The Edit

Out of Office

Travel

Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: VENTURING OFF THE BEATEN PATH IN SEOUL

ขีดฆ่าแลนด์มาร์กสำคัญ ค้นพบอีกหนึ่งมุมของกรุงโซล

Read

Out of Office

EDITORS’ PICKS: SUMMER VACATION ESSENTIALS

เพื่อนร่วมเดินทางในหน้าร้อนที่ขาดไม่ได้ ในกระเป๋าของเหล่าเอดิเตอร์

Read

Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: THE WEST SIDE OF SOUTHERN THAILAND

ลัดเลาะสองเมืองชายฝั่งอันดามัน จากย่านเมืองเก่าภูเก็ตสู่เกาะเจมส์ บอนด์ที่พังงา

Read

Eyes on Design

INSIDE SINGAPORE’S MESMERIZING CHANGI AIRPORT

ฉายาหนึ่งในสนามบินที่สวยที่สุดในโลก ไม่ใช่เรื่องที่เกินจริง

Read

Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: BARE IT ALL AT A JAPANESE PUBLIC BATH

สลัดเสื้อผ้า สวมความมั่นใจ ตะลุยโรงอาบน้ำสาธารณะในโตเกียว

Read

Out of Office

AN EDITOR’S JOURNAL: TOKYO-AKITA-AOMORI

เล่าเรื่องราวด้วยภาพถ่าย จากโตเกียวสู่วิวหิมะของภูมิภาคโทโฮคุ

Read

Out of Office

500 MILES FROM HOME PART 2

บันทึกเรื่องราวต่างๆ ของการเดินทางไปสอนหนังสือกว่าหนึ่งเดือน ที่โรงเรียนบ้านก้อจัดสรรสาขาเรือนแพ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน บทความและรูปโดย Suwicha Sangkayoolakul, Features Editor, W.Ministry ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W.Ministry 5 – 10 สิงหาคม พ.ศ. 2561 กราบท่านผู้อ่านที่รัก เป็นเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว ที่ผู้เขียนละทิ้งชีวิตชนิดคนเมือง ที่วนเวียนอยู่ในย่านสาทร สยาม และทองหล่อมาเป็นคุณครูอาสาอยู่ที่ โรงเรียนบ้านก้อจัดสรร (สาขาเรือนแพ) นี้ สำหรับท่านผู้อ่านที่เข้ามาอ่านโดยไม่ทราบที่มาที่ไป สามารถกลับไปอ่านพาร์ทแรกได้ที่นี่ แน่นอนว่า ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมากมาย และเมื่อผู้เขียนพอมีเวลาส่วนตัวหลังจากการสอนหนังสือเด็กๆ ก็รฦกถึงท่านผู้อ่านทุกท่าน นี่จึงเป็นโอกาสอันดียิ่ง ที่ผู้เขียนจะนำเรื่องราวต่างๆ เหล่านั้น มาถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกัน และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอท่านผู้อ่านเตรียมขนมเครื่องดื่มให้พร้อมสรรพ นอนนั่งในอิริยาบถที่สบาย และไปเที่ยวตำบลบ้านก้อ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูนไปพร้อมๆ กัน หลังจากบทนำที่ผู้เขียนทิ้งท้ายไว้ในวันก่อน ผู้เขียนออกเดินทางด้วยรถไฟดิ่งตรงจากสถานีหัวลำโพงกรุงเทพมหานคร ในเวลาประมาณ 13.45 น. ด้วยทางรถไฟสายเหนือ ตู้นอนชนิดที่สอง ผู้เขียนกึ่งหลับกึ่งตื่นมองวิวรถไฟที่แล่นผ่านสถานี ประจำจังหวัดต่างๆ สถานีแล้วสถานีเล่า จากกรุงเทพฯ เข้าสู่ลพบุรี นครสวรรค์พิจิตร พิษณุโลก อุตรดิตถ์ แพร่ และลำปาง และด้วยความที่ผู้เขียนไม่เคยนั่งรถไฟมาก่อนในชีวิต ผู้เขียนจึงไม่อาจจะรู้ได้เลยว่า จะถึงที่หมายตามเวลา 3.45 น. ที่ตั๋วบอกหรือไม่ และยิ่งไม่อาจรู้ได้เลยว่า เมื่อถึงที่หมายแล้วเจ้าหน้าที่ประจำขบวนจะปลุกผู้เขียนให้ตื่นฟื้นจากการหลับใหลหรือไม่ ด้วยความกลัวที่ว่า จะเลยสถานีลำพูนไปโผล่ถึงสถานีเชียงใหม่ และจะผิดนัดกับครูมาดเอา ผู้เขียนจึงเลือกที่จะตั้งนาฬิกาปลุกในโทรศัพท์ตั้งแต่ตีสามครึ่งเป็นต้นไป