The Edit

Lexus

Lexus

A WALK THROUGH LEXUS GLOBAL BOOTH AT BIMS 2019

มากกว่าพื้นที่การจัดแสดงรถยนต์ คือภาพสะท้อนความใส่ใจในรายละเอียด

Read

Lexus

A BOLD MOVE. THE RIGHT CHOICE.

การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่เริ่มต้นจาก
การตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว เช่นเดียวกับการพัฒนายนตรกรรม
ของเลกซัสตลอดเกือบสามทศวรรษที่ผ่านมา

Read

Lexus

MY AMAZING DAY

เมื่อเริ่มต้นสิ่งที่ดีจากภายใน ชีวิตในหนึ่งวันธรรมดาก็ดูแสนพิเศษ

Read

Lexus

THE MOST RELIABLE

การขับขี่อันนุ่มนวลที่มาพร้อมความปลอดภัย
และภูมิหลังแห่งยนตรกรรมที่ผ่านการทดสอบอันแสนหฤโหดหลายต่อหลายครั้ง
ผ่านการสร้างสรรค์อันเจนจัดด้วยประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญ

Read

Lexus

THE LEXUS TECHNOLOGIES

การตีความคำว่าเทคโนโลยีของเลกซัสนั้นลึกซึ้งกว่าปกติเสมอ
แต่ที่ท้าทายกว่าคือการผนวกความก้าวล้ำเข้ากับการใช้งานจริงของรถยนต์

