช้เทคนิคปักเลื่อมสีชมพูเงาวาวที่จะดูยังไงก็เป็นรายละเอียดของเสื้อผ้าสตรีลงบนกางเกงทรงหลวม แมทช์เข้ากับเสื้อเชิ้ตทรงหลวมลาย Pinstripe ฟ้าขาวอันเป็นไอเทมชิ้นเบสิคของสุภาพบุรุษทุกยุคสมัยกับดีเทลปลายแขนที่บริเวณ Cuffมีความยาวแบบช่วงศตวรรษที่ 18 เป็นส่วนผสมที่มีความชัดเจนจากสองเพศสภาพที่ถ่ายทอดออกมาได้ตรงจังหวะอย่างมาก ในยุคที่การแต่งกายแบบข้ามเพศกำลังเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

สำหรับลุคนี้อย่าเพิ่งคิดว่าผู้เขียนเป็นคนที่ตีกรอบการแต่งกายแบบจำกัดเพศแต่อย่างใด หากผู้อ่านท่านใดคิดว่าการสวมใส่กางเกงปักเลื่อมชมพูละเอียดยิบเช่นนี้เป็นสิ่งที่สวมใส่ได้จริง ก็นับว่าเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งกับการเล่นสนุกกับการแต่งกายของผู้ชายในทุกวันนี้ เพียงแต่ในบางมุมของผู้เขียนคิดว่าความแวววาวที่เด่นชัดเช่นนี้อาจจะทำให้ใครหลายๆ คนไม่กล้าที่จะสวมใส่ออกนอกบ้านสักเท่าไหร่ นอกเสียจากไปร่วมงานแฟนซีที่กำหนดธีมแบบ 70’s ดังนั้น การลดทอนความแสบสันของลุคนี้ในมุมผู้เขียนจึงคิดว่า การโยกย้ายเทคนิคปักเลื่อมสีชมพูไปอยู่บนเสื้อสเวตเตอร์ทรงหลวมที่สวมทับกับเสื้อเชิ้ตขาวแบบพอดีตัวด้านในดูเป็นทางเลือกที่สวมใส่ได้จริงมากกว่า โดยจับคู่กับกางเกงผ้าวูลสีดำทิ้งน้ำหนักสวยให้เกิดการสะบัดเวลาก้าวเดินให้เหลือกลิ่นความอิสระของทรงกางเกงเหมือนต้นแบบ จับคู่กับรองเท้าทรงโลฟเฟอร์ ที่ถ้าเป็น Horsebit จาก Gucci ได้ด้วยก็จะยิ่งเพิ่มความชัดของลุคได้มากขึ้น

ในขณะเดียวกันหากผู้อ่านคิดว่าความแวววาวแบบดิสโก้ของการ Tone Down ในครั้งนี้ยังไม่ชัดพอ จะหยิบเอาเครื่องประดับเช่นสร้อยคอเงินหรือทองชมพูพร้อมจี้หินธรรมชาติมาสวมใส่ด้วยสักเส้นสองเส้น ก็นับเป็นการกรูมมิ่งลุคที่ไม่โอเวอร์จนเกินไป




Maison Margiela Fall 2018

ความแหวกแนว ความฉีกกรอบของ Maison Margiela ได้กลับมาอีกครั้ง (แม้จะไม่ได้เป็นเอกลักษณ์เหมือนเช่นตอนเจ้าของแบรนด์เป็นคนทำ) หลังจากที่ดีไซเนอร์ระดับหัวแถวอย่าง John Galliano ได้เข้ามารับตำแหน่งผู้คุมบังเหียนของแบรนด์ งานสไตล์ลิ่งจัดๆ ก็ได้ปรากฏออกมาให้เราได้เห็นวัสดุแปลกใหม่ ที่ต่างเป็นสิ่งที่ถูกทดลองผ่านคอลเลคชั่นแล้วคอลเลคชั่นเล่า ซึ่งลุคที่เราหยิบยกมานี้เป็นของฤดูกาล Fall 2018 ที่โดดเด่นด้วยการซ้อนทับเลเยอร์ของเสื้อโค้ตด้วยโครงสร้างโค้ตที่ทำจากวัสดุพลาสติกอีกชั้น แต่ไม่เพียงแค่คลุมทับแต่ยังอุดมไปด้วยรายละเอียดในส่วนต่างๆ ทั้งกระดุม สายเข็มขัด ปกที่ทำจากวัสดุโปร่งแสงที่เป็นผืนแผ่นเดียวกันกับชิ้นด้านใน และการสไตลลิ่งหมวกที่ทำจากพลาสติกอีกที ที่ดูแล้วก็ทราบว่าพลาสติกเป็นวัสดุที่นำมาเป็นลูกเล่นหลักของคอลเลคชั่น