นาฬิกาปลุกดังขึ้น พร้อมตัวผู้เขียนที่กระโดดเด้งขึ้นจากเตียง ลุกลี้ลุกลนมองหน้าต่างรถไฟ ว่าถึงแห่งหนตำบลใดแล้ว ป้ายสถานีนอกหน้าต่างเขียนว่า “ปางม่วง” ซึ่งอยู่ห่างจากลำพูนอยู่อีกเจ็ดสถานี นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผู้เขียนได้รู้ว่า ไม่เพียงเครื่องบินเท่านั้นที่ดีเลย์ รถไฟก็ดีเลย์ได้เช่นกัน สรุปว่าผู้เขียนเดินทางถึงสถานีลำพูนในเวลาเกือบตีห้าเข้าแล้ว เมื่อก้าวเท้าข้างแรกออกจากรถไฟ สายตากว้านหาผู้ที่จะมารอรับ ก็ไปพบกับครูมาดที่ยืนยิ้มอยู่แต่ไกล นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้พบกับครูสามารถ สุทะ หรือครูมาดเรือนแพ หลังจากขอโทษขอโพยครูมาดเสร็จสรรพ (ที่ให้ครูมารอตั้งแต่ตีสี่ เลทไปกว่าหนึ่งชั่วโมง) ครูมาดก็ขับรถพาผู้เขียนออกจากตัวเมืองลำพูน เข้าสู่อำเภอลี้ ใช้เวลาเดินทางกว่าสองชั่วโมง ก็ถึงอนุสาวรีย์สามครูบากลางตัวเมืองลี้ เดินทางต่ออีกประมาณหนึ่งชั่วโมงเข้าไปในอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ก็ถึงตำบลก้อ อันเป็นที่ตั้งของโรงเรียนบ้านก้อจัดสรร สาขาหลัก ครูมาดบอกกับผู้เขียนว่า พรุ่งนี้จะมีการจัดอบรมคุณธรรมที่โรงเรียนสาขาหลัก และครูมาดต้องช่วยจัดงานก่อน กว่าจะได้ลงไปที่โรงเรียนสาขาเรือนแพ ก็คงเป็นวันที่ 7 เลยทีเดียว คืนวันนั้น ผู้เขียนนอนพักอยู่ที่บ้านพักครูที่ปลูกเป็นเรือนๆ อยู่รายรอบโรงเรียน คุณครูสมชาย ครูประจำโรงเรียนสาขาหลัก ที่พักอยู่บ้านหลังเดียวกัน เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า ที่นี่มีคุณครูทั้งหมด 18 ท่าน ส่วนใหญ่มีบ้านอยู่ที่ตัวเมืองลี้ ตัวเมืองลำพูน หรือเลยไปถึงเชียงใหม่ ทำให้เดินทางมาสอนหนังสือลำบาก โดยเฉพาะขากลับ ที่ต้องขับผ่านอุทยานแห่งชาติแม่ปิง ที่ถนนหนทางค่อนข้างมืดและอันตราย ดังนั้นแล้ว ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์คุณครูส่วนใหญ่จึงพักอยู่ที่บ้านพักครูในโรงเรียน และค่อยกลับบ้านในช่วงสุดสัปดาห์ หลังจบงานอบรมคุณธรรมในวันรุ่งขึ้น ก็ถึงเวลาที่ผู้เขียนจะได้ “ลงแพ” ไปพบกับเด็กๆ เสียที ดังนั้นจึงขออนุญาตแนะนำสมาชิกของ โรงเรียนบ้านก้อจัดสรร สาขาเรือนแพ ให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักกันเสียก่อน โรงเรียนนี้มีคุณครูดูแลอยู่สองท่าน คือครูมาด (ครูสามารถ สุทะ) และครูน้อย (ครูปริญญา ขันอาสา) ส่วนเด็กๆ มีอยู่ทั้งหมดหกชีวิต นำโดยพี่ๆ ป. 5 เจ้าใหม่ (เด็กชายสิงหา สังข์คำ) เจ้าอาร์ม (เด็กชายสุริยา เกตุหมู) และเจ้าโฟม (เด็กชายทรงพล หล้าบัววงศ์) น้อง ป. 1 อีกสองคน คือน้องดิว (เด็กชายชญานนท์ หม่นสุ) และน้องบอย(เด็กชายเฉลิมวุฒิ ดอกบัว) รวมถึงน้องสาวของพี่ๆ ทุกคน น้องอิงดอย (เด็กหญิงชนากานต์ สุ่มผง) ชั้นอนุบาล2 ครูมาด (ครูสามารถ สุทะ) ครูน้อย (ครูปริญญา ขันอาสา) เจ้าใหม่ (เด็กชายสิงหา สังข์คำ) เจ้าอาร์ม (เด็กชายสุริยา เกตุหมู) เจ้าโฟม (เด็กชายทรงพล หล้าบัววงศ์) น้องดิว (เด็กชายชญานนท์ หม่นสุ) น้องบอย (เด็กชายเฉลิมวุฒิ ดอกบัว) น้องอิงดอย (เด็กหญิงชนากานต์ สุ่มผง) ครูน้อย และครูสมชาย (ผู้ทำหน้าที่ขับรถให้ในวันนั้น)​ ช่วยผู้เขียน แบกข้าวของเครื่องใช้ ที่ส่งมาจากกรุงเทพฯล่วงหน้า สิ่งของที่จำเป็นต่างๆ อาหารสดและข้าวสาร ขึ้นหลังรถกระบะ และออกเดินทางจากโรงเรียนสาขาหลัก ขับรถราว 15 