Read

Lexus

GRACE AND LEGACY

การส่งต่อซึ่งมรดกทางความคิดและการฟันฝ่าซึ่งกระแสสังคม สิ่งที่กอปรสร้างขึ้นเป็นคู่พ่อ – ลูกครอบครัว “เหตระกูล” การเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตนเองและส่งต่อสิ่งเหล่านั้นให้รุ่นต่อๆ ไป เป็นอนึ่งการส่งต่อมรดกของความรุ่มรวยทางความคิดที่ครอบครัวเหตระกูลยึดถือปฏิบัติสืบกันมาจนเป็นบรรทัดฐาน ผ่านการแสดงออกให้เห็นตั้งแต่หน่วยที่เล็กที่สุดของสังคมอย่างครอบครัว ไปถึงระดับชาติและระดับนานาชาติ การเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดเหล่านี้เป็นการแสดงออกถึงคุณลักษณะสำคัญของผู้ที่แสวงหาความสุขของชีวิตในอุดมคติอย่างแท้จริง และที่W.MINISTRY เอง เราถือว่าตนเป็นผู้หนึ่งที่อยู่เผชิญหน้ากับกระแสทางสังคม ร่วมสมัยเดียวกับคู่พ่อ – ลูก อย่างคุณประชาและคุณดอม เหตระกูล ดังนั้นแล้วสิ่งที่เราสามารถทำได้ดีที่สุด คือการถ่ายทอดปรัชญา ความรู้ และความอุดมสมบูรณ์แห่งการใช้ชีวิตในแบบฉบับที่ว่า “โลกเดี๋ยวนี้มันเล็กลง” เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้มองเห็น “โลกในมุมมองที่กว้างขึ้น” ได้ ไม่มากก็น้อย บ่ายอ่อนๆ ของวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา เราเคลื่อนตัวจากที่ทำงานใจกลางเมือง ไปถึงบ้านริมทะเลสาบเมืองทองธานี เจ้าของบ้านหลังใหญ่เปิดประตูรับทีมงานของเราอย่างยิ้มแย้มประดุจญาติผู้ใหญ่ที่หลานๆ เคารพรักยิ่ง พร้อมกับเชิญพวกเราเข้าไปนั่งคุยกันในโซนห้องรับแขกของบ้านท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ คุณประชาเหตระกูล นักหนังสือพิมพ์ผู้เป็นประธานผู้บริหารของหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ พูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบกับพวกเราระหว่างรอการมาถึงของคุณดอม เหตระกูล ลูกชายคนโตที่เพิ่งจะมีผลงานละครเรื่องใหม่อย่างเรื่อง “สายรักสายสวาท” และ “ภูตพิศวาส” กับทางช่อง One 31 และเมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง เราก็พร้อมที่จะดำดิ่งลงไปในห้วงลึกของความคิดและรูปแบบการดำเนินชีวิตของบุคคลจากสองเจนเนอร์เรชั่นที่สอดประสานกันภายใต้ความสัมพันธ์ของพ่อลูกอย่างลงตัว “ คำว่าหรูหราส่วนใหญ่เป็นคำพูดของบุคคลที่สาม ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ในความรู้สึกของผมคือเราต้องรับรู้ได้ว่าเรามีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือความหรูหราที่คนเรามีได้ตลอดเวลา ” มุมมองแรกที่เรา (และอาจหมายรวมถึงท่านผู้อ่านหลายๆ คน) สงสัย คือการให้คำจำกัดความของคำว่า“หรูหรา” ว่าแท้จริงแล้วที่ทุกผู้คนบอกว่า “ใช้ชีวิตอย่างหรูหรา” นั้น มันหมายถึงอะไรกันแน่ ซึ่งคุณประชาได้เฉลยข้อสงสัยที่เปรียบเสมือนจุดคันที่กลางหลัง ยากจะเกาถึงดังกล่าวของเราให้หายเป็นปลิดทิ้งว่า “เราคิดถึงตัวเองก่อนดีกว่าว่าเราอยากทำอะไร เราจะทำให้ตัวเองสบายใจได้อย่างไร คำว่าหรูหราส่วนใหญ่เป็นคำพูดของบุคคลที่สาม ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร ในความรู้สึกของผมคือเราต้องรับรู้ได้ว่าเรามีความสุขกับชีวิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือความหรูหราที่คนเรามีได้ตลอดเวลา” แต่ถึงกระนั้น สิ่งที่คุณประชาบอกกล่าวแก่เรา ดันจุดชนวนความสงสัยขึ้นมาอีกข้อหนึ่งว่า “แล้วผู้ที่ร่ำรวยเงินทอง ซื้อของมากมายเพื่อตอบสนองตัวเอง ถือเป็นความหรูหราหรือไม่” คุณประชาตอบเราว่า “ผมกลับมองกลับกัน เพราะภายใต้การซื้อของราคาแพงของผู้คนที่ร่ำรวย อาจไม่ได้เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองเสมอไป ในบางครั้งมันถือเป็นการลงทุน เช่น การซื้อรูปวาดของอาจารย์ถวัลย์ ดัชนี หรือของอาจารย์เฉลิมชัยโฆษิตพิพัฒน์ ที่มีเพียงชิ้นเดียวบนโลก การซื้อของแบบนี้ถือเป็นการลงทุนและถ้าเราเก็บรักษาสิ่งของพวกนี้ไว้ให้ดี ไม่มีทางที่จะราคาตกแน่นอน เพื่ออนาคตของตนเองและครอบครัว แต่เราก็ต้องเข้าใจถึงปรัชญาที่อยู่ภายใต้ของเหล่านี้เช่นกัน” คุณดอมกล่าวเพิ่มเติมต่อจากคุณพ่อว่า “บางคนอยู่ในแวดวงนาฬิกาก็จะซื้อนาฬิกา บางคนอยู่ในแวดวงอสังหาฯ ก็จะซื้อที่ดิน คอนโดหรือโรงแรม แต่สิ่งที่เราต้องมีคือความรู้ เพื่อเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเราเอง และเป็นการสร้างโอกาสในการลงทุนด้วย