การลดทอนในเคสนี้ผู้เขียนค่อนข้างเชื่อมั่นว่าน้อยคนมากๆ ที่จะกล้าแมทช์การแต่งตัวเหมือนกับลุคนี้ในชีวิตจริงๆ เพราะนอกจากความยากในการใช้งานแล้ว ยังเป็นการดึงดูดสายตาระดับ 10 ต้องเป็นคนที่มีความเข้าใจและมั่นใจมากจึงจะเอาอยู่ ดังนั้นแล้วการ Tone Down ในครั้งนี้ผู้เขียนจึงเลือกที่จะเอาโครงสร้างพลาสติกของเสื้อโค้ทออก เปลี่ยนไปเป็นวัสดุที่ใช้ในการทำกระเป๋าสะพายทรง Tote Bag แทน ซ้อนทับด้วยพลาสติกโปร่งแสงสีแดงด้านในเพื่อคงจุดเด่นในเรื่องของการซ้อนทับวัสดุโปร่งใสเอาไว้ เพราะนับเป็นทรงกระเป๋าที่ทุกคนสามารถใช้ได้ไม่ว่าจะชายหรือหญิง และทดแทนการเลเยอร์ของเสื้อโค้ตด้วยไอเทมชิ้นเบสิกด้านในอย่างเสื้อสเวตเตอร์โอเวอร์ไซส์สีดำ พาดด้วยผ้าพันคอสีแดงสด ให้การหลอกตาของเลเยอร์และสีนำสายตายังคงอยู่ พร้อมกับรองเท้าสนีกเกอร์สีดำเช่นเดิม เพียงเท่านี้ก็ทำให้คุณสามารถดึงเอารายละเอียดเด่นของลุคมาใช้งานได้ในชีวิตจริงแล้ว (อาจจะไม่ใช่ในเมืองไทยที่อากาศร้อนจัด แต่เป็นลุคที่คุณจะแมทช์ไปเดินเที่ยวตามหัวเมืองแฟชั่นที่ต่างประเทศแทน)




Rick Owens Fall 2019

นักออกแบบที่ขึ้นชื่อเรื่องความเก๋าเกมส์ด้านสัดส่วนของเสื้อผ้า และเจ้าพ่องานดีไซน์แบบ Deconstruction จนในบางคอลเลคชั่นเป็นเสื้อผ้าที่ถ่ายทอดแรงบันดาลใจและเล่าเรื่องเพียงอย่างเดียวจนไม่มีทางที่จะสวมใส่ในชีวิตจริงได้เลย แต่ในอีกมุมหนึ่งด้วยความที่ตัวนักออกแบบเองมีความสามารถและเจดจัดในด้านการคิดค้นทรงเสื้อผ้าให้ดูน่าสนใจผนวกเข้ากับความแปลกใหม่ ทำให้ใครหลายๆ คนต่างชื่นชอบในผลงานของเขา และลุคนี้จากคอลเลคชั่น Fall 2019 ที่ดูมีความเป็น “กึ่งกลาง” ระหว่างของใส่ได้และใส่ไม่ได้อยู่ ด้วยความสั้นของเสื้อแจ็คเก็ตขนสัตว์ที่ผิดสัดส่วนกับความยาวของช่วงแขนอย่างตั้งใจ สไตล์ลิ่งคู่กับเสื้อยืดด้านในแบบปล่อยชายยาวแบบลู่ลง แมทช์เข้ากับกางเกงหนังที่ไม่ทิ้งลายเซ็นของงานดีไซน์แบบ Deconstruction ไป ความน่าสนใจของลุคนี้จึงเป็นเรื่องของสัดส่วนและจังหวะที่ไม่เข้ากันแต่ส่งต่อสไตล์เฉพาะตนได้อย่างมีเอกลักษณ์