นาที จากโรงเรียนไปสู่ท่าเรือที่แก่งก้อ ครูน้อยขนของลงเรือของโรงเรียน จากนั้นจึงขับเรืออกจากท่า มุ่งหน้าสู่โรงเรียนสาขาเรือนแพในทันที เราใช้เวลาราว 45 นาที จากท่าเรือสู่โรงเรียน แต่เพียง 5 นาทีแรกที่ลงเรือ สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบมีอยู่สองสิ่งคือ ความงามของธรรมชาติแห่งลุ่มแม่น้ำปิง สายน้ำ ภูเขา และแพของชาวประมงที่ผูกไว้อยู่ระหว่างทาง อีกสิ่งคือสัญญาณโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ต ที่ค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้าจอทีละนิด เหมือนตอนเครื่องบินจะขึ้น ก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย ครูน้อยผู้กำลังบังคับหางเสืออย่างชำนาญ บอกกับผู้เขียนว่า “ครูบูม! ถ้าจะมาอยู่ที่นี่หนึ่งเดือน ต้องขับเรือเป็นนะครับ!” ผู้เขียนยิ้มตอบ ก่อนจินตนาการภาพของตนเองถือหางเสือเรือลำน้อยดูบ้าง ครูน้อยแวะรับนักเรียนคนแรก ที่ผูกแพอยู่ใกล้กับท่าเรือมากที่สุด นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนได้พบกับเจ้าใหม่ ป. 5 ก่อนที่ทั้งครูน้อยและเจ้าใหม่ จะช่วยกันนำเรือจอดเทียบกับโรงเรียน เจ้าโฟมและเจ้าอาร์ม เด็กชั้น ป. 5 อีกสองคน ตามมาที่โรงเรียนในอีกไม่ช้า แต่แน่นอนว่า วันนี้เย็นเกินกว่าจะเปิดตำราเรียนแล้ว ครูน้อยจึงสั่งๆ เด็กๆ ทำเวรตามหน้าที่ของตน และทยอยเก็บของต่างๆ ให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะลงมือทำอาหารเย็นง่ายๆ อย่างผัดกะเพราะให้พวกเรากินกัน “ข้าวทุกจาน อาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้าง เป็นของมีค่า หลายคนเหนื่อยยาก ลำบากหนักหนาสงสารบรรดาคนยากคนจน ในโลกใบนี้ ยังมีคนจนยาก แสนลำบากอัตคัดและขัดสน อย่ากินทิ้งกินขว้างตามใจตน สงสารคนจนที่ไม่มีอะไรกิน อาหารเย็นวันนี้ ข้าวผัดกะเพราะ ขอบคุณครับพ่อครัวขอบคุณครับคนทำ ขอบคุณครับคุณครู” เสียงเด็กๆ “พิจารณาอาหาร” ก่อนเริ่มลงมือกิน ผู้เขียนจำได้ว่า ก็เคยท่องมาเช่นเดียวกัน ครั้งสุดท้ายคงเป็นช่วงเข้าค่ายทักษะชีวิตตอน ม. 3 มื้ออาหารจบลงอย่างรวดเร็วด้วยความอิ่มอกอิ่มท้องของทุกคน ครูน้อยหยิบยื่นขันน้ำสีเหลืองชนิดที่ได้จากชุดสังฆทานให้ผู้เขียน พร้อมถามอย่างติดตลกว่า “ครูบูมอาบน้ำแม่น้ำได้ใช่ไหมครับ จะกระโดดน้ำเลยก็ได้ แต่ระวังลูกชะโดมันตอดนะ!” นี่จึงเป็นครั้งแรก ที่ผู้เขียนได้อาบน้ำจากแม่น้ำด้วยเช่นกัน ไม่อาจรู้ได้เลยว่า เป็นเพราะความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง หรือบรรยากาศแสนสบายบนเรือนแพ ผู้เขียนหลับทันทีเมื่อหัวถึงหมอน จะมีก็แต่อาการคันตามตัว ที่ทำให้ต้องตื่นมาเกากลางดึก เพราะถูกแมลงตัวเล็กๆ กัดตามขาบ้าง ตามแขนบ้าง แมลงพวกก็นี้ร้ายนัก เพราะถึงแม้ผู้เขียนจะนอนอยู่ในมุ้งที่เด็กๆ อุตส่าห์สละเวลาเล่นไพ่UNO มากางให้ พวกมันก็ยังสามารถเล็ดลอดเข้ามากัดเสียจนได้ (มารู้จากครูน้อยภายหลังว่า มันคือ “ตัวริ้น” ดีที่ผู้เขียนไม่ได้มีอาการแพ้ จึงขึ้นเป็นจุดเล็กๆ แดงๆ เท่านั้น) เช้าแรกบนแพ ผู้เขียนตื่นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง เพื่อต้องการดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่ด้วยหมอกที่ลงจัด ทำให้เก็บภาพมาฝากท่านผู้อ่านได้ไม่สวยงามนัก ต้องขออภัยท่านผู้อ่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ ผู้เขียนใช้เวลาเงียบๆ ช่วงเช้าตรู่ เดินสำรวจส่วนต่างๆ ของแพ ได้ข้อสรุปสั้นๆ ว่า แพโรงเรียน เป็นแพหลายหลังผูกติดกัน และผูกกับตอไม้ใหญ่บนฝั่งด้านหลังอีกที ปัจจุบันแพผูกอยู่ที่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เนื่องจากเป็นช่วงที่น้ำขึ้นสูง และตัวแพจะย้ายที่ผูกไปเรื่อยๆ ตามการขึ้นลงของน้ำในแม่น้ำ ทั้งนี้ ผู้เขียนได้พยายามจดรูปแบบของแพแต่ละหลังมาให้ท่านผู้อ่านทุกท่านด้วย เพื่ออรรถรสในการอ่านที่มากขึ้น เด็กๆ ตื่นขึ้นมาพร้อมกันราว 6.00 นาฬิกา พร้อมกับเก็บที่นอนกันอย่างขยันขันแข็ง และเริ่มทำเวรความสะอาดตามส่วนที่ตนรับผิดชอบ มื้อเช้านี้ ผู้เขียนเลือกที่จะทำอาหารให้ครูน้อยและเด็กๆ กินบ้าง จึงเข้าครัวไปแกะเส้นพาสต้าและซอส มาผัดพร้อม “จิ้นหมูบด” เป็นสปาเกตตี้นาโปลีตันแบบง่ายๆ เส้นพาสต้าสองซองใหญ่ ผัดจนหอมได้ที่ ตักแบ่งเท่าๆ กันเป็นห้าจาน เด็กๆ ที่ไม่เคยกินสปาเกตตี้มาก่อน กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ผู้เขียนไม่จำเป็นต้องกิน ก็รู้สึกอิ่มอกอิ่มใจไปพร้อมๆ กัน หลังจากมื้ออาหารเช้า ก็ถึงเวลาเคารพธงชาติและสวดมนตร์ก่อนที่จะเริ่มเรียนคาบแรกในเวลา 9.00 นาฬิกา วิชาภาษาไทย น่าจะเป็นวิชาที่ผู้เขียนพอไปวัดไปวาได้มากที่สุดคาบเช้าจึงเริ่มต้นด้วยการเขียนตามคำบอก การฝึกย่อความจากนิทานชาดก และการอ่านหนังสือวรรณคดีลำนำตอน “กระเช้าสีดา” ครูน้อยเตรียมอาหารเที่ยงไว้ให้พวกเราแล้ว ในตอนบ่ายมีนักเรียนมาเพิ่มอีก คือน้อยบอย ชั้น ป. 1 และน้องอิงดอย ชั้นอนุบาล 2 ผู้เขียนวุ่นวายกับการดูแลเด็กๆ จนต้องงัดไม้เด็ดอย่างของเล่นระบายสีไดโนเสาร์ ที่ส่งมาจากกรุงเทพฯ ล่วงหน้า มาให้เด็กๆ ได้ระบายสีกัน วันเวลาบนเรือนแพผ่านไปอย่างรวดเร็ว อาจเป็นเพราะผู้เขียนเข้านอนเร็วอย่างยิ่ง เพราะความอ่อนล้าที่ต้องสู้รบตบมือกับพวกตัวแสบหลายคน รู้ตัวอีกที วันพรุ่งนี้ก็เป็นวันศุกร์เสียแล้ว เด็กๆ เตรียมกลับบ้าน เช่นเดียวกับผู้เขียนที่เตรียมเข้าไปพักผ่อนที่ตัวอำเภอเช่นกัน เล่ามาเสียตั้งยืดยาว จะขอกล่าวทิ้งท้ายในตอนนี้ไว้เสียหน่อยว่า ถ้าท่านผู้อ่านท่านไหน อยากมาสัมผัสกับชีวิตบนแพมาเป็นครูอาสา หรือมาเยี่ยมเยียนเด็กๆ และคุณครู สามารถติดต่อหาครูมาดได้โดยตรงที่เบอร์ 087-179-9506 และไว้พบกันใหม่ในซีรีส์บทความครูอาสาในตอนต่อไป รฦกถึงเสมอ ผู้เขียน ที่โรงเรียนนี้ไม่คิดค่าเทอมกับเด็กๆ แต่อย่างไรก็ตาม ครูมาดก็ยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ดังนั้นหากท่านผู้อ่านท่านไหนสนใจช่วยค่าเล่าเรียนของเด็กๆ หรืออยากช่วยครูมาดปรับปรุงโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นในด้านไหนก็ตาม (เข้าไปดูภาพเด็กๆ และโรงเรียนได้ที่เพจ ครูมาด เรือนแพ) สามารถร่วมบริจาคได้ที่เลขที่บัญชี 984-3-34573-8 ชื่อบัญชี: เพื่อการศึกษา โรงเรียนบ้านก้อจัดสรร สาขาเรือนแพ โดยนายสามารถ สุทะ ธนาคาร: กรุงไทย หรือถ้าอยากส่งของมาให้เด็กๆ เช่น ตำราเรียน แบบฝึกหัด (ชั้นอนุบาล – ประถม) หนังสือต่างๆ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เสื้อผ้า ชุดนักเรียน หรืออุปกรณ์การเรียนและสื่อการสอน รวมถึงของเล่นต่างๆ สามารถส่งมาได้ที่ที่อยู่ ครูสามารถ สุทะ ส่งที่โรงเรียนบ้านก้อจัดสรร ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน 51110 […]