เหมือนการลงทุนในรถคันหนึ่ง แน่นอนว่ามันมีค่าเสื่อม แต่ก็เหมือนกับทุกๆ สิ่งที่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของมัน ถ้าระยะเวลาที่เราใช้มันนาน มันก็คุ้มที่เราจะลงทุนก็รถคันนึงไป” “ โลกเดี๋ยวนี้มันเล็กลง ในโลกสมัยใหม่ผู้คนตามไปกับกระแสของโซเชียลมีเดีย ว่าเราต้องมีอย่างเขา ต้องเป็นอย่างเขา ผมว่าไม่จำเป็น ไม่มีใครรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรานอกจากตัวเราเอง ” สิ่งที่เราอยากรู้เพิ่มเติม คือการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อตนเองและการส่งต่อสิ่งต่างๆ ให้คนรุ่นต่อๆ ไป คุณประชาจึงได้ยกตัวอย่างรสนิยมในการกินอาหารและดื่มไวน์ของเขาว่า “เรื่องอาหารการกินเป็นสิ่งสำคัญ เราอยู่ได้ด้วยอาหารการกิน เมื่อเรามีโอกาสได้สัมผัสกับของดีๆ มันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ในขณะเดียวกัน เราไม่ได้ดื่มไวน์ด้วยหู ที่เมื่อฟังว่าราคาแพงถึงจะดื่ม แต่เราดื่มด้วยลิ้น ด้วยความรู้สึกส่วนบุคคล และองค์ประกอบอื่นๆ เช่นบรรยากาศและผู้ที่ร่วมกินดื่มด้วย มันเป็นรสนิยมชนิดหนึ่ง เหมือนผมไม่ทานเผ็ด จะไปบอกว่าอาหารรสเผ็ดไม่อร่อยไม่ได้ แต่ละอย่างมีคุณสมบัติของตัวเอง” ก่อนที่จะให้ความเห็นถึงเรื่องกระแสสังคมว่า “โลกเดี๋ยวนี้มันเล็กลง ในโลกสมัยใหม่ผู้คนตามไปกับกระแสของโซเชียลมีเดีย ว่าเราต้องมีอย่างเขา ต้องเป็นอย่างเขา ผมว่าไม่จำเป็น ไม่มีใครรู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับเรานอกจากตัวเราเอง” ซึ่งในส่วนนี้ก็ไปตรงกับความคิดของคุณดอม ผู้เป็นบุคคลจากอีกเจนเนอร์เรชั่นหนึ่ง ที่บอกกับเราในวิดีโอด้านบนว่า “ถ้าเราฟันฝ่ากระแสอย่างกระแสสังคมหรือโซเชียลมีเดียออกไปได้ จะทำให้เรารู้ตัวเราเองมากขึ้น และฝักใฝ่ในการหาความรู้ เพื่อที่จะสนับสนุนเหตุผลที่เรามีอยู่ นั่นหมายความว่าเรามีวิวัฒนาการในตัวเอง เรายอมรับในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ทุกอย่างมันเล็กลง แต่นั่นหมายความว่าถ้าเกิดเราสามารถเข้าหาห้องสมุดได้ง่ายขึ้น เราก็ต้องเปิดใจของเราให้กว้างขึ้น เพื่อที่จะได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ไปพร้อมๆ กัน..” อีกส่วนหนึ่งที่คุณประชาเน้นย้ำ คือการส่งต่อสิ่งต่างๆ ให้คนรุ่นต่อไป ซึ่งในที่นี้หาใช่มรดกในรูปแบบของเงินตราหรือสิ่งของ แต่คือมรดกทางความคิด คำสอน และหลักการดำเนินชีวิตที่สมบูรณ์ คุณประชากล่าวกับเราว่า เขาไม่ได้เป็นผู้ที่บอกให้คุณดอมไปเป็นดารา หรือให้ริเริ่มธุรกิจจักรยานยนต์ แต่เขาเป็นผู้ที่สอนคุณดอมให้เลือกทำสิ่งที่ชอบ แต่ขอให้ทำมันอย่างจริงจัง ทุ่มแรงทุ่มกายให้ถึงที่สุด จะหยิบหย่งไม่ได้ คุณประชาทิ้งท้ายเอาไว้ว่า“ผมพยายามเอาชีวิตผมในบั้นปลายอยู่กับลูกหลาน ดูความสำเร็จของเขา ให้พวกเขามีจิตใจที่ดีและอยู่กับสังคมได้ สิ่งนี้คือสิ่งที่วิเศษที่สุด” “ เมื่อเรามีความสุขในการเป็นผู้ให้และการเป็นผู้รับ ชีวิตมันก็จะอุดมสมบูรณ์ ” ส่วนคุณดอมเองได้กล่าวถึงมุมมองของความสัมพันธ์พ่อลูกว่า เป็นเหมือนฟันเฟืองที่อยู่ติดกัน คุณพ่ออาจหมุนไปทางหนึ่ง ในขณะที่ลูกหมุนไปอีกทาง มันไม่มีทางหมุนไปในทางเดียวกัน แต่มันก็จะไม่มีวันที่จะหมุนขัดกัน“เมื่อเรามีความสุขในการเป็นผู้ให้และการเป็นผู้รับ ชีวิตมันก็จะอุดมสมบูรณ์ วันหนึ่งผมเป็นลูกและวันนี้ผมก็เป็นพ่อ ผมเลือกที่จะใช้สิ่งที่เราทำอยู่เป็นประจำให้ผู้คนได้เห็น มันเป็นบรรทัดฐาน มันเป็นชีวิตของเรา” การสัมภาษณ์ที่เหมือนการแลกเปลี่ยนกันระหว่างทั้งคุณประชาและคุณดอม และคู่พ่อ – ลูกกับพวกเรา กินเวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคือความอิ่มเอมทางความคิดจากผู้ที่ใช้ชีวิตตามอุดมคติที่แท้จริงเป็นความอิ่มที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการกินดื่ม แต่เป็นความอิ่มที่เกิดจากการเติมเต็มทางจิตวิญญาณ เป็นสุนทรียะที่เกิดจากความแตกต่างของบุคคลสองวัยที่มีมุมมองเกี่ยวกับชีวิตที่แตกต่าง แต่ก็สามารถสอดคล้องกันได้อย่างลงตัวเหมือนฟันเฟืองสองตัวที่ทำงานร่วมกันอย่างกลมเกลียว ค้ำชูซึ่งกันและกัน พระอาทิตย์ตกจากขอบฟ้าสัมผัสกับผิวน้ำบนทะเลสาบช้าๆ อย่างนิ่มนวล ก่อนที่จะดิ่งลับหายไปจากสายตาของเราที่มองผ่านกระจกในรถ ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจของ Lexus ได้อีกที่นี่