การที่จะปรับให้สามารถนำมาสวมใส่ได้ในชีวิตจริงอย่างไม่รู้สึกฝืนใจ ผู้เขียนจึงมองไปที่การเพิ่มความยาวของเสื้อแจ็คเก็ตให้อยู่ในระดับเหนือเอวเล็กน้อยกับความยาวของแขนที่อยู่บริเวณข้อมือให้เข้ากับสัดส่วนที่มนุษย์สามารถใส่ได้จริงๆ เสื้อยืดขาวด้านในยังคงไว้โดยสวมทับเข้าในกางเกงที่ใช้วัสดุเป็นผ้าคอตตอนเคลือบแว็กซ์เงา ที่ไม่ทิ้งเรื่องของ Deconstruction ไป แต่ทดแทนด้วยเทคนิคการทำ Patchwork กับผ้าชนิดเดียวกันแทน เข้าคู่กับรองเท้าบู๊ทแบบซิบข้างหนังแกะแทนที่จะเป็นรองเท้าบู๊ทส้นตึกแบบในลุคตัวอย่างที่ค่อนข้างใช้งานได้ยากในชีวิตจริง (เพราะราเชื่อว่าผู้ชายหลายคนคงจะไม่ชินนักกับรองเท้าลักษณะเช่นนี้)

แต่หากคุณเป็นคนที่สนใจในตัวแบรนด์ หรือลายเซ็นเอกลักษณ์เฉพาะของเหล่าดีไซเนอร์ผู้สร้างสรรค์มากกว่าการปรับใช้ปรับแต่งหรือลดทอนด้วยตนเองแล้วละก็ ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “ไอเท็มชิ้นทำเงิน” อันเป็นเสื้อผ้าที่สอดแทรกแนวความคิดหลักของคอลเลคชั่นลงไปมาวางขายรองรับการบริโภคเช่นกัน เพราะเมื่อเรื่องของแฟชั่นกับธุรกิจเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้อย่าง 100% จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีสิ่งที่คอยซัพพอร์ทหรือหมุนกงล้อของบริษัทให้เดินต่อไปได้ ซึ่งชิ้นทำเงินที่ว่านี้อาจจะไม่ได้มีรูปแบบหรือทรงเสื้อเหมือนชิ้นที่อยู่บนรันเวย์เสียเสมอไป เพราะจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงพื้นฐานของการใช้งานได้จริงมากกว่าการโชว์ภาพความคิดความครีเอทีฟเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถสร้างเม็ดเงินให้กับแบรนด์ได้อย่างมหาศาล อันเป็นเรื่องที่เราจะขอเก็บเอาไว้พูดกันในโอกาสถัดไป

Related stories

Query & Advice

SERIOUSLY, WHAT IS PITTI UOMO?

กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ “Query & Advice” พื้นที่สนทนาที่เราจะมาไขข้อสงสัยให้คุณทุกวันศุกร์

Read

Query & Advice

THREE WORKOUT ROUTINES FOR DIFFERENT BODY GOALS

กลับมาอีกครั้งกับคอลัมน์ “Query & Advice” พื้นที่สนทนาที่เราจะมาไขข้อสงสัยให้คุณทุกวันศุกร์

Read

New to Us

RELAXED TAILORING: THE BELTED TROUSERS

ผนวกตำรางานฝีมือเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย สู่ผลผลิตตามแนวคิดแบบ Relaxed Tailoring

Read

preloader