Read

Out of Office

500 MILES FROM HOME

บันทึกเรื่องราวต่างๆ ของการเดินทางไปสอนหนังสือกว่าหนึ่งเดือน ที่โรงเรียนบ้านก้อจัดสรรสาขาเรือนแพ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน บทความและรูปโดย Suwicha Sangkayoolakul, Features Editor, W.Ministry ภาพประกอบโดย Kasidit Taranabhaiboon, Illustrator, W.Ministry การค้นหาความหมายของชีวิต สามารถกระทำได้มากมายหลายวิธี บ้างเลือกที่จะทดลองศึกษาศาสตร์ศิลป์เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ บ้างคิดว่าการอ่านหนังสือถือเป็นการค้นหาความหมายของชีวิตที่ดีที่สุด ส่วนสำหรับผู้เขียนเอง “การเดินทาง” ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ยอดเยี่ยม เพราะระหว่างการเดินทางนั้น สถานการณ์ สถานที่ ผู้คนและองค์ประกอบต่างๆ ที่กอปรสร้างกันขึ้นมา จะเป็นประสบการณ์ชั้นดีให้แก่ผู้เดินทางเอง ถึงกระนั้นการเดินทางก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่มีการวางแผนไว้อย่างรอบคอบ ชนิดที่จองไว้ตั้งแต่วิธีการเดินทางไปถึงที่พักและแม้แต่ร้านอาหารต่างๆ และอีกแบบที่ปล่อยไปตามยถากรรม ชนิดพวกนกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั่น ตัวผู้เขียนเป็นนักเดินทางในรูปแบบแรก เป็นนักเดินทางที่ไม่ค่อยชอบเท่าใดนัก ยามที่มีสิ่งใดไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ และไม่เคยจะมีสักครั้งที่เลือกเดินทางผจญภัยในรูปแบบที่สอง ถึงแม้ว่าในใจจะลองจินตนาการนึกภาพตัวเอง ยามได้สะพายกระเป๋าแบ็คแพ็ค ก้าวเท้าเดินขึ้นไปบนรถไฟ ที่ขึ้นเหนือล่องใต้โดยไม่มีที่สิ้นสุด แต่ด้วยทั้งภาระหน้าที่ในการศึกษา ครอบครัว เพื่อนฝูง หรือแม้แต่ความรู้สึกนึกกลัวของผู้เขียนเอง ที่เป็นเหมือนป้ายกั้นทางรถไฟดังกล่าว ทำให้จิตใจยากจะโบยบินได้ตามที่ฝันไว้ เมื่อหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสดูหนังไทยจากค่าย GTH อย่างเรื่อง “คิดถึงวิทยา” (2014) ซึ่งความจริงหนังเรื่องก็มีอายุกว่า 4 ปีแล้ว หลังจากดูหนังเรื่องนี้จบ ผู้เขียนก็ตัดสินใจที่จะเอาอย่าง “ครูสอง” ที่ไปสอนเด็กๆ บนโรงเรียนเรือนแพที่ตั้งอยู่เดี่ยวๆ กลางแม่น้ำกันบ้าง เรียกว่าหนังเรื่องดังกล่าวเป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนออกค้นหาความหมายของชีวิตเสียมากกว่า ผู้เขียนเริ่มต้นจากการติดต่อ ครูมาด (นายสามารถ สุทะ) ครูที่ประจำอยู่ที่ โรงเรียนบ้านก้อจัดสรร สาขาเรือนแพ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ไปดู ว่าถ้าอยากจะไปเป็นครูจิตอาสา สอนหนังสือเด็กๆ ที่นั่น สักหนึ่งเดือนจะได้หรือไม่ ครูมาดยินดีอย่างยิ่งที่ได้ตัวผู้เขียนมาช่วย ถึงแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ทั้งเด็กๆ นักเรียนที่เรือนแพและตัวผู้เขียนเอง น่าจะได้อะไรดีๆ จากการเป็นจิตอาสาครั้งนี้บ้างไม่มากก็น้อย โรงเรียนบ้านก้อจัดสรร มีสาขาหลักตั้งอยู่บนบกในตัวเมืองลำพูน ส่วนสาขาเรือนแพนั้นจัดตั้งขึ้นเพื่อการศึกษาของเด็กๆ บุตรหลานชาวประมง ที่อาศัยอยู่บนแพล่องลอยหาปลาไปตามลุ่มแม่น้ำปิง เด็กๆ เหล่านี้จะเข้าถึงการศึกษาได้ยากกว่าเด็กๆ ในตัวเมือง เพราะข้อจำกัดทางการเงินและการเดินทาง ครูมาด จึงตัดสินใจมาดูแลเด็กๆที่นี่ ด้วยเหตุผลที่ว่า “พอมาถึงเรื่องของการศึกษา เด็กคนเดียวก็ยังสำคัญ” ปัจจุบันโรงเรียนบ้านก้อจัดสรรสาขาเรือนแพ มีนักเรียนทั้งหมด 6 คน แบ่งไปตามแต่ละระดับ ตั้งแต่อนุบาลไปถึงประถมปลาย เด็กๆ ถึงแม้จะเรียนคนละชั้น แต่ก็เรียนอยู่ในห้องเดียวกัน มีเพียงครูมาด และครูน้อย (นายปริญญา ขันอาสา) อีกท่านหนึ่งที่ประจำอยู่ที่โรงเรียนนี้ จะเป็นผู้สอน ทั้งหนังสือวิชาความรู้และทั้งการใช้ชีวิตแก่เด็กๆ ทั้ง 6 คนด้วย ที่บอกว่าสอนการใช้ชีวิตด้วย เพราะโรงเรียนนี้มีความเป็นโรงเรียนประจำอยู่สักหน่อย กล่าวคือผู้ปกครองจะมาส่งเด็กๆ ที่โรงเรียนในเช้าวันจันทร์  ก่อนที่จะมารับในเช้าวันศุกร์ เพราะฉะนั้นเวลากว่า 4 วัน จะเป็นเวลาที่คุณครูอยู่ดูแลเด็กๆ ตลอดทั้ง 24 ชั่วโมง ทั้งการสอนหนังสือตามหลักของกระทรวงศึกษาธิการพื้นฐาน การทำโครงงานอาชีพ การเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ทำสวนผักบนแพ ไปจนถึงการทำความสะอาดแพและหุงหาอาหารต่างๆเด็กๆ ที่นี่จึงกลายเป็นว่าเป็นเหมือนบุตรหลานของครูมาดและครูน้อยไปในตัวด้วย ผู้เขียนเองก็ตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้เดินทางไปสอนเด็กๆ ที่โรงเรียนแห่งนี้ ผู้เขียนเลือกเดินทางด้วยรถไฟซึ่งถือเป็นครั้งแรกของชีวิต เฉกเช่นเดียวกับครั้งแรกที่จะไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตและโทรศัพท์ ครั้งแรกที่จะนอนด้วยแอร์จากธรรมชาติ (ที่มาพร้อมยุง ริ้น ไรเป็นฝูงๆ ) ครั้งแรกที่จะไม่มีน้ำอุ่นๆ ให้อาบ “มนุษย์ไลฟ์สไตล์คนกรุงฯ แบบมึง จะไปได้สักกี่น้ำกันเชียววะ” นี่คือคำถามแบบขำๆ ในวงเหล้าของเพื่อนฝูง เมื่อทุกคนรู้ว่าจะไม่ได้เห็นหน้าค่าตาผู้เขียนราว 30 วัน ผู้เขียนขอแถลงไว้ตรงนี้เลยว่าไม่มีอะไรทำให้ผู้เขียนท้อแท้ใจได้หรอก นอกจากความเหงาเล็กน้อยที่คงจะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ในรอบ 30 วันนี้เท่านั้นเอง ดังนั้นผู้เขียนจึงเลือกที่จะแก้เหงาด้วยวิธีที่ตนถนัดที่สุด คือการเขียนบทความเพื่อพูดคุยไถ่ถามสารทุกข์กับท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน การเดินทางของผู้เขียนครั้งนี้จะออกมาพร้อมบทความซีรีส์สั้นๆ ให้ได้ติดตามคลายเหงากันบ้าง ถึงจะบอกว่าไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตที่โรงเรียน แต่ยามที่เด็กๆ กลับบ้านในคืนวันศุกร์ และผู้เขียนต้องเดินทางเข้ามาพักที่ตัวเมือง ก็น่าจะได้ติดต่อท่านผู้อ่านกลับไปบ้าง บ่ายโมงสี่สิบห้านาที ป้ายกั้นรถไฟยกขึ้นแล้ว ถึงเวลาที่รถไฟขบวน 109 จะเริ่มออกตัวจากชานชาลาที่ 10 มุ่งหน้าจากสถานีรถไฟหัวลำโพง เดินทางยาวๆ หลายชั่วโมง ก่อนจะถึงจุดหมายที่จังหวัดลำพูน ด้วยความหวั่นไหวเล็กๆ ในใจ จินตนาการว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในช่วง 30 วันนี้ แต่ผู้เขียนมาได้ถึงขนาดนี้ การถอยหลังไม่ใช่เรื่องที่คิดเอาไว้เช่นกัน เพลง In My Life ของวงสี่เต่าทองดังขึ้นในหูฟังที่พึ่งถูกยัดเข้าไปกระทบกับรูหู ผู้เขียนหลับตาลงช้าๆ และวาดหวังว่าการเดินทางครั้งนี้ จะเป็นหนึ่งในการเดินทางที่น่าจดจำมากที่สุดครั้งหนึ่ง และไว้พบกันใหม่ กับตอนต่อไปของบทความซีรีส์ครูอาสาได้ที่ The Edit เร็วๆ นี้ครับ  ที่โรงเรียนนี้ไม่คิดค่าเทอมกับเด็กๆ แต่อย่างไรก็ตาม ครูมาดก็ยังมีค่าใช้จ่ายต่างๆ มากมาย ดังนั้นหากท่านผู้อ่านท่านไหนสนใจช่วยค่าเล่าเรียนของเด็กๆ หรืออยากช่วยครูมาดปรับปรุงโรงเรียนไม่ว่าจะเป็นในด้านไหนก็ตาม (เข้าไปดูภาพเด็กๆ และโรงเรียนได้ที่เพจ ครูมาด เรือนแพ) สามารถร่วมบริจาคได้ที่เลขที่บัญชี 984-3-34573-8 ชื่อบัญชี: เพื่อการศึกษา โรงเรียนบ้านก้อจัดสรร สาขาเรือนแพ โดยนายสามารถ สุทะ ธนาคาร: กรุงไทย หรือถ้าอยากส่งของมาให้เด็กๆ เช่น ตำราเรียน แบบฝึกหัด (ชั้นอนุบาล – ประถม) หนังสือต่างๆ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เสื้อผ้า ชุดนักเรียน หรืออุปกรณ์การเรียนและสื่อการสอน รวมถึงของเล่นต่างๆ สามารถส่งมาได้ที่ที่อยู่ ครูสามารถ สุทะ ส่งที่โรงเรียนบ้านก้อจัดสรร ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน 51110 ผู้เขียนขอกราบขอบพระคุณทุกๆ ท่าน แทนคุณครู ชาวบ้านและเด็กๆ ล่วงหน้าจากใจจริง