Read

Lexus

EXPERIENCE THE LEXUS PHILOSOPHY AT THE L GALLERIA

สัมผัสปรัชญาความเหนือชั้นของการให้บริการ ผ่านประสบการณ์ที่จับต้องได้ของเลกซัส หากจินตนาการถึงพื้นที่หนึ่งซึ่งเหมือนเป็นแหล่งรวมความคิดสร้างสรรค์จากมันสมองชั้นยอดของมนุษย์ เพื่อแบ่งปันผลงานศิลปะ การออกแบบเทคโนโลยี และชีวิตความเป็นอยู่อย่างหรูหราแต่เรียบง่าย คำตอบของพื้นที่แห่งนี้ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้ากลางเมือง พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเรื่องราวของวัตถุและมีชีวิตหรืองานเปิดตัวผลงานของศิลปินชื่อดังในโลกคนใด แต่คือพื้นที่ที่ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นยอดสัญชาติญี่ปุ่นอย่างเลกซัสได้ส่งผ่านแนวคิดเพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสตัวตน มากกว่าแค่เพียงมุมมองยนตรกรรม เมื่อราว 3 ปีที่ผ่านมาสถานที่ในนามว่า “Intersect by Lexus” ได้ถูกกำเนิดขึ้นที่เขตอาโอยาม่า พื้นที่แสนสงบแต่มีชีวิตชีวาในกรุงโตเกียวด้วยแนวคิดที่ว่าความเป็นอยู่ของชีวิตหลากมุมมองและยนตรกรรมจากเลกซัสนั้นต้องสามารถจับต้องได้ ไม่ใช่เพียงการอธิบายผ่านตัวอักษรเท่านั้น และเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ชิ้นสำคัญที่อยากเห็นผู้คนและชีวิตเมืองเชื่อมโยงกับรถยนต์อย่างไร้รอยต่อ เพราะชื่อของ Intersect นั้นเป็นเหมือนการอุปมาพื้นที่ที่เป็นจุดศูนย์กลางของผู้คนและรถยนต์ที่สามารถสื่อสารและพักผ่อนหย่อนใจกันได้ราวกับเป็นพื้นที่ของตัวเองครั้งหนึ่งผู้บริหารสูงสุดของเลกซัส อากิโอะ โทโยดะ ได้เคยพูดถึง Intersect by Lexus ไว้ว่าเป็นพื้นที่ที่เลกซัสตั้งใจสื่อสารแนวคิดและตัวตนไปยังผู้บริโภคอย่างอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีชีวิตโลดแล่นมากกว่าเพียงรถยนต์ และพื้นที่แห่งนี้ก็ประสบความสำเร็จเสมอมา เพราะหลังจากการเปิดตัวที่ประเทศญี่ปุ่นแล้ว Intersect by Lexus ก็ได้ขยายไปยังเมืองใหญ่ของโลกอย่าง ดูไบและกำลังจะเปิดตัวที่มหานครนิวยอร์กเร็วๆนี้ และสามารถสร้างประสบการณ์อันล้ำค่าให้กับผู้ที่ผ่านไปมา ได้มากกว่าการใช้สื่อใดๆ ทำการตลาดเพียงด้านเดียว หากผู้อ่านได้ติดตามบทความของเราที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องราวความมหัศจรรย์ที่เป็นมากกว่ายนตรกรรมของเลกซัสแล้วจะรู้สึกได้ว่าถ้อยคำที่ผู้ผลิตย้ำและสื่อสารอยู่ตลอดในคำว่า “Omotenashi” หรือความเอาใจใส่ขึ้นไปอีกขั้นตามแบบฉบับชาวญี่ปุ่น คือปรัชญาเบื้องหลังความสำเร็จที่ทำให้เลกซัสโดดเด่นและไม่เหมือนใครในความเรียบหรูมาตลอด 30 ปี และในวันนี้ปรัชญานั้นได้กำลังเข้ามาประชิดตัวเราอย่างเข้าไปอีกขั้นในโมเดลพื้นที่แบบใหม่ที่จะทำให้ตรงใจคนไทยมากกว่าที่เคยเป็นมาด้วยเอกลักษณ์แห่งศิลปะการทำมือที่ใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอนเพราะปรัชญาและวิสัยทัศน์ของเลกซัสไม่ได้เพียงมุ่งเน้นการสรรค์สร้างรถยนต์ที่เหนือชั้น แต่เป็นประสบการณ์ในชีวิตหลายๆ อย่างประกอบกันและในวันนี้วิสัยทัศน์นั้นได้ส่งออกไปอีกครั้งผ่านการเดินทางของพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์แห่งใหม่ สู่มหานครกรุงเทพในชื่อว่า “The L GALLERIA by LEXUS” แกลเลอรี่แสดงผลงานแห่งใหม่ใจกลางเมือง ที่เป็นมากกว่าแค่การเชื่อมโยงผู้คนและรถเข้าด้วยกัน เพราะเป็นการรวบยอดปรัชญาความคิดของเลกซัสที่มีมาตลอดอย่างเหนือชั้น ผ่านประสบการณ์ รูป รส กลิ่นเสียง และการสัมผัสอันเยี่ยมยอดที่จับต้องได้ ความเรียบหรูแต่ทรงพลังของเลกซัสไม่ได้ถูกนำเสนอผ่านวัสดุราคาแพงเทคโนโลยีล้ำอนาคตการออกแบบที่สะดวกสบาย หรือการใช้เชื้อเพลิงทดแทน แต่เป็นการมอบประสบการณ์ให้ผู้ใช้ด้วยความรู้ ความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษในทุกๆ ด้าน สอดประสานกันอยู่ใน Omotenashi เพราะคำว่าเทคโนโลยี นวัตกรรม หรือเครื่องจักร ล้วนต้องมาพร้อมกับความเชี่ยวชาญในงานฝีมือ วัฒนธรรม และการเอาใจใส่ของมนุษย์ทุกอย่างล้วนคือการพัฒนาที่อยู่ในทุกอณูของเลกซัสตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ณ The L GALLERIA by LEXUS แห่งนี้มีความพิเศษกว่าโดดเด่นที่การมอบประสบการณ์ที่หลอมรวมอยู่ใน Omotenashi ทั้ง 5 คือรูป รส กลิ่นเสียง และสัมผัส ที่มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถเก็บเกี่ยวความรู้สึกเหล่านี้ได้ไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง Sight ประสบการณ์แรกแห่งรูปลักษณ์บริเวณทางเดินของ The L GALLERIA by LEXUS นี้ ถูกถ่ายทอดออกมาโดยชัช ชัชวาล จันทโชติบุตร ช่างภาพคนไทยชื่อดังที่สร้างผลงานใหญ่ๆ มาแล้วทั่วโลก พ่วงด้วยตำแหน่งแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของ LEICA Thailand ปี 2016 ซึ่งภาพที่จัดแสดงใน The L GALLERIA by LEXUS นี้ได้ใช้คอนเซ็ปต์ที่ชื่อว่า Time, Shape and Reflection สะท้อนผลงานผ่าน 2 ตัวตนของเลกซัส ทั้งรถยนต์และผู้ขับขี่ซึ่งแนวคิดนี้ ได้เริ่มต้นจากความคิดที่ว่า องค์ประกอบหลัก และตัวแปรสำคัญในการสร้างสรรค์งานจากการสัมผัสรถจริงทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ LC 500, LS 500h และ RX 300 ออกมาเป็นทิศทางของการแสดงภาพที่ปราณีตและชัดเจนตามแบบฉบับ Omotenashi คุณชัชวาล  จันทโชติ (ชัช) Brand Ambassador LEICA Thailand 2016 Time ในมิติตัวรถคือภาพถ่ายของชัช ที่สะท้อนระยะเวลาในการบ่มเพาะและคิดสร้างสรรค์ความใส่ใจในทุกรายละเอียดออกมาได้อย่างดี ว่ากว่าจะมาเป็นรถยนต์เลกซัสสักคันหนึ่งนั้นใช้เวลานานเพียงใด และ Time ในมิติของผู้ใช้งานนั้น ภาพถ่ายของชัชสะท้อนออกมาในมุมมองของทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารว่า ณ ขณะที่ใช้เวลาอยู่ในรถเลกซัสบนท้องถนนเป็นช่วงเวลาที่สามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์การเดินทางและเรียนรู้สมรรถนะตัวรถไปพร้อมๆ กัน ท้ายที่สุดคือการกลายเป็นช่วงเวลาของความสุนทรีย์ในทุกการเดินทาง Shape ถูกแสดงออกมาโดยเน้นการตกแต่งภายนอกของตัวรถ (Exterior) ทั้ง 3 รุ่นและสื่อสารออกมาแบบเส้นสายต่างๆ ที่บ่งบอกความเป็นเอกลักษณ์ของเลกซัสโดยเส้นโค้ง เว้า และรูปแบบของรถนั้นจะถูกถ่ายทอดออกไปยังผู้พบเห็นอย่างชัดเจน Reflection ของภาพถ่ายคือการสื่อสารถึงภาพสะท้อนของไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานรถยนต์เลกซัสโดยเน้นความเคลื่อนไหวของทั้งผู้ขับขี่และตัวรถไปพร้อมๆ กัน Taste ร้านกาแฟที่มุ่งมั่นเรื่องความพิถีพิถันและช่ำชองเรื่องนวัตกรรมแห่งเครื่องดื่มอย่าง EUREKA Nitro […]

Read

Lexus

LEXUS PARADIGM BEHIND BLOCKBUSTERS

การวางรากฐานเพื่ออนาคตด้วยความเชื่อมโยงกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ สะท้อนจินตนาการผ่านเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำของเลกซัส รถยนต์ Lexus LC500 ในสี Structural Blue ยานพาหนะของตัวเอก ใน Black Panther (2018) แนวคิดของการ “มองไปข้างหน้า” ตั้งแต่วันแรกที่ให้กำเนิดรถยนต์ต้นแบบ เป็นอะไรที่จับต้องได้อย่างชัดเจนสำหรับรถยนต์แบรนด์หรูสัญชาติญี่ปุ่น เพราะน้อยครั้งที่เลกซัสได้เอ่ยปากเกี่ยวกับเรื่องราวเกียรติประวัติหรือตำนานในอดีตของการสร้างตัวตนในโลกใบนี้ต่างจากค่ายรถยุโรป แต่แทนที่ด้วยการค้นคว้า พัฒนา เติมเต็มและสร้างสรรค์สิ่งที่เหนือกว่าในบริบทที่ว่าด้วยความเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนแบบญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า Omotenashi ตั้งแต่เครื่องยนต์ไปจนกระทั่งความสะดวกสบายในการโดยสารขั้นสูงสุด ซึ่งก็นับว่าเป็นปรัชญาที่ไปด้วยกันกับวิสัยทัศน์ของรถยนต์แดนอาทิตย์อุทัยอย่างชัดเจน การสร้างแบรนด์เพื่อให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง ฉีกกฎการทำตลาดรถยนต์แบบเดิมๆ คือกลยุทธ์หลักที่เลกซัสพยายามตามหาความสำเร็จอยู่ตลอดมา และในครั้งนี้ดูเหมือนว่ากำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการพุ่งเป้าปรับชุดความคิด (Mindset) ของผู้บริโภคกลุ่มวัยรุ่นและการผันตัวให้อยู่เหนือกว่าตลาดรถยนต์ที่แข่งขันกันอย่างรุนแรงเพราะเลกซัสเชื่อเสมอว่าการปรับตัวให้เข้ากับเป้าหมายเหล่านั้นคือการวางรากฐานที่ดีในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้คนที่มีต่อแบรนด์ในระยะยาว มากกว่าที่จะสร้างความประทับใจแบบหวือหวาชั่วข้ามคืนอย่างที่มักจะเห็นกัน ทั้งนี้เพื่อพุ่งตรงไปสู่จุดหมายและหล่อเลี้ยงวิสัยทัศน์ในการผลิตจินตนาการให้เป็นรูปร่างโดยไม่เคยมีคำว่าปิดกั้นตราบใดที่วิศวกรและทีมออกแบบทุกคนเห็นภาพปลายทางที่ชัดเจนเป็นภาพเดียวกัน ต่อเนื่องจากแคมเปญที่เราจับมือกับ Lexus ตั้งแต่ปลายปี 2017 ที่ผ่านมา ในบทความฉบับนี้ W.Ministry จะพาผู้อ่านเข้าสู่โลกจินตนาการแห่งเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ผ่านม้วมฟิล์มจอเงินที่ไม่ใช่เพียงการนำรถแห่งอนาคตมาเป็นตัวประกอบ แต่เป็นการฝังรากแนวคิดที่สื่อสารกับผู้ชมหัวก้าวหน้าได้อย่างเฉียบคม Imagination Brought to Films Major Valérian (รับบทโดย Dane DeHaan) ใน Valerian and the City of a Thousand Planets (2017) บ่อยครั้งที่เราเห็นยานพาหนะได้เข้าไปผนวกเข้ากับความบันเทิงในฟอร์มของภาพยนตร์มากกว่าสิ่งใดๆ เหตุก็เพราะเนื้อหาประเภทนี้มีคุณสมบัติครบรสทั้งในเชิงอารมณ์และแนวคิด ที่ถ่ายทอดผ่านภาพและเสียงที่บรรจุอยู่ในรูปแบบความบันเทิงแก่ผู้ชมยาวเกินกว่าชั่วโมง และรถสปอร์ตสุดสวยกับหนังแอ็คชั่นแทบจะเป็นอะไรที่แยกกันไม่ออก เพราะเมื่อมองย้อนกลับไปยังภาพยนตร์แสนคลาสสิคอย่างสายลับ 007 ภาพของ เจมส์ บอนด์ควบ Aston Martin คันงาม ก็คงผุดขึ้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย หรือ Ford Mustang Fastback สีเขียวมรกตที่Steve McQueen ขับในเรื่อง Bullitt หรือจะเป็น Audi สีดำขลับที่ขับโดยโทนี่ สตาร์คใน Iron Man และอีกมากมาย ทว่าเลกซัสถือเป็นผู้นำในการออกแบบสมการลักษณะนี้ โดยการพาไอเดียเข้าใกล้โลกอนาคตที่สุด หนึ่งตัวอย่างที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุดเห็นจะเป็นภาพยนตร์แอ็คชั่นไซ–ไฟผลงานของยอดผู้กำกับ Luc Besson ในฉากนี้ Major Valérian (แสดงโดย Dane DeHaan) ตัวเอกของเรื่อง กำลังควบคุมเครื่องยนต์ “สกายเจ็ท” ยานอวกาศที่ออกแบบโดยเลกซัส ที่เขาขับไล่กวดยานของคู่ต่อสู้จนค่อยๆ พังลงทีละลำ เรียกคะแนนอย่างอ้อมๆจากคนดูได้ไม่น้อยในเรื่องประสิทธิภาพและความปลอดภัย นี่ก็ถือเป็นหนึ่งในวิธีอธิบายแนวคิดสร้างสรรค์ในผลงานยนตรกรรมที่ไร้ขีดจำกัด เพื่อให้ผู้ชมตระหนักถึงจินตนาการความกล้าหาญอันท้าทายในผลผลิตทางความคิดชิ้นใหญ่นี้ของเลกซัส Futuristic Pop Culture Lexus 2054 ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับภาพยนตร์แอ็คชั่นไซ–ไฟ Minority Report (2002) เลกซัสได้เฉิดฉายควบคู่วัฒนธรรมความบันเทิงตั้งแต่ช่วงรอยต่อของสหัสวรรษใหม่ ความตื่นตัวทางเทคโนโลยีของผู้คนผ่านหัวเลี้ยวสำคัญของเวลาช่วงยุค 2000’s เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด ในปี 2002 ผู้กำกับ Steven Spielberg ซึ่งเป็นผู้ใช้รถยนต์เลกซัสอยู่แล้วนั้น ได้ติดต่อไปยังเลกซัสเพื่อขอให้ออกแบบยานพาหนะที่รองรับกับโลกในปี 2054 สำหรับ Minority Report ภาพยนตร์เรื่องใหม่ของเขาซึ่งดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นที่เขียนโดย Philip K. Dick และสิ่งประดิษฐ์ที่ออกมาตามบัญชาของ Spielberg นั้น คือรถยนต์ต้นแบบสุดล้ำที่มีรูปลักษณ์โค้งมนเป็นจุดเด่น“Lexus 2054” มีโครงสร้างทนทานต่อแรงชนกระแทก พ่วงด้วยเทคโนโลยีขับเคลื่อนแบบ Fuel Cells และระบบควบคุมความปลอดภัยแบบไบโอเมทริกซ์ตามสไตล์รถยนต์จากโลกอนาคต โมเดลนี้ยังประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นในจินตนาการที่คิดๆไปก็ดูไม่ไกลเกินความจริงเมื่อเรามองจากปี 2018 อาทิ โหมดไร้คนขับ ที่สามารถรับคำสั่งแบบเสียง และคัดสรรเสียงดนตรีในห้องโดยสารเพื่อให้เหมาะกับสถาวะอารมณ์ขณะนั้นของคนนั่งเป็นการพาเอาหลักคิดแบบ Omotenashi ของเลกซัสไปอยู่ในบริบทของปี 2054 ได้อย่างแนบเนียน ซึ่งในเวลาต่อมา Lexus 2054 ออกปรากฏตัวทั้งในภาพยนตร์เอง และตามงานออโต้โชว์ต่างๆ จนเป็นที่ฮือฮาไปทั่วโลก จริงอยู่ว่าวัฒนธรรมกระแสนิยมหรือ Pop […]