Read

Out of Office

REMINISCING SHIMOKITAZAWA TUNES

บทเพลงแห่งบาร์ลับในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เปิดโลกการฟังดนตรีแบบอบอุ่นหัวใจ ย้อนกลับไปในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของประเทศญี่ปุ่นเป็นเหมือนสัญญาณบอกว่าเราต้องออกเดินทางเพื่อไปสัมผัสลมหนาวอ่อนๆ ที่เรียงรายและรอบล้อมไปด้วยต้นไม้ที่กำลังผลัดใบไปสู่หน้าหนาวอย่างเต็มตัว ใบไม้สีแดงเหลือบสีเหลืองคือภาพที่น่าจรรโลงใจและทำให้กรุงโตเกียวอันเป็นที่รักของนักท่องเที่ยวรวมไปถึงชาวญี่ปุ่นในพื้นที่นั้นตลบอบอวลไปด้วยความโรแมนติก และเต็มไปด้วยความหวังว่ากำลังจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในไม่ช้า ในช่วงวันที่สามที่เราผ่านความสนุกและความสุขจากการได้กินของอร่อย เดินชมบรรยากาศเมืองที่ไม่เคยหลับใหลด้วยป้ายไฟร้านรวงน้อยใหญ่ทั่วๆ กรุงโตเกียวก่อนที่จะเดินทางสู่ต่างจังหวัดในเขตคันโตนั้น เราได้ตั้งใจมุ่งหน้าไปยังย่านมหาวิทยาลัยที่มีเหล่าวัยรุ่นชาวญี่ปุ่นอาศัยอยู่และนิยมออกมาสังสรรค์กัน ย่านที่คลาคล่ำไปด้วยเสื้อผ้ามือสองและของทำมือมากมายนับไม่ถ้วน ในนาม “Shimokita-zawa” หรือ Shimokitazawa ที่อาจจะได้ยินผ่านหู หรือผ่านตาจากการรีวิวในโลกโซเชียลมีเดียมาว่าเป็นหนึ่งในสถานที่สุดฮิต ที่คนไทยอย่างเราเมื่อมาโตเกียวแล้วควรแวะมาสักครั้ง เพราะจะถือว่าไม่ถึงโตเกียว อะไรต่างๆ นานาก็ว่ากันไป แต่สำหรับบทความนี้เราจะไม่ได้พาไปชมความครึกครื้นหรือพาชิมร้านอาหารเด็ดของ Shimokitazawa แต่สิ่งที่เราจะพาไปสู่ห้วงแห่งทำนองเพลงอันล้ำค่า ณ บาร์ที่เร้นลับและไม่ได้โด่งดังอะไร แต่เราก็ได้มอบความประทับใจและให้ปฏิญาณกับตัวเองไว้แล้วว่า จะแวะมาทุกครั้งที่ได้มีโอกาสมาเหยียบกรุงโตเกียว ด้วยความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับการสะสมแผ่นเสียงไวนิล สายตาที่นอกจากจะเชยขมความสวยงามของภูมิทัศน์รอบๆ ย่านนี้ เราก็ไม่พลาดที่จะสอดส่องไปยังร้านขายแผ่นเสียงหรือซีดีที่มีมากมาย แต่ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ต้องถูกชะตากับร้านเล็กๆ อย่าง Upstair Records ที่ต้องขึ้นบันไดไปชั้นสองนี้ เพื่อที่จะไปค้นพบอะไรบางอย่างที่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะอันที่จริงแล้ว เราเพียงต้องการพื้นที่หลบภัยจากความหนาวแบบมีลมระดับ 7-8 องศา ก่อนที่จะเดินทางกลับไปพักผ่อนในย่าน Ikebukuro เพราะเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว เมื่อเปิดประตูเข้าไปในร้านสิ่งแรกที่พบคือร้านเล็กๆ รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่ด้านขวามือเต็มไปด้วยแผ่นเสียงมากมายมหาศาล ทั้งเพลงญี่ปุ่น เพลงสากลระดับตำนาน รวมไปถึงแผ่นเสียงแนวเพลงต่างๆ ให้เลือกขุดคุ้ยกันอย่างสนุกสนาน และทางด้านซ้ายมือคือบาร์เหล้าและค๊อกเทลแบบญี่ปุ่นร่วมสมัย ที่เค้าท์เตอร์นั้นเต็มไปด้วยขวดเหล้าญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม […]

Read

Out of Office

WHO OFFERS THE BEST BUSINESS CLASS?

สุดยอดที่นั่งชั้นธุรกิจจาก 5 สายการบินนานาชาติ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางที่ต้องการอะไรที่มากกว่า วันหยุดเริ่มคืบคลานเข้ามาช้าๆ พร้อมอากาศที่ร้อนขึ้นอย่างสังเกตได้ และแน่นอนว่าในวันหยุดช่วงสงกรานต์ (ที่ยาวนานเป็นพิเศษสำหรับปีนี้) คงไม่มีอะไรเหมาะไปกว่าการออกเดินทาง คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการจองและนั่งบนที่นั่งชั้นธุรกิจ (Business Class) ที่นอกจากความสะดวกสบาย ความอร่อยของอาหาร และบริการที่เยี่ยมยอดแล้ว มันยังเป็นการเริ่มต้นทริปที่ดีที่สุดอย่างหนึ่ง สายการบินที่เรายกมากล่าวถึงในบทความนี้นั้น จะมีจุดเด่นในด้านต่างๆ ที่เราคิดว่าเหมาะสมอย่างยิ่งที่ท่านผู้อ่านจะได้เจียดเงินในกระเป๋า (หรือไมล์คะแนนในบัตรเครดิต) ​ออกมาเล็กน้อย และลองจองลองนั่งชั้นธุรกิจในสายการบินดังกล่าวกัน เรายกมาทั้งหมด 5 สายการบิน ที่เด่นดีใน 5 ประการ ซึ่งประกอบด้วย สายการบินที่มีห้องรับรอง Lounge ที่ดีที่สุด สายการบินที่มีที่นั่งที่ดีที่สุด สายการบินที่มีการบริการที่ดีที่สุด สายการบินที่มีอาหารดีที่สุด และสายการบินที่มี Amenity Kits ที่ดีที่สุด แต่ก่อนอื่นเลยเราต้องบอกท่านผู้อ่านก่อนว่าบทความนี้ทั้งหมดตั้งอยู่บนความชอบของผู้เขียนเอง ดังนั้นแล้วหากท่านผู้อ่านไม่เห็นด้วยหรือถ้ามีสายการบินใดๆ จะแนะนำให้เราและท่านผู้อ่านท่านอื่นๆ ได้ลองนั่งกันก็เชิญแสดงความเห็นเพื่อเป็นวิทยาทานนะครับ The Best Lounge CATHAY PACIFIC The Wing ห้องรับรองผู้โดยสารที่ Cathay Pacific พึ่งปรับปรุงใหม่ Wonton noodles […]

Read

preloader