Read

Lexus

BEYOND BOUNDARIES

เรื่องราวความสุดของ Lexus ที่เกิดจากจินตนาการที่กล้าและท้าทาย ความทุ่มเทที่อยู่เหนือธรรมเนียมทั่วไปพาพวกเขาออกนอกขอบความคาดหวังเดิมๆ ย้อนไปในตอนที่ LS รุ่นแรกอยู่ระหว่างการพัฒนา สมาชิกคนหนึ่งในทีมถูกมอบหมายให้ตรวจเช็คปุ่มทุกปุ่มสวิตช์ทุกตัวในรถ เพื่อให้แน่ใจว่าพวกมัน “ให้สัมผัสที่เพอร์เฟค” เขาจะเดินถือชุดเล็บปลอม 3 แบบ ใช่แล้ว..เล็บปลอมแบบต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าปุ่มและสวิตช์ทุกตัว ใช้งานได้เหมาะสมกับลูกค้าทุกแบบของ Lexus “ความแตกต่าง” มักเป็นเพียงคุณค่านามธรรมที่ถูกใช้อย่างฟุ่มเฟือย จนบางครั้งเราลืมไปว่า ท้ายที่สุดมันให้อะไรกับผู้รับกันแน่ นั่นไม่ใช่กรณีของ Lexus พวกเขาจารึกคำนี้ไว้เป็นหัวใจของการผลิตในทุกขั้นตอนโดยไม่ยึดตามมาตรฐานทั่วไปที่เป็นอยู่ เพื่อพาคำว่า แตกต่าง ไปยังจุดที่ผู้คนรู้สึกและจับต้องได้จริงๆ โดยถ่ายทอดผ่านผลงานยนตรกรรม ที่มอบสุนทรียภาพให้กับโสตประสาททั้ง 5 ฉะนั้นไม่ว่าคุณจะชื่นชมอยู่ในฐานะคนขับ ผู้โดยสาร หรือเป็นเพียงผู้ที่ผ่านมาพบเห็น ย่อมสัมผัสได้ว่ามันมีเซนส์ของความไม่เหมือนใคร ที่มากับรถและผู้ที่เป็นเจ้าของ Lexus เสมอ Omotenashi วิถีแห่งการต้อนรับแบบญี่ปุ่น มอบบริการอันละเอียดอ่อนที่ถูกคิดมาเป็นอย่างดี ปรัชญาในการต้อนรับและบริการในแบบวัฒนธรรมญี่ปุ่น หรือที่เรียกว่า “Omotenashi” ครอบคลุมไปไกลกว่าแค่เรื่องความสะดวกสบาย มันคือการดูแลเอาใจใส่ที่คำนึงถึงความต้องการที่มีอยู่และยังไม่เกิดขึ้น คาดการณ์และคิดเผื่อล่วงหน้าเพื่อประสบการณ์แก่ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่ยอดเยี่ยมที่สุด สิ่งนี้สะท้อนอยู่ในการรังสรรค์รถยนต์ของ Lexus เสมอ ความละเอียดละออแบบขั้นกว่า นำพาสิ่งที่เป็นคุณค่าไม่ว่าจะทางวัตถุหรือทางจิตใจผสมกลมเกลียวกันอย่างนุ่มนวลออกมาในรูปแบบของยนตรรรมที่เหนือชั้น ซึ่ง Lexus LS ถือเป็นตัวแทนของOmotenashi ที่สมบูรณ์แบบที่สุดก็ว่าได้ การนำทางด้วยความชำนาญ นำเสนออย่างมืออาชีพ และดูแลเยี่ยงคนสนิท คือหลักการเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ในOmotenashi และเมื่อผสานปรัชญาแห่งการบริการชั้นสูงของญี่ปุ่น กับการวางเป้าหมายในการผลิตยนตรกรรมหรูเหนือความคาดหวัง ผลลัพธ์คือ “ความแตกต่าง” ที่สัมผัสได้จริง คุณภาพ ความเชื่อมั่น และประสบการณ์ สู่ทักษะที่ประณีต (Craftsmanship) ต่อการสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ในทุกๆ จุดของตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นแผงประตูด้านในที่ประดับด้วยศิลปะแผงผ้าพับจีบด้วยมือ (Hand-pleated) ที่เสริมความหรูหรา กระจกแก้ว Kiriko ที่ถูกเจียระไนอย่างบรรจง ห้องโดยสารที่ปรับอุณหภูมิเองตามสภาพร่างกายของคนนั่ง เป็นต้น Lexus LS ยังให้ความใส่ใจกับการอยู่ในห้องโดยสารด้วยเบาะนั่งด้านหลังที่พิเศษกว่าใคร แบบ Ottoman ปรับไฟฟ้าได้ถึง 22 ทิศทางสามารถให้ฟังก์ชั่นระบบนวดตามแบบฉบับศาสตร์แห่งการนวดของญี่ปุ่นแท้ๆ“Shiatsu” และสามารถอุ่นหรือทำความเย็นในตัวเบาะได้ในเวลาเดียวกัน อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ระบบปรับอากาศอิสระแบบ 4 โซนที่มาพร้อมระบบ Lexus Climate Concierge นั้นเป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญของคำว่าใส่ใจในทุกๆด้าน เพราะระบบปรับอุณหภูมิอัจฉริยะแบบหลากหลายพื้นที่นี้ ใช้กลไกการตรวจจับสภาพพื้นที่ในห้องโดยสารที่แตกต่างกันไป สามารถกระจายความเย็นหรือความอุ่นได้อย่างสม่ำเสมอตามความต้องการของผู้โดยสารแต่ละคน รวมไปถึงการปรับอุณหภูมิบริเวณพวงมาลัยและเบาะนั่งคนขับอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังถูกเสริมด้วยระบบฟอกอากาศ Nano-E ที่สามารถปล่อยประจุลบของน้ำเพื่อดักจับและทำลายเชื้อไวรัส รวมถึงขจัดความอับชื้นภายในห้องโดยสารได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ห้องโดยสารสะอาดสดชื่นอยู่ตลอดเวลา Takumi Craftsmanship ช่างผู้เชี่ยวชาญงานฝีมือขั้นสูง ถ่ายทอดความถนัดผ่านยนตรกรรมของ Lexus อีกขั้นของความเคร่งครัดในงานฝีมือของชิ้นส่วนทั้งหมดของ Lexus คือการสร้างด่านการทดสอบเพื่อผลิตช่างฝีมือชั้นดีที่คู่ควรกับการดูแลความประณีตสวยงามของรถทุกคัน หนึ่งในนั้นคือการพับกระดาษตามแบบศิลปะโบราณของญี่ปุ่นที่เรียกว่า “Origami” ออกมาเป็นรูปแมวให้ได้ภายใน 90 วินาที ด้วยมือข้างที่ไม่ถนัด ด้วยความเชื่อว่ามันคือสิ่งที่แยกผู้ที่ใช้มือได้อย่างคล่องแคล่วและเชี่ยวชาญออกจากคนทั่วไป ซึ่งมาตรฐานความสามารถนี้การันตีด้วยชื่อตำแหน่งที่เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ได้มาง่ายๆว่า “Takumi” The Paint Job สีเป็นเรื่องสำคัญ คุณจะไม่เชื่อว่ากว่าจะได้หนึ่งเฉดที่สมบูรณ์แบบนั้นมันใช้ความพยายามเพียงใด “สิ่งที่เราทำกันไม่ใช่เรื่องของความอลังการ แต่ก็ไม่มีใครสามารถเอาชนะคุณภาพที่ประจักษ์แก่สายตาผู้คนได้” นี่คือข้อความที่ คิตะมูระ หัวหน้าฝ่ายทำสีรถของ Lexus LS ได้กล่าวไว้ สำหรับ Lexus แล้วงานพ่นสีรถยนต์ไม่ใช่เพียงการเลือกสีอย่างบรรจงเท่านั้น ขั้นตอนมากมายเป็นองค์ประกอบของความสวยงาม เฉียบหรู และไร้ที่ติของตัวรถในทุกจุด ประกอบไปด้วยการพัฒนาทีมทั้งผู้เชี่ยวชาญการผสมสี ผู้เป็นคนปั้นดินโครงของตัวรถ วิศวกรที่คอยตรวจสอบรายละเอียดของสีกับแต่ละชิ้นส่วนรถยนต์ ซึ่งต้องทำการทดสอบทักษะ 4 ครั้งต่อปี เพื่อรักษาตำแหน่งหน้าที่ของตนในแผนกนี้ต่อไปได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นคือความใส่ใจเพื่อให้สีของรถยนต์ออกมาสวยงามในทุกมุมมอง จากภายนอกสู่ภายใน ทีมออกแบบสีได้ลงลึกไปถึงการตกแต่งบริเวณประตู สีของหนัง การปักเย็บประสานระหว่างเส้นด้ายกับเนื้อผ้าที่เหมาะสม เพื่อเฟ้นหาความกลมกล่อมที่สุดของสีสัน ทั้งเมื่ออยู่ในที่สว่างจ้าและในที่มืด โดยหนังที่นำมาห่อหุ้มเบาะรถยนต์ Lexus นั้นไม่เพียงเป็นหนังสัตว์คุณภาพดี แต่ต้องผ่านกรรมวิธีการย้อมโดยช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญด้วย ซึ่งก็กินเวลาหนึ่งปีเต็มกว่าจะลงตัวในจุดนี้ การค้นหาสีที่ถูกต้องเริ่มแรกจะเป็นการพ่นลงบนพื้นผิวอะลูมิเนียม และใช้การบิดแผ่นทดลองเหล่านี้เพื่อจำลองการหักเหของสีที่แสดงในเหลี่ยมมุมต่างๆ ทุกสัปดาห์จะมีตัวอย่างสีส่งมาจาก Kansai Paint บริษัททำสีตัวถังรถอายุ 96 ปีในจังหวัดโอซาก้า ภูมิภาคคันไซของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นที่ที่ Lexus วางใจให้กับความเชี่ยวชาญและประณีต โดยทีมออกแบบสีตัวถังจะทำงานร่วมกับ Kansai Paint เพื่อทดสอบความสวยงามของสีในทุกสภาพภูมิอากาศและในแสงเงาที่แตกต่างกันออกไป แต่ทีมออกแบบสีก็ยังไม่เป็นที่พอใจ จนกระทั่ง โอคาโมโต้ หนึ่งในสมาชิกของทีม ได้เกิดไอเดียขึ้นเมื่อนึกถึงฤดูหนาวในบ้านเกิดของตนที่ซัปโปโร การที่สีของตัวถังรถจะดูดีได้ในทุกมุมนั้น เปรียบได้กับสีของหิมะที่เปล่งประกายในเวลากลางวัน แต่จะมืดทึมลงเมื่อปราศจากแสงอาทิตย์ ทำให้เกิดการพัฒนาวิธีพ่นสีที่เรียกว่า Sonic Painting ขึ้น โดยปกติแล้วการพ่นสีตัวถังรถยนต์นั้นจะทำเพียง 3 ชั้นคือ การพ่นกันสนิม การพ่นสีจริงแล้วปิดท้ายด้วยการพ่นสีใสเพื่อโค้ทป้องกันรอยขีดข่วนต่างๆจากการใช้งาน แต่ Sonic Painting ของ Lexus เหนือกว่าด้วยการพ่นทั้งหมด 5 ชั้น ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลักๆคือ สีขาวชั้นบนสุดที่มาจาก Microscopic Mica Chips ทำหน้าที่สะท้อนแสงและโปร่งแสง ต่อด้วยการพ่นสีขาวมุกในชั้นกลาง และสีขาวที่หนาที่สุดด้านในสุด “ลองจินตนาการชั้นสีที่บางกว่าเส้นผม ที่ต้องถูกโค้ทซ้อนกันหลายชั้นตามเหลี่ยมมุมต่างๆของรถ พลาดไปนิดเดียวก็จะเกิดรอยให้เห็น ซึ่งมาตรฐานสีของ Lexus จะถือว่าไม่ผ่าน และต้องแก้ใหม่จนเนียนไร้ที่ติ” สิ่งที่จะทดสอบว่าการบรรจงลงสีบนตัวถังนั้นจะออกมาประสบความสำเร็จได้ คือการดูแบบมุมมองที่เป็นของจริง โอคาโมโต้จึงให้ทีมออกแบบปั้นดินขึ้นมาและใช้สีขาวทั้งแบบปกติ และแบบที่คิดค้นขึ้นมาใหม่อย่างละข้างของตัวรถ ทั้งทีมจ้องมองรถ Lexus สีขาวที่จอดอยู่กลางลาน The Color Study Area อยู่นานเป็นชั่วโมง ก่อนพยักหน้าเห็นด้วยเป็นเอกฉันท์ ว่าสีขาวที่พวกเขาตามหามานานได้อยู่ตรงหน้าแล้วในที่สุด The Leather หนังที่ประณีตสวยงามต้องทั้งทนทานและแข็งแกร่ง จึงจะได้มาตรฐาน กว่าจะมาเป็นเบาะหนังอันหรูหราและงดงามภายในห้องโดยสาร Lexus ค้นหาหนังคุณภาพที่ดีที่สุดที่ยังต้องผ่านการทดสอบกว่า 30 ครั้ง เพื่อที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าทุกองค์ประกอบเป็นสิ่งที่คุ้มค่ากับการให้คำจำกัดความว่า “แตกต่างอย่างสมบูรณ์แบบ” ความแข็งแกร่งที่มาพร้อมความงามของเบาะหนังในรถยนต์ Lexus ได้ผ่านการทดสอบที่ทรหดมากมาย ทั้งการใช้ของมีคมขูดขีดอย่างรุนแรง สารเคมีต่างๆ เช่น น้ำยาขัดเบาะรถ น้ำมันเครื่อง ของเหลวสังเคราะห์ที่ใช้แทนเหงื่อ แอลกอฮอล์ เพื่อที่จะวัดความทนทานของอายุการใช้งานที่ยาวนานมากที่สุด แม้กระทั่งการทดสอบความร้อนในแสงแดด ทีมดีไซน์ได้นำชิ้นส่วนของหนังมาทดสอบโดยการทิ้งไว้ในกล่องแก้วเป็นระยะเวลา 3 เดือนเพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของสีหนัง ซึ่งหากมีสีที่เปลี่ยนแปลงไปก็จะยกเลิกการใช้หนังชนิดนั้นทันที หรือการหาจุดเผาไหม้ของหนังด้วยการใช้ความร้อนสูงมาทดสอบกับหนัง นอกจากนี้ยังนำไปทดสอบในสภาพอากาศที่เย็นจัดถึง -40 องศาเซลเซียสเพื่อให้แน่ใจว่าหนังนั้นจะไม่แตกกรอบเมื่อใช้ไปในระยะเวลานาน ค้นพบเรื่องราวที่น่าสนใจของ Lexus LS อีกมากมายได้ที่นี่  

Read

Lexus

THE EVOLUTION OF LEXUS LS

กว่าจะมาเป็น LS 500 เราย้อนกลับไปชมวิวัฒนาการของทั้ง 5 เจเนอเรชั่น ของยนตรกรรมซีดานหรูมาตรฐานสูงที่แจ้งเกิดให้กับ Lexus จากจุดเริ่มต้นของตำนานแห่งยนตรกรรมภายใต้โครงการ “F-1” ของ เออิจิ โตโยดะ ประธานกรรรมการบริหารบริษัทโตโยต้า ในฤดูร้อนปี 1983 เพื่อยกมาตรฐานซีดานหรูที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน มาจนถึงรุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เส้นทางการพัฒนารถ Lexus LS ซึ่งเป็น Flagship ของแบรนด์นั้นไม่ง่ายเลย ทว่ามันยังคงเป็นรถที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้รถหรูทั่วโลกตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา จากฝีมือและความร่วมแรงร่วมใจของ อิจิโร่ ซูซูกิ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมที่นำทีมวิศวกรกว่า 1,400 ชีวิต และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคกว่า 2,300 คน ไปจนถึงช่างสมทบอีก 200 คน รถยนต์ทดสอบ 450 คันและกว่า 900 เครื่องยนต์ต้นแบบที่ได้ทดสอบในระยะทางที่ยาวไกลกว่า 2.7 ล้านกิโลเมตรตลอดการทดลองอันทรหดในเส้นทางขุนเขาในทวีปยุโรป ทะเลทรายในรัฐอริโซน่า ซาอุดิอาระเบีย และหนทางที่คดเคี้ยวมากมายในสหรัฐอเมริกา ผลลัพธ์คือ LS 400 ต้นแบบที่พร้อมออกสู่ตลาดการแข่งขันสูงที่เต็มไปด้วยผู้ผลิตชื่อดังจากอีกฝั่งของโลก ต่อเนื่องในแคมเปญที่เราจับมือกับ Lexus ในครั้งนี้ W.MINISTRY พาผู้อ่านย้อนกลับไปชมวิวัฒนาการของทั้ง 5 เจเนอเรชั่นของยนตรกรรมซีดานหรูมาตรฐานสูงที่สร้างชื่อให้กับ […]

Read